ปลายกระบอกปืนสั้นในมือของภาคินไม่ได้สั่นไหวเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าอากาศภายในห้องโถงใต้ดินของซากปรักหักพังอารยธรรมโบราณจะกดดันจนแทบสูบเอาออกซิเจนออกจากปอดไปจนหมดสิ้น กลิ่นอับชื้นของดิน ดินปืน และกลิ่นจางๆ ของสนิมเหล็กคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นเหงื่อ
ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าไม่ใช่ศัตรูฉกรรจ์หรือมือปืนรับจ้างอย่างที่พวกเขาคาดการณ์ไว้ หากแต่เป็นร่างไร้ชีวิตของใครบางคน—หรือบางสิ่งที่ถูกตรึงไว้กับแท่นบูชาหินแกรนิตสีดำสนิท ร่างนั้นสวมเสื้อผ้าชุดสนามแบบเดียวกับที่หน่วยสำรวจของพวกเขาสวมใส่ ทว่าใบหน้าซีดเผือดจนเขียวช้ำ ดวงตาเบิกโพลงค้างอย่างไร้จุดโฟกัส และที่ลำคอมีรอยประทับของสัญลักษณ์โบราณที่สลักลึกลงไปในเนื้อหนัง สัญลักษณ์เดียวกับที่ปรากฏบนแผ่นศิลาในบันทึกของอาจารย์ศศิธร
"อย่าขยับ" เสียงของภาคินต่ำทุบและนิ่งสนิท ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบมุมมืดของห้องโถงที่ถูกเงาเสาหินทอดทับ "มันไม่ได้มาคนเดียว และเจ้านี่... ยังตายไม่สนิทดีนักหรอกครับ ดร.ศศิธร"
ศศิธรสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ เธอยกมือขึ้นแตะไหล่ของภาคินเบาๆ เป็นสัญญาณเชิงสัญชาตญาณว่าเธอไม่ได้ขวัญอ่อนถึงขนาดต้องให้ใครมาปกป้องตลอดเวลา แม้ลึกๆ แล้วเธอจะยอมรับว่าความอบอุ่นจากแผ่นหลังหนาที่ยืนบังกระสุนแทนเธอนั้นสร้างความปั่นป่วนแปลกประหลาดให้แก่หัวใจที่ด้านชามานาน
"ฉันรู้" ศศิธรเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท เธอก้าวออกมาจากเงาของภาคินเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยหรี่ลงพิจารณาร่างบนแท่นบูชาด้วยสายตานักโบราณคดีผู้ผ่านศพและซากกระดูกมานับไม่ถ้วน "รอยแผลที่คอไม่ได้เกิดจากมีด... แต่มันเกิดจากการใช้โลหะร้อนกดทับขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ คนที่ทำต้องการส่งสาร"
"สารสำหรับใคร? สำหรับพวกเราที่กำลังขุดคุ้ยอดีตที่มันควรจะฝังกลบ หรือสำหรับคนที่จ้างพวกเรามากันแน่ล่ะครับ" ภาคินแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่นัยน์ตากลับระแวดระวังขั้นสุด "เกมนี้มันซับซ้อนกว่าที่ตาเห็น ประวัติศาสตร์ไม่ได้ถูกเขียนโดยผู้ชนะอย่างเดียวหรอกครับ ดكتور มันถูกบงการโดยคนที่ยังมีชีวิตอยู่และต้องการซ่อนความอัปยศต่างหาก"
บรรยากาศภายในห้องโถงเงียบงันจนได้ยินเสียงหยดน้ำกระทบพื้นหินเป็นจังหวะ
นี่คือแผนการ... ศศิธรตระหนักได้ในเสี้ยววินาทีนั้น พวกเขาถูกต้อนเข้ามาในสุสานใต้ดินแห่งนี้ตามเส้นทางที่ถูกจัดฉากไว้ตั้งแต่แรก เหยื่อล่อไม่ได้หมายถึงศพที่อยู่บนแท่นบูชา หากแต่หมายถึงตัวของเธอและภาคินต่างหาก ที่กำลังเดินตามบทละครที่ "ตัวการใหญ่" ขีดเส้นเอาไว้
"ถ้าเขาต้องการให้เรามาตายที่นี่ ทำไมถึงไม่ลงมือตั้งแต่ตอนที่เราอยู่ที่ค่ายพักล่ะครับ" ศศิธรตั้งคำถามเชิงจิตวิทยา เธอก้าวเท้าเดินวนรอบแท่นบูชา สายตาคมกริบสอดส่องหาความผิดปกติของโครงสร้างหิน "เพราะความตายกลางป่าลึกมันธรรมดาเกินไป สำหรับคนระดับนั้น... การทำลายความน่าเชื่อถือทางวิชาการและการฆ่าจิตวิญญาณของเราให้ตายทั้งเป็น มันหอมหวานกว่ากันเยอะ"
ภาคินหันมามองเธอ แววตาที่มักจะซ่อนความเจ้าเล่ห์ไว้เสมอในยามนี้กลับมีความชื่นชมฉายชัดขึ้นมาวบหนึ่ง "คุณนี่มัน... อันตรายเสียจริง ดร.ศศิธร รู้ทันเกมแต่ก็ยังยอมเดินเข้ากองไฟ"
"ฉันไม่ได้เดินเข้ากองไฟเพราะโง่เขลาค่ะ ภาคิน" ศศิธรเน้นเสียงหนักแน่น ดวงตาคู่คมจ้องประสานกับนัยน์ตาสีเข้มของชายหนุ่ม "แต่ฉันยอมเปลืองตัวเป็นเหยื่อล่อ ก็เพื่อให้ไอ้คนที่ชักใยอยู่เบื้องหลังมั่นใจว่าเราติดกับ... และในขณะที่มันกำลังกระหยิ่มยิ้มย่อง คิดว่ากำชัยชนะไว้ในมือ นั่นแหละคือวินาทีที่หน้ากากของมันจะหลุด"
ภาคินเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะต่ำๆ ออกมาอย่างนึกสนุก "ให้ตายเถอะ... บางครั้งผมก็ไม่รู้ว่าควรจะกอดคุณให้แน่นๆ หรือควรจะระวังหลังให้ดีกว่ากันแน่ คุณนี่มันผู้หญิงที่บ้าบิ่นที่สุดเท่าที่ผมเคยร่วมงานด้วย"
"เก็บคำชมนั้นไว้ใช้ตอนที่เราออกจากที่นี่ได้เถอะค่ะ" ศศิธรตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น แต่หัวใจกลับเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะกับคำพูดของเขา "ตอนนี้... เราต้องทำตามแผนสำรอง"
ตามแผนที่ตกลงกันไว้ในความมืดก่อนหน้านี้ พวกเขาแสร้งทำเป็นแตกคกันเรื่องอุดมการณ์หน้าปากถ้ำ เพื่อให้สายลับที่แฝงตัวมาในทีมรายงานความขัดแย้งนี้กลับไปยังผู้บงการ และเหยื่อล่องbsนี้ก็ดึงดูดให้ปลาตัวใหญ่ต้องว่ายออกจากรูเพื่อมาดูผลงานด้วยตาตัวเอง
พริบตานั้นเอง... เสียงฝีเท้าฝ่าความชื้นและเสียงน้ำหยดก็ดังแว่วมาจากอุโมงค์ฝั่งทิศตะวันตก
มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของคนหมู่มาก แต่เป็นฝีเท้าที่หนักแน่น มั่นคง และเปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่งของผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่าทุกใบ
ภาคินส่งสัญญาณมือให้ศศิธรหมอบลงกับพื้นทันที ทั้งสองคนเคลื่อนตัวแนบชิดไปกับฐานเสาหินโบราณที่สลักลวดลายเทพเจ้าแห่งความตาย ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่ามันเป็นความเงียบที่อัดแน่นไปด้วยแรงดันมหาศาลราวกับพายุก่อนฟ้าผ่า
เงาร่างหนึ่งทอดยาวผ่านแสงไฟฉายสำรองที่วางทิ้งไว้บนพื้น ร่างนั้นสวมเสื้อคลุมกันฝนสีเข้ม ฮู้ดคลุมศีรษะมิดชิดจนมองไม่เห็นใบหน้า แต่สิ่งที่ทำให้ศศิธรต้องกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ คือวัตถุโลหะสีเงินวาวที่เหน็บอยู่ข้างเอว—มันคือปากกาหมึกซึมด้ามทองเหลืองโบราณของศาสตราจารย์ผู้ล่วงลับ อาจารย์ของเธอเอง!
หัวใจของศศิธรหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ความจริงที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้กองซากปรักหักพังกำลังจะถูกเปิดเผยในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า
บุคคลปริศนาก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าแท่นบูชา ร่างนั้นส่งเสียงหัวเราะแหบพร่าในลำคอ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบมีดสั้นโบราณที่ปักอยู่บนอกของศพ พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของศศิธรเย็นเฉียบ
"เดินมาติดกับจนได้นะ... ลูกศิษย์ตัวน้อยของฉัน"
ภาคินหันมาสบตากับศศิธรในความมืด แววตาของเขาประกายแสงคมกริบราวกับใบมีดที่พร้อมจะสะบั้นทุกความจริงอันเน่าเฟะให้ปรากฏขึ้นในแสงสว่าง
โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ
---
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางขุดคุ้ยความมืดมิดนี้ไปด้วยกันนะครับ
ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา•ตอนที่ 25
แผนการซ้อนแผน
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!