“หยุดมือเสียทีภาคิน ถ้าคุณยังขืนขุดลงไปโดยไม่คำนึงถึงโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่เปลี่ยนไป ความตายอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่เราได้รับจากใต้ดินแห่งนี้”
เสียงของดร.ศศิธรเย็นเยียบและเฉียบขาด เธอไม่ได้หันไปมองชายหนุ่มที่กำลังใช้เครื่องมือวัดค่าความหนาแน่นของดินอยู่ข้างกาย ดวงตาของเธอยังคงจับจ้องไปที่ภาพสเก็ตช์หินจารึกที่เพิ่งถอดรหัสได้จากฐานวิหารหลัก
ภาคินหยุดมือชั่วขณะ เขาเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวผ่านแสงสลัวจากไฟฉายคาดหัว มุมปากของเขากระตุกยิ้มอย่างที่เป็นนิสัยเวลาเผชิญหน้ากับความดื้อรั้นอันมีตรรกะของเธอ
“ศศิ คุณมองเห็นแค่ชั้นดิน แต่ผมมองเห็น ‘เจตจำนง’ ของอารยธรรมที่ถูกฝังไว้” เขาขยับตัวลุกขึ้นยืน เสียงรองเท้าบูทกระทบพื้นศิลาแลงดังก้องไปทั่วอุโมงค์ที่เงียบสงัด “องค์กรเงาไม่ได้กวาดล้างหลักฐานทุกอย่างหรอก พวกเขามองข้ามสิ่งที่มีค่าที่สุดไป เพราะพวกเขามองผ่านเลนส์ของความโลภ แต่ผมมองผ่านเลนส์ของ... ความศรัทธาที่บิดเบี้ยว”
“ความศรัทธาที่บิดเบี้ยวคือคำปลอบใจของนักล่าสมบัติที่ไม่อยากยอมรับว่าตัวเองกำลังทำลายประวัติศาสตร์ครับ” ศศิธรย้อนทันควัน เธอวางปากกาลงแล้วหันมาเผชิญหน้ากับเขา “เราไม่ได้กลับมาที่นี่เพื่อเสี่ยงชีวิตแลกกับทองคำหรือวัตถุโบราณ เรามาเพื่อหาหลักฐานที่เชื่อมโยงบัญชีลับขององค์กรกับรอยรั่วในบันทึกของอาจารย์ผม ถ้าพลาดแม้แต่นิดเดียว สิ่งที่ถูกฝังอยู่ตรงนี้จะไม่ใช่แค่ความลับ แต่มันจะเป็นกระดูกของเราทั้งคู่”
ภาคินก้าวเข้าหาเธอ ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนรับรู้ได้ถึงลมหายใจที่สม่ำเสมอของกันและกัน แววตาของภาคินไม่ได้เต็มไปด้วยความกะล่อนเหมือนยามปกติ แต่มันกลับลึกซึ้งและหนักแน่นราวกับพายุที่สงบลงชั่วคราว
“คุณกลัวเหรอศศิ” เขาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่บาดลึก “ไม่ใช่กลัวตาย แต่กลัวว่าหากเราเจอความจริงที่อาจารย์คุณพยายามซ่อนไว้ คุณจะไม่มีวันกลับไปเป็นคนเดิมได้อีก”
ศศิธรชะงัก สายตาที่เคยแข็งกร้าวสั่นไหวเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะปรับให้กลับมาเรียบเฉย เธอรู้ดีว่าในใจของภาคินมีความลับบางอย่างที่เขายังไม่ยอมคายออกมาเกี่ยวกับอาจารย์ของเธอ แต่นี่ไม่ใช่เวลาของการทวงถาม ในจังหวะที่ความเงียบกำลังจะเข้าครอบงำ เสียงเครื่องตรวจจับโลหะของภาคินก็แผดเสียงยาวขึ้นจนน่าขนลุก
มันไม่ใช่เสียงเตือนของการเจอทองคำ แต่มันเป็นเสียงของกลไกโบราณที่ถูกปลุกให้ตื่น
“นั่นไม่ใช่โลหะทั่วไป” ศศิธรเปลี่ยนสีหน้าทันที เธอรีบก้าวเข้ามาดูหน้าจอที่ภาคินถืออยู่ ค่าพลังงานที่ปรากฏขึ้นเป็นจังหวะที่แปลกประหลาด “มันคือสัญญาณรหัส... นี่ไม่ใช่ทางเข้าสู่ห้องสมบัติ แต่มันคือทางเชื่อมต่อสู่ ‘ห้องบัญชาการ’ ของนักบวชชั้นสูงในยุคนั้น”
ภาคินก้มลงไปสำรวจพื้นหินเบื้องล่าง เขาใช้มือปัดเศษฝุ่นหนาออก เผยให้เห็นรอยสลักที่ดูเหมือนจะเป็นรูปฟันเฟืองหินที่ขบกันสนิท ศศิธรทรุดตัวลงข้างๆ เธอหยิบแปรงขนอ่อนออกมาอย่างรวดเร็ว ความเป็นมืออาชีพในตัวเธอเข้าควบคุมสถานการณ์ ความกลัวและความขัดแย้งถูกผลักไปไว้ด้านหลัง
“รอยต่อนี่... มันไม่ได้เชื่อมด้วยปูน” ศศิธรพึมพำขณะใช้นิ้วลูบไล้ไปตามร่องหิน “มันใช้วิธีการสลักให้ล็อกกันเองด้วยแรงดันทางกล”
“ถอยออกมาหน่อย” ภาคินบอกสั้นๆ เขาหยิบอุปกรณ์สกัดขนาดเล็กออกมาเตรียมตัว
“คุณจะทำอะไร?”
“ทำในสิ่งที่นักโบราณคดีไม่กล้าทำไงครับ” ภาคินยิ้มบางๆ “ผมจะฝืนระบบกลไกนี้ เพื่อเปิดประตูที่ไม่มีใครเคยเปิดมานับพันปี”
เขาไม่ได้รอดูคำอนุญาต ภาคินใช้ค้อนเคาะจังหวะลงบนจุดกึ่งกลางของรอยสลักสี่จุดอย่างแม่นยำ เสียงดังก้องกังวานคล้ายเสียงของเครื่องจักรขนาดมหึมาที่กำลังเริ่มขยับเขยื้อน พื้นหินเบื้องล่างสั่นสะเทือนรุนแรงจนทั้งคู่ต้องเกาะขอบหินไว้แน่น ฝุ่นควันตลบอบอวลจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า
เมื่อความสั่นสะเทือนหยุดลง พื้นที่ตรงหน้าพวกเขาก็เลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นช่องว่างลึกลงไปในความมืดที่ดูเหมือนจะไม่มีจุดสิ้นสุด แต่สิ่งหนึ่งที่ส่องประกายออกมาจากเบื้องล่างนั้น ไม่ใช่แสงจากอัญมณี
มันคือแสงสีฟ้าครามที่เรืองรองจากผลึกแก้วทรงกระบอก ซึ่งถูกจัดวางอยู่บนแท่นหินกลางห้องโถงที่เพิ่งปรากฏขึ้น
ศศิธรเดินเข้าไปใกล้แสงนั้นอย่างเลื่อนลอย มือของเธอสั่นเทาขณะเอื้อมไปใกล้ผลึกแก้วนั้น ภายในผลึกนั้นบรรจุแผ่นจารึกโลหะบางเฉียบหลายร้อยแผ่นที่เรียงซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ และที่สำคัญที่สุด... ตราสัญลักษณ์ที่สลักอยู่บนผลึกนั้น คือตราเดียวกับที่เธอพบในสมุดบันทึกเล่มสุดท้ายของอาจารย์
“นั่นมัน...” เสียงของศศิธรแหบพร่า “บันทึกเหตุการณ์การล่มสลายของอารยธรรมที่องค์กรพยายามปกปิดมาตลอด”
ภาคินก้าวมายืนข้างๆ เขาไม่ได้มองที่จารึก แต่เขามองไปที่เงาที่ทอดผ่านเข้ามาทางผนังห้องที่เปิดออก สายตาของเขาเปลี่ยนไปเป็นระแวดระวังทันที
“ศศิ เก็บมันไว้” ภาคินกระซิบเสียงต่ำ “เราไม่ได้อยู่กันแค่สองคนแล้ว”
ศศิธรเงยหน้าขึ้นมองตามสายตาของเขา ทันใดนั้น ไฟสปอร์ตไลท์จากเบื้องบนก็สาดส่องลงมาที่ใจกลางห้องโถง พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นของคนกลุ่มหนึ่งที่เดินเข้ามาปิดล้อมทางออกทุกทาง เงาของชายร่างใหญ่ในชุดสูทสีดำสนิทปรากฏขึ้นตรงหน้าทางเข้า ท่ามกลางความเงียบงัน เสียงฝีเท้าของใครบางคนที่คุ้นเคยอย่างประหลาดก็ดังขึ้นเบื้องหลังเธอนั่นเอง
“ยินดีด้วย ดร.ศศิธร คุณหาทางกลับบ้านของอาจารย์คุณเจอเสียที”
เสียงนั้นไม่ใช่เสียงคนแปลกหน้า แต่มันเป็นเสียงที่ศศิธรจำได้แม่นยำที่สุด เสียงของคนที่เธอเชื่อว่าตายไปแล้วในอุบัติเหตุการขุดค้นเมื่อสิบปีก่อน
หอบหายใจของศศิธรติดขัด เธอค่อยๆ หันกลับไปมองเจ้าของเสียงนั้น ในขณะที่ภาคินขยับตัวยืนบังเธอไว้พร้อมกับอาวุธในมือที่พร้อมจะลั่นไกได้ทุกเมื่อ หากแต่ภาพตรงหน้ากลับทำให้เธอต้องช็อกจนแทบหยุดหายใจ
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับร่องรอยแห่งอดีตในทุกบรรทัดนะครับ
บันทึกนักโบราณคดี
ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา•ตอนที่ 24
กลับสู่แหล่งโบราณสถานหลัก
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!