ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา•ตอนที่ 7

เสียงกระซิบในความมืด

ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
"หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ไม่เคยโกหกใคร... แต่คนต่างหากที่เลือกจะบิดเบือนความจริง เพื่อให้มันสอดคล้องกับความโลภของตัวเอง" สุ้มเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมของ ดร.ศศิธร ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในเต็นท์พักแรมขนาดกลาง แสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันพาราฟินทอดเงายาวของเธอกับชั้นหนังสือสนามและอุปกรณ์ขุดค้นที่วางระเกะระラะบนพื้นผ้าใบ ประแจ ไขควง และแปรงปัดฝุ่นขนนุ่มถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบสะท้อนตัวตนของนักโบราณคดีสาวผู้ยึดมั่นในระเบียบและเหตุผลเชิงประจักษ์อย่างไม่มีวันสั่นคลอน ทว่า บนโต๊ะสนามตัวเดียวกันนั้น กลับมีวัตถุแปลกปลอมวางอยู่—ก้อนโลหะสีดำสนิทรูปทรงเรขาคณิตประหลาด ที่ภาคินเพิ่งขุดขึ้นมาจากซากปรักหักพังของวิหารโบราณเมื่อช่วงบ่าย ภาคินซึ่งนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้พับอีกด้านหนึ่งของโต๊ะ ไม่ได้ตอบคำถามในทันที เขายกแก้วกาแฟดำที่เย็นชืดขึ้นจิบช้าๆ สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาไล่มองปฏิกิริยาของหญิงสาวตรงหน้าด้วยความขบขันระคนสนใจ เขารู้ดีว่าศศิธรเปรียบเสมือนป้อมปราการเหล็กที่สร้างขึ้นจากทฤษฎีทางวิชาการ แต่วัตถุในมือของเธอกำลังทำให้รอยร้าวเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนกำแพงนั้น "คุณกำลังพยายามใช้ตรรกะทางโบราณคดีมาอธิบายสิ่งที่แม้แต่ประวัติศาสตร์ยังปฏิเสธนะ ศศิ" ภาคินวางแก้วลง เสียงกระทบกับโต๊ะไม้เบาหวิวแต่กลับดังก้องกังวานในความเงียบยามวิกาล "คุณเชื่อในสิ่งที่ขุดเจอ แต่วัตถุชิ้นนี้... มันกำลังบอกว่าอดีตไม่ได้ถูกฝังกลบไว้เฉยๆ แต่มันกำลัง 'รอคอย' อะไรบางอย่างต่างหาก" "ฉันเชื่อในหลักฐาน ไม่ใช่เรื่องงมงายหรือพลังงานลี้ลับที่คุณชอบหยิบยกมาอ้างเพื่อสร้างมูลค่าให้วัตถุโบราณหรอกนะครับ" ศศิธรสวนกลับทันควัน ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจ เธอหยิบแว่นขยายขึ้นส่องร่องรอยสลักบนโลหะสีดำชิ้นนั้น "รอยหยักพวกนี้เป็นแค่เทคนิคการหล่อสำริดในยุคสำริดตอนปลาย ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น" "งั้นเหรอครับ?" ภาคินโน้มตัวไปข้างหน้า แสงไฟวับแวมจากตะเกียงทำให้เงาของเขาดูราวกับโอบล้อมเธอไว้ "แล้วทำไมอุณหภูมิรอบตัวมันถึงลดลงเรื่อยๆ ตั้งแต่เราเอาเข้ามาในเต็นท์ล่ะ... หรือว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของคุณยังคำนวณไม่ถึงจุดนี้?" ศศิธรชะงัก นิ้วมือที่ถือแว่นขยายเกร็งแน่นโดยไม่รู้ตัว เธอรู้สึกได้จริงว่าอากาศภายในเต็นท์เย็นเฉียบลงอย่างกะทันหันราวกับเปิดเครื่องปรับอากาศ แต่เธอปฏิเสธที่จะแสดงความอ่อนแอหรือความหวาดกลัวออกมาให้ชายหนุ่มผู้กวนประสาทคนนี้เห็น ก่อนที่ทั้งคู่จะได้โต้เถียงกันต่อ เสียงหนึ่งก็ทำลายบรรยากาศตึงเครียดนั้นลง *สวบ... กรอบ...* มันไม่ใช่เสียงลมพัดผ่านยอดไม้ ไม่ใช่เสียงสัตว์ป่าหากินตามธรรมชาติ แต่มันคือเสียงฝีเท้าของบางสิ่งที่หนักแน่นและจงใจย่ำลงบนใบไม้แห้งรอบๆ เต็นท์พักแรม เสียงนั้นเคลื่อนที่วนรอบเต็นท์อย่างช้าๆ เป็นจังหวะ ราวกับกำลังลาดตระเวนเพื่อหาจุดอ่อนของสิ่งก่อสร้างชั่วคราวนี้ ศศิธรหันขวับไปมองผนังผ้าใบเต็นท์ทันที แววตาที่เคยเยือกเย็นและมั่นคงบัดนี้ฉายแววตื่นตัวอย่างระแวดระวัง เธอลดมือลงช้าๆ และเอื้อมไปหยิบไฟฉายแรงสูงที่วางอยู่ใกล้ตัว ภาคินไม่ได้ขยับตัวหนี เขายังคงนั่งอยู่ที่เดิม แต่รอยยิ้มขี้เล่นบนใบหน้าของเขาหายวับไป ถูกแทนที่ด้วยความจริงจังและสัญชาตญาณนักล่าที่ตื่นตัวเต็มที่ มือขวาของเขาเลื่อนไปแตะด้ามมีดพกอเนกประสงค์ที่เหน็บอยู่ที่เข็มขัดโดยสัญชาตญาณ "รปภ. ของแคมป์งั้นเหรอ?" ภาคินกระซิบ เสียงต่ำลอดไรฟัน สายตาจับจ้องไปที่เงาตะคุ่มที่ทาบทับลงบนผนังผ้าใบเต็นท์จากแสงไฟสนามด้านนอก "ไม่ใช่" ศศิธรตอบเสียงเครียด "คนงานในแคมป์ทุกคนนอนพักอยู่ที่โซนA ห่างจากจุดนี้ไปเกือบสามร้อยเมตร และไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้ามาในเขตขุดค้นตอนกลางคืน... นี่มันไม่ใช่คนงานของเรา" เงาดำด้านนอกหยุดนิ่งอยู่ที่หน้าทางเข้าเต็นท์พอดี บรรยากาศภายในเต็นท์ราวกับถูกสูบออกจนแทบหายใจไม่ออก เสียงจิ้งหรีดเรไรยามค่ำคืนเงียบเสียงลงอย่างฉับพลัน เหลือเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งสองที่สอดประสานกันอย่างระมัดระวัง ศศิธรสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ เธอยกไฟฉายขึ้นเตรียมพร้อม ขณะที่ภาคินค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขยับตัวเข้ามาบังหน้าเธอไว้โดยสัญชาตญาณของการปกป้อง แม้ปากของเขาจะชอบกวนประสาทเธอแค่ไหน แต่ในยามวิกาลกลางป่าลึกและโบราณสถานปริศนา ความเป็นมืออาชีพและสัญชาตญาณดิบของเขากลับเชื่อถือได้มากที่สุด *แกร๊ก...* เสียงก้านไม้หักดังขึ้นอีกครั้ง ใกล้เข้ามาจนแทบจะชิดกับซิปรูdทางเข้าเต็นท์ เงาดำที่ทาบบนผนังผ้าใบขยับเคลื่อนไหว มันไม่ใช่เงาของมนุษย์ปกติ รูปร่างของมันบิดเบี้ยว ยาวเกินจริง และดูเหมือนกำลังลาดต่ำลงมา ราวกับกำลังย่อตัวลงเพื่อมองลอดผ่านรอยต่อของเต็นท์ ศศิธรกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความทรงจำอันเลวร้ายในอดีต—วันที่อาจารย์ของเธอหายตัวลึกลับไปในซากโบราณสถานโดยไม่มีวันกลับ—ผุดขึ้นมาในหัวราวกับภาพฉายซ้ำ ความกลัวที่เธอพยายามกดทับไว้ด้วยเหตุผลและวิทยาศาสตร์มาตลอดกำลังกรัดกร่อนจิตใจ "เตรียมตัวนะครับ..." ภาคินกระซิบเสียงพร่า ใบหน้าคมคายจริงจังจนน่ากลัว ดวงตาของเขาจ้องเขม็งไปที่ซิปเต็นท์ที่กำลังขยับช้าๆ ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังเอื้อมมาดึงมันออก ก่อนที่มือปริศนานั้นจะสัมผัสกับซิปเต็นท์ วัตถุลึกลับรูปทรงเรขาคณิตสีดำสนิทบนโต๊ะไม้ก็เปล่งแสงสีฟ้าจางๆ ออกมาจากร่องรอยสลัก พร้อมกับเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ดังขึ้นมาจากความว่างเปล่าข้างหูของศศิธร—เป็นภาษาโบราณที่เธอไม่เข้าใจความหมาย แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ราวกับมันกำลังเรียกชื่อของเธอ และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ซิปเต็นท์ก็ถูกรูดเปิดออกอย่างไร้เสียง พร้อมกับร่างของใครบางคน—หรืออะไรบางคน—ที่ก้าวล้ำเข้ามาในแสงไฟสลัว พร้อมกลิ่นอายดินโคลนเก่าแก่ที่โชยคละคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียน! ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งลงไปในความมืดมิดและอดีตอันลึกลับนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปริศนาซ่อนเงารักข้ามกาลเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%