กลิ่นอายของกระดาษเอกสารคดีความแผ่นหนา คละเคล้าไปกับกลิ่นหมึกพิมพ์ราคาแพงในห้องประชุมกระจกใสเงาวับชั้นยี่สิบห้า สะท้อนภาพตึกระฟ้าของกรุงเทพมหานครยามสายที่ราวกับป่าคอนกรีตอันไร้ความปราณี รตินธรวางปากกาหมึกซึมด้ามหรูลงบนโต๊ะไม้โอ๊กสีเข้ม เสียงกระทบเบาๆ นั้นกลับดังชัดเจนก้องกังวานในความเงียบงันที่ถูกสร้างขึ้นโดยความกดดัน
"คุณกำลังเล่นกับไฟกองโต รตินธร" เสียงหวานทุบทับด้วยความกังวลระคนทึ่งดังขึ้นจากนลิน อัยการสาวผู้สวมชุดสูทเข้ารูปสีครีม เธอรวบผมยาวสลวยไว้อย่างประณีต ดวงตาคู่คมจับจ้องชายหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตาที่อ่านยาก "การเร่งสำนวนคดีฉ้อโกงประชาชนและฟอกเงินล็อตนี้ให้หลุดสู่สำนักข่าวใหญ่ในเช้าวันนี้... มันไม่ใช่แค่การเปิดฉากสงคราม แต่มันคือการทุบหม้อข้าวตัวเอง หากอัครเดชไหวตัวทันและใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายตีกลับ คุณจะไม่มีทางแก้ตัวได้อีกเป็นครั้งที่สอง"
รตินธรไม่ตอบทันที นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนแฟ้มเอกสารสีน้ำเงินเข้มที่มีตราประทับลับสุดยอด ชายหนุ่มยกย่องมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นไม่ได้ไปถึงดวงตา คมกริบราวกับใบมีดที่ซ่อนอยู่ใต้แพรไหม
"สงครามที่ปราศจากการสูญเสียแต่แรกเริ่ม... จะเรียกว่าสงครามได้อย่างไรกันคะคุณนลิน" รตินธรเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าราบเรียบจนน่ากลัว "อัครเดชคิดว่าเขากุมกุมบังเหียนของเกมนี้ไว้ทั้งหมด เขาใช้สื่อในมือครอบงำกระแสสังคม ปั่นหัวผู้คนให้หลงเชื่อในภาพลักษณ์นักบุญผู้ใจบุญ แต่เขาลืมไปอย่างหนึ่ง... สื่อไม่ใช่สุนัขที่เชื่องเสมอไป หากเราโยดชิ้นเนื้อที่ชุ่มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่หอมหวานพอ สุนัขเหล่านี้ย่อมวิ่งเข้าใส่และฉีกทึ้งเจ้านายเก่าอย่างไร้ความปราณี"
บนหน้าจอโทรทัศน์ขนาดมหึมาที่ติดอยู่บนผนังกระจก ข่าวภาคเช้าด่วนพิเศษกำลังแพร่ภาพสำนักงานใหญ่ของเครือข่ายธุรกิจอัครเดชโฮลดิ้งส์ ภาพกองทัพสื่อมวลชนนับชีวิตรุมล้อมทางเข้าตึกราวกับฝูงแร้งรุมทึ้งซากสัตว์ ผู้ประกาศข่าวสาวอ่านแถลงการณ์ด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก เกี่ยวกับการยื่นฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาอย่างเร่งด่วนในข้อหายักยอกทรัพย์และฉ้อโกงข้ามชาติ ซึ่งมีชื่อของอัครเดชปรากฏเป็นจำเลยที่หนึ่ง
ความเคลื่อนไหวนี้รวดเร็ว รุนแรง และไร้ซึ่งการตั้งตัว ราวกับพายุหมุนที่ก่อตัวขึ้นกลางทะเลสาบอันสงบนิ่ง
นลินสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำหอมแบรนด์โปรดระคนกับความตึงเครียดในอากาศ เธอยอมรับในใจว่า แผนการของชายหนุ่มผู้นี้ช่างงดงามและอำมหิตในเวลาเดียวกัน เขารู้จักใช้กฎหมายเป็นอาศัย และใช้สื่อเป็นทัณฑ์ประหาร
"แต่คุณก็รู้ว่าอัครเดชไม่ใช่คนที่จะยอมจำนนอะไรง่ายๆ" นลินก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงาน โน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อกดดัน "เขามีอำนาจมืดในกระบวนการยุติธรรมที่พร้อมจะซื้อเวลาได้ทุกเมื่อ การดึงความสนใจจากสื่อช่วยได้แค่เบี่ยงเบนกระแส แต่มันไม่ได้ทำให้เขาพังในชั่วข้ามคืนหรอกนะคะ"
"ฉันไม่ได้ต้องการให้เขาร่วงหล่นในชั่วข้ามคืนหรอกค่ะคุณนลิน..." รตินธรเงยหน้าขึ้นสบตา นัยน์ตาสีดำสนิทคู่นั้นล้ำลึกดึงดูดราวกับหลุมดำที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง "ต้นไม้ใหญ่ที่มีรากแก้วหยกลึกถึงใจกลางแผ่นดิน จะโค่นมันลงได้... ต้องเริ่มจากการขุดคุ้ยดินรอบโคนให้รากมันเปลือยเปล่าเสียก่อน เมื่อลมพัดมา มันถึงจะล้มครืนลงมาโดยที่เราออกแรงเพียงนิดเดียว"
ขณะที่บทสนทนาอันเชือดเฉือนกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น เสียงเคาะประตูห้องประชุมสามครั้งก็ดังขึ้นอย่างสุภาพ แต่จังหวะการเคาะนั้นกลับหนักแน่นและเป็นระเบียบเกินกว่าจะเป็นพนักงานทั่วไป
ประตูกระจกฝ้าถูกผลักเปิดออกช้าๆ ร่างสูงสง่าในชุดสูทสีชาคูลสวมทับด้วยเสื้อกั๊กเข้ารูปสไตล์วินเทจก้าวเข้ามา อัครเดชปรากฏกายขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่อุณหภูมิในห้องราวกับลดฮวบลงหลายองศา ใบหน้าเรียบเฉยไร้ซึ่งรอยยิ้ม ทว่าดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับฉายแววเยียบเย็นและอำมหิตอย่างปิดไม่มิด ด้านหลังของเขาคือบอดี้การ์ดร่างยักษ์สองคนที่ยืนคุมเชิงอย่างระแวดระวัง
ไม่มีใครคาดคิดว่าเจ้าพ่อแห่งวงการธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลจะกล้าเดินทางมายังสนามรบของฝ่ายตรงข้ามด้วยตนเองอย่างอาจหาญเช่นนี้
นลินชะงักไปเล็กน้อย มือเรียวกำชายเสื้อสูทแน่นโดยไม่รู้ตัว แม้เธอจะเป็นอัยการผู้ผ่านคดีใหญ่มามากมาย แต่รัศมีคุกคามจากชายผู้ทรงอิทธิพลคนนี้ก็ยังคงสร้างความกดดันให้หายใจไม่ทั่วท้อง
ทว่ารตินธรกลับไม่มีทีท่าหวาดหวั่นแม้แต่น้อย ชายหนุ่มยังคงนั่งไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ รอยยิ้มจางๆ ประดับอยู่บนมุมปาก ราวกับกำลังรอคอยแขกผู้มีเกียรติรายนี้มานานแล้ว
"ยินดีต้อนรับค่ะท่านอัครเดช..." รตินธรเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงสุภาพนุ่มนวลราวกับเจ้าบ้านผู้แสนดี "ไม่คิดว่าคนระดับท่าน จะลดตัวมาเยือนสำนักงานเล็กๆ ของทนายความโนเนมอย่างฉันด้วยตัวเอง"
อัครเดชหยุดยืนห่างจากโต๊ะทำงานเพียงไม่กี่ก้าว กวาดสายตามองเอกสารคดีความที่กระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะด้วยหางตาก่อนจะยิ้มเยาะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะในลำคอของเขานั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยแรงกดดัน
"เธอนี่มัน... น่าสนใจกว่าที่ฉันคิดไว้เสียอีก รตินธร" อัครเดชเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุบต่ำกังวาน "กล้าใช้สื่อเป็นเครื่องมือบีบฉัน กล้าเปิดฉากสงครามโดยไม่สนว่ากระดูกตัวเองจะหักไหม... เด็กน้อยอย่างเธอ คงไม่รู้หรอกว่าอำนาจที่แท้จริงมันหน้าตาเป็นอย่างไร"
อัครเดชก้าวเข้าไปอีกก้าว มือหนายื่นลงไปหยิบแฟ้มคดีความแผ่นบนสุดขึ้นมาพลิกดูผ่านๆ ก่อนจะปาทิ้งลงบนพื้นอย่างไร้ความเยื่อใย เสียงกระดาษกระทบพื้นดัง *ตุบ* สะท้อนความเย่อหยิ่งและจองหองของเจ้าตัว
"คดีพวกนี้... มันก็เป็นได้แค่กระดาษชำระเช็ดก้นในสายตาฉัน" อัครเดชจ้องเขม็งเข้าหาคู่สนทนา "คิดเหรอว่ากฎเน่าๆ พวกนี้จะทำอะไรฉันได้?"
รตินธรไม่โกรธเคือง ชายหนุ่มเพียงแค่ก้มลงมองแฟ้มเอกสารที่ตกอยู่บนพื้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้ทรงอิทธิพลตรงๆ แววตาของเขาไร้ความหวาดกลัว มีเพียงประกายความเหนือกว่าที่ซ่อนอยู่ลึกซึ้ง
"กฎหมายอาจจะเป็นแค่กระดาษในสายตาของท่าน..." รตินธรลุกขึ้นยืนช้าๆ ความสูงของเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มก้าวเดินเข้าไปประชิดโต๊ะทำงาน โน้มตัวเข้าหาเล็กน้อยเพื่อให้เสียงกระซิบนั้นชัดเจนถึงหูอีกฝ่าย "แต่กระดาษแผ่นนี้แหละค่ะ... ที่กำลังจะกลายเป็นหีบศพฝังร่างท่านทั้งเป็น"
อัครเดชหรี่ตาลง รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกจากร่างทันที ความเย่อหยิ่งเมื่อครู่เริ่มถูกแทนที่ด้วยความระแวงระวังเมื่อเห็นความนิ่งสงบผิดมนุษย์ของเด็กหนุ่มตรงหน้า
"แกอยากได้อะไร รตินธร?" อัครเดชเอ่ยถามเสียงต่ำ ลมหายใจเริ่มติดขัดเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว "เงินทอง? อำนาจ? หรือแค่ต้องการชื่อเสียง?"
"ฉันไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านี้เลยสักนิด..." รตินธรตอบกลับทันควัน น้ำเสียงของเขาเบาราวกับเสียงกระซิบของปีศาจจากขุมนรก "สิ่งที่ฉันต้องการ... คือทุกสิ่งที่ท่านเคยพรากไปจากครอบครัวของฉัน... และลมหายใจเฮือกสุดท้ายของท่านเอง"
บรรยากาศในห้องประชุมพลันเงียบงันลงทันที ราวกับเวลาถูกหยุดไว้ด้วยมนต์สะตรา รตินธรยื่นมือไปหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลอีกซองหนึ่งที่วางซ่อนอยู่ใต้กองหนังสือพิมพ์ขึ้นมา ชายหนุ่มค่อยๆ ดึงภาพถ่ายใบเก่าที่เหลืองซีดใบหนึ่งออกมา วางคว่ำลงบนโต๊ะตรงหน้าอัครเดช
ภาพถ่ายของคฤหาสน์ตระกูลเก่าแก่ที่ถูกไฟไหม้เกรียมเมื่อสิบปีก่อน... และเงาร่างของใครบางคนยืนถือกระป๋องน้ำมันอยู่เบื้องหลังเพลิงสีแดงฉาน
อัครเดชก้มลงมองภาพนั้น สีหน้าของมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลเปลี่ยนสีทันที ร่างกายของเขาแข็งทื่อ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงระคนหวาดกลัว ราวกับเห็นผีสางในเวลากลางวันแสกๆ
"แก... แกเป็นใครกันแน่..." อัครเดชเค้นเสียงลอดไรฟัน ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
รตินธรแย้มยิ้มกว้าง รอยยิ้มที่งดงามดั่งดอกไม้พิษ ทว่าดวงตากลับเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก
"ยินดีต้อนรับสู่หมากกระดานสุดท้ายค่ะท่านอัครเดช..." รตินธรเอ่ยด้วยน้ำเสียงระรื่นหู ขณะที่นิ้วเรียวยาวค่อยๆ เลื่อนภาพถ่ายใบนั้นไปข้างหน้า "และตอนนี้... ตาเดินของท่านแล้วค่ะ"
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
หมากกระดานสุดท้ายใต้รอยเลือดที่ย้อนคืน•ตอนที่ 10
เดิมพันด้วยเวลา
ผลงานโดย มนตรากรรมสะท้อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มนตรากรรมสะท้อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากกระดานสุดท้ายใต้รอยเลือดที่ย้อนคืน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!