"ถ้าเจ้ายังควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจไม่ได้ ต่อให้มีศิลาจารึกแห่งปฐมกาลอยู่ในมือ พลังของมันก็จะแปรสภาพเป็นคมมีดเชือดเฉือนเส้นชีพจรของเจ้าจนขาดสะบั้น เซเรส"
เสียงแหบพร่าของอาจารย์ผู้คุมหอสมุดต้องห้ามดังก้องอยู่ในมิติแห่งความว่างเปล่า เซเรสนั่งขัดสมาธิอยู่กลางวงอักขระรูนโบราณที่เปล่งแสงสีครามสลัว ผิวหนังของเขามีเส้นสายสีทองพาดผ่านราวกับใยแมงมุมที่กำลังสั่นไหว เหงื่อเม็ดโตไหลซึมผ่านไรผม ใบหน้าของเด็กหนุ่มซีดเผือด แต่แววตาที่มองตรงไปข้างหน้ากลับนิ่งสงบดั่งผิวน้ำที่ไม่มีวันสั่นคลอน
"ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อครอบครองพลังนั้นเพียงอย่างเดียวครับ... ผมมาที่นี่เพื่อทำความเข้าใจกับมัน" เซเรสตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่น
ท่ามกลางมิติจิตที่ไร้จุดจบ เซเรสกำลังเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าที่หนักอึ้งดั่งขุนเขา การฝึกจิตขั้นสูงในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของการสะสมพลังเวท แต่เป็นการ 'สลาย' ตัวตนของตัวเองให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกฎแห่งธรรมชาติ รูนแต่ละตัวที่ลอยวนเวียนอยู่รอบกายไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ แต่เป็นเศษเสี้ยวความทรงจำของอารยธรรมที่สูญหายไปนานแสนนาน
เขาสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ซ่านมาจากประตูด้านหลังมิติ เอเลน่ากำลังรอเขาอยู่ภายนอก เธอคอยกางม่านพลังป้องกันรอยแยกของมิติไม่ให้ใครตรวจพบความผิดปกติที่เกิดขึ้นในห้องเก็บตำราลับนี้ แต่เขารู้ดี... ดาร์กัส มอร์กาน่า ไม่ใช่คนที่จะถูกหลอกได้นาน
*เคร้ง!*
เสียงเกราะเหล็กกระทบพื้นหินดังก้องมาถึงในโสตประสาทของเซเรส เขารู้สึกถึงรังสีอำมหิตที่คุ้นเคย มันคือความเย่อหยิ่งที่เจือปนด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า ดาร์กัสมาถึงแล้ว และดูเหมือนเขาจะไม่ได้มาคนเดียว
"ข้าบอกให้เจ้าหยุดไงเล่า เอเลน่า" เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจของประธานสภานักเรียนกดดันบรรยากาศจนอากาศดูจะหนักอึ้งขึ้น "การที่เจ้าปกป้องเด็กทุนคนหนึ่งด้วยการทำผิดกฎร้ายแรงเช่นนี้ เจ้าคิดหรือว่าตระกูลวอน ฟาร์เรล จะปกป้องเจ้าได้จากความโกรธเกรี้ยวของเบื้องบน?"
"เซเรสไม่ใช่แค่นักเรียนทุน เขาคือคนที่อ่านอักขระที่พวกคุณยังทำได้แค่จ้องมอง!" เสียงเอเลน่าตอบกลับด้วยความมุ่งมั่น แม้จะสั่นเล็กน้อยจากพลังกดดันมหาศาล "ถ้าคุณคิดจะผ่านเข้าไป คุณก็ต้องข้ามศพฉันไปก่อน ดาร์กัส"
ภายในมิติแห่งการฝึกจิต เซเรสกัดฟันแน่น พลังรูนที่เขากำลังดูดซับเริ่มแปรปรวน เขาต้องเลือกระหว่างการถอนตัวเพื่อไปช่วยเอเลน่า หรือการฝืนทนดูดซับพลังจนจบเพื่อพลิกเกมในคราวเดียว หากเขาหยุดตอนนี้ พลังที่สะสมไว้จะย้อนกลับมาทำลายเส้นชีพจรจนเขาอาจกลายเป็นคนพิการเวทมนตร์ไปตลอดกาล แต่หากเขาไม่หยุด... เอเลน่าจะต้องเผชิญหน้ากับดาร์กัสเพียงลำพัง
"สมาธิคือการเลือก... ไม่ใช่การดื้อรั้น" เซเรสพึมพำกับตัวเอง
เขาหลับตาลงแน่น บังคับให้กระแสพลังที่ปั่นป่วนไหลเวียนเข้าสู่จุดศูนย์กลางของจิตวิญญาณ แทนที่จะผลักดันพลังออกไปข้างนอก เขากลับ 'ดูดกลืน' รูนโบราณทั้งหมดเข้ามาไว้ในดวงตาข้างซ้าย อักขระสีทองสว่างวาบขึ้นราวกับดวงตะวันในความมืดมิด ความเจ็บปวดจากการฉีกขาดของพลังเวทแผ่ซ่านไปทั่วร่าง แต่เขากลับยิ้มออกมา
ดาร์กัสเดินเข้ามาใกล้ประตูมิติมากขึ้น มือของเขาเอื้อมไปแตะกำแพงพลังเวทที่เอเลน่าสร้างไว้ มันสั่นสะเทือนรุนแรงจนรอยร้าวเริ่มปรากฏให้เห็น ประธานสภานักเรียนแสยะยิ้มที่มุมปาก "เจ้ากำลังเล่นกับไฟ เอเลน่า... และเจ้ากำลังจะถูกมันเผาจนไม่เหลือซาก"
ทว่าในวินาทีที่ดาร์กัสกำลังจะซัดพลังเวทใส่รอยแยกนั้นเอง ประตูมิติกลับเปิดออกอย่างช้าๆ มิใช่เพราะมันถูกทำลาย แต่เพราะมีคนจากด้านในเป็นคนเปิดมันออก
เซเรสก้าวออกมาจากมิติ ร่างกายของเขาสั่นไหวเล็กน้อย ดวงตาข้างซ้ายของเขาเปลี่ยนเป็นสีทองอร่ามที่ดูน่าสะพรึงกลัวและเปี่ยมไปด้วยอำนาจเก่าแก่เกินกว่ามนุษย์คนใดจะครอบครอง เขาไม่ได้มองไปที่เอเลน่าที่ทรุดลงด้วยความอ่อนล้า แต่เขามองตรงไปที่ดาร์กัสด้วยแววตาที่ว่างเปล่าดั่งหลุมศพโบราณ
"คุณมาเร็วเกินไป ดาร์กัส" เซเรสกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป ราวกับมีเสียงคนนับร้อยพูดประสานกัน "และนั่นคือความผิดพลาดเพียงหนึ่งเดียว... ที่คุณจะไม่มีวันได้แก้ไข"
เซเรสยกมือขึ้นช้าๆ อักขระรูนในอากาศที่ดาร์กัสเคยควบคุมได้ กลับแปรเปลี่ยนทิศทางและพุ่งเข้าหาเจ้าของมันเองราวกับถูกสั่งการ ดาร์กัสเบิกตากว้างเมื่อพบว่าพลังที่เขาภาคภูมิใจกำลังต่อต้านเขาสุดกำลัง
แต่ในจังหวะที่การต่อสู้กำลังจะปะทุขึ้น กลิ่นอายประหลาดที่ไม่มีใครคาดคิดก็ปรากฏขึ้นจากเงามืดหลังตู้หนังสือเก่าแก่ แสงสีดำสนิทแผ่ออกมาจนบดบังทุกสิ่งดั่งรัตติกาลที่ไร้จุดจบ ร่างของชายในชุดคลุมสีเทาผู้หนึ่งเดินออกมาจากเงามืดนั้น พร้อมกับถือเศษกระดาษม้วนหนึ่งที่ประทับตราสัญลักษณ์ที่ไม่มีใครในสถาบันกล้าแตะต้อง
"หยุดการประลองไร้สาระนี่เสีย" เสียงของคนปริศนาดังขึ้น "เพราะสิ่งที่เจ้าทั้งสองกำลังแย่งชิงกันอยู่นั้น... แท้จริงแล้วเป็นเพียงกุญแจดอกที่หนึ่งของคำสาปที่จะกลืนกินโลกใบนี้ไปตลอดกาล"
ชายคนนั้นวางกระดาษลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ ก่อนจะหันมามองเซเรสด้วยรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของเขาหยุดเต้น "ยินดีที่ได้พบอีกครั้งนะ... หลานชายผู้ถูกทอดทิ้ง"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและไขปริศนาไปกับผมในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ - อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
ศัสตราอักขระมนตรา: จารึกตำนานรัตติกาลแห่งสถาบันเวทมนตร์•ตอนที่ 30
การฟื้นฟูพลังผ่านสมาธิ
ผลงานโดย อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อาร์เธอร์มนตราสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราอักขระมนตรา: จารึกตำนานรัตติกาลแห่งสถาบันเวทมนตร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!