ความเงียบในห้องเก็บวัตถุโบราณชั้นใต้ดินไม่ได้ว่างเปล่า แต่มันมี 'น้ำหนัก' เหมือนบรรยากาศที่ถูกอัดแน่นด้วยฝุ่นผงของกาลเวลาและคดีฆาตกรรมที่ยังไม่ถูกสะสาง ภาคินยังคงจ้องมองศศิธรด้วยสายตาที่ลึกเกินกว่าจะหยั่งถึง แสงจากไฟฉายคาดหัวของเขาที่ถูกหรี่จนเหลือเพียงริ้วแสงสลัวทอดผ่านใบหน้าของเขา ทำให้ส่วนหนึ่งของใบหน้าจมอยู่ในเงา อีกส่วนดูแข็งกร้าวราวกับรูปสลักหิน
"คุณกำลังพยายามจะบอกอะไรผมกันแน่ ศศิธร?" ภาคินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาต่ำและราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยแรงสั่นสะเทือนที่ทำให้คนฟังรู้สึกถึงอันตราย "ว่าความจริงที่คุณยึดถือมาตลอดชีวิต... มันอาจเป็นเพียงเศษซากปรักหักพังที่ใครบางคนจงใจวางไว้ให้คุณเดินไปติดกับ?"
ศศิธรไม่ได้ขยับตัว เธอรักษาจังหวะการหายใจให้สม่ำเสมอ มือของเธอที่วางอยู่บนกล่องไม้โบราณสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบของเนื้อไม้ที่ผิดปกติ "ฉันไม่ได้บอกว่าความจริงคืออะไร แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ไม่เคยโกหกภาคิน สิ่งที่อาจารย์ฉันทิ้งไว้... บันทึกหน้าสุดท้ายที่หายไป มันไม่ได้ถูกทำลาย แต่มันถูก 'คัดลอก' และถ้าสมมติฐานของฉันไม่ผิด คนที่เก็บรักษามันไว้ก็กำลังยืนอยู่ตรงหน้าฉันในตอนนี้"
ภาคินแค่นยิ้ม มุมปากของเขาขยับเพียงเล็กน้อยแต่นัยน์ตากลับไร้ความขบขัน "คุณเป็นนักโบราณคดีที่เก่งที่สุดที่ผมเคยรู้จัก แต่คุณมักจะมองหาคำตอบในจารึก จนลืมไปว่าคนเรานี่แหละที่บันทึกเรื่องราวได้บิดเบือนที่สุด"
ทันใดนั้น เสียงบางอย่างก็แทรกเข้ามาในจังหวะที่หัวใจของทั้งคู่กำลังเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน มันไม่ใช่เสียงแผ่นดินไหว ไม่ใช่เสียงแมลง แต่เป็นเสียง ‘ตึง... ตึง...’ แผ่วเบาแต่ชัดเจนราวกับเข็มหมุดที่ปักลงบนความเงียบ
ศศิธรชะงัก สายตาของเธอเบนออกจากใบหน้าของภาคินไปยังทางเดินแคบๆ ที่นำไปสู่ห้องโถงหลัก ฝีเท้าที่ไม่รีบร้อน มั่นคง และเปี่ยมด้วยเจตนาบางอย่างกำลังก้าวเข้ามาใกล้ห้องเก็บวัตถุโบราณทีละน้อย
"นั่นใคร?" ศศิธรกระซิบพร้อมกับหยิบปืนพกกระบอกเล็กที่ซ่อนไว้ใต้เสื้อคลุมออกมาอย่างคล่องแคล่ว สายตาของเธอเปลี่ยนจากความครุ่นคิดเป็นความตื่นตัวระดับสูงแบบนักล่าที่พบรอยเท้าเหยื่อ
ภาคินขยับตัวเข้ามาชิดแผ่นหลังของเธอ ความร้อนจากร่างกายของเขาปะทะเข้ากับผิวหนังของเธอผ่านชั้นเสื้อผ้า เขาลดแสงไฟฉายลงจนมืดสนิท ทิ้งให้ทั้งห้องจมอยู่ในความมืดมิดสนิทที่แม้แต่เงาของกันและกันก็ยังมองไม่เห็น "อย่าเพิ่งใจร้อน" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ลดต่ำลงเหลือเพียงเสียงลมหายใจ "คนที่เดินเข้ามาในเวลานี้... ไม่ใช่รปภ. และไม่ใช่คนของสถาบัน ถ้าคุณชักปืนออกไปตอนนี้ คุณจะกลายเป็นเป้าแทนที่จะเป็นผู้คุมเกม"
ศศิธรไม่ตอบ แต่ความตึงเครียดในกล้ามเนื้อของเธอคือคำตอบ เธอสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายประหลาดที่ลอยมากับความมืด—กลิ่นดินเปียกชื้นผสมกับน้ำมันดิบ กลิ่นแบบเดียวกับที่ติดตัวอาจารย์ของเธอก่อนที่ท่านจะหายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน
เสียงฝีเท้าหยุดลงกะทันหัน... หน้าประตูห้องเก็บวัตถุ
อากาศภายในห้องเหมือนจะถูกสูบออกไปจนหมด ความกดอากาศต่ำลงจนหูอื้อ ศศิธรกลั้นหายใจ หัวใจของเธอเต้นรัวจนแทบจะทะลุอก เธอสัมผัสได้ถึงมือของภาคินที่วางเบาๆ ลงบนข้อมือของเธอที่ถือปืนอยู่ เป็นสัญญาณให้หยุดนิ่ง
ในความมืดที่ไร้แสงสว่างนั้น บานประตูไม้เก่าคร่ำคร่าค่อยๆ ส่งเสียงครางเบาๆ เมื่อถูกผลักให้แง้มออก แสงสลัวจากทางเดินด้านนอกสะท้อนเข้ามาเป็นเส้นตรง ตัดผ่านฝุ่นละอองในอากาศที่ลอยฟุ้ง เห็นเป็นลำแสงที่ทอดผ่านความว่างเปล่าไปหยุดอยู่ที่กองกล่องวัตถุโบราณที่พวกเขากำลังสำรวจอยู่
บุคคลปริศนาไม่ได้ก้าวเข้ามาทันที แต่เงาที่ทอดยาวลงบนพื้นห้องกลับค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นตามจังหวะการเคลื่อนไหวที่เชื่องช้า เงาที่ดูเหมือนจะสวมชุดคลุมยาวและถือวัตถุบางอย่างที่ดูคล้ายคันศรโบราณในมือ
ภาคินบีบข้อมือศศิธรแน่นขึ้นอีกนิด ก่อนจะกระซิบที่ข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าด้วยความตระหนกที่ซ่อนไว้ไม่มิด "นั่นไม่ใช่คน... ศศิธร ดูที่พื้นสิ"
ศศิธรพยายามเพ่งมองตามที่เขาบอก สายตาที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีกวาดผ่านเงาที่ทาบบนพื้น และเธอก็ต้องชะงักงันจนลมหายใจขาดห้วง เงาที่ควรจะเป็นรูปร่างของมนุษย์กลับบิดเบี้ยวและแตกแขนงออกเป็นหลายแฉกราวกับเงาของอสุรกายในภาพวาดผนังถ้ำยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่เธอกำลังตามหาความจริงอยู่
มันหยุดนิ่งตรงหน้าตู้จัดแสดงที่สำคัญที่สุด—ตู้ที่บรรจุเหรียญตราโลหะที่เธอกับภาคินเพิ่งค้นพบเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน เสียงโลหะกระทบกันดัง 'เคร้ง' เบาๆ เหมือนมีใครบางคนกำลังใช้นิ้วเคาะมันด้วยจังหวะที่คุ้นเคย จังหวะการเคาะที่เป็นรหัสลับ... รหัสลับที่เฉพาะอาจารย์ของเธอเท่านั้นที่รู้!
"ถ้าคนคนนี้คือคนเดียวกับที่ฉันคิด" ศศิธรพึมพำด้วยเสียงที่สั่นสะท้าน "เขาตายไปแล้ว... ภาคิน... เขาตายไปพร้อมกับการขุดค้นครั้งนั้นแล้ว!"
ทันใดนั้น เงาร่างนั้นก็หันขวับมาทางมุมมืดที่พวกเขาสองคนยืนอยู่ ราวกับรู้ตำแหน่งของพวกเขามาตั้งแต่ต้น เสียงลมหายใจที่แหบพร่าและติดขัดดังขึ้นในความมืด พร้อมกับคำพูดที่หลุดรอดออกมาเป็นภาษาโบราณที่ตายไปแล้วนับพันปี ทว่ากลับฟังดูชัดเจนและบาดลึกราวกับคมมีดกรีดลงบนโสตประสาท
*“บันทึก... ยัง... ไม่... จบ...”*
สิ้นเสียงนั้น แสงสว่างจ้าก็วาบขึ้นจากตู้จัดแสดงจนคนทั้งคู่ต้องปิดตาลงทันที เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ประตูห้องก็เปิดอ้ากว้างว่างเปล่า สิ่งที่ทิ้งไว้มีเพียงรอยเท้าเปื้อนโคลนสีดำสนิทที่หยดเป็นทางหายเข้าไปในความว่างเปล่า และในมือของศศิธรที่เธอจำไม่ได้ว่ามันมาอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ คือกุญแจโบราณดอกหนึ่งที่มีตราสัญลักษณ์เดียวกับแหวนที่หายไปจากนิ้วอาจารย์ของเธอในวันเกิดเหตุ
ความเย็นเยียบแล่นผ่านสันหลังของศศิธร เมื่อเธอพบว่ากุญแจดอกนั้นยังคงอุ่น... อุ่นราวกับเพิ่งถูกถอดออกมาจากกำมือของใครบางคนที่ยังมีชีวิตอยู่
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมขุดค้นความลับที่ฝังลึกไปกับผมนะครับ บันทึกนักโบราณคดี
ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา•ตอนที่ 26
เสียงฝีเท้าในความมืด
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!