ศัสตราอักขระมนตรา: จารึกตำนานรัตติกาลแห่งสถาบันเวทมนตร์•ตอนที่ 31

เทศกาลเวทมนตร์ดารามนตรา

ผลงานโดย อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
"ถ้าเจ้ายังจ้องมองอักขระตัวนั้นด้วยสายตาอาฆาตเช่นนั้นอีกเพียงวินาทีเดียว ข้าเกรงว่ามันคงสลายกลายเป็นผุยผงก่อนที่เทศกาลจะเริ่มขึ้นเสียอีกนะครับ เซเรส" เสียงนุ่มทุ้มของเอเลน่าดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในหอสมุดต้องห้าม เธอวางถ้วยชาเซรามิกสีขาวนวลลงบนโต๊ะไม้โอ๊กเก่าแก่ ก่อนจะช้อนสายตามองเด็กหนุ่มตรงหน้าที่กำลังพึมพำคาถาโบราณซ้ำไปซ้ำมา นิ้วเรียวยาวของเซเรสลากผ่านรอยสลักบนศิลาสีนิลที่สั่นไหวราวกับมีชีวิต เซเรสถอนหายใจยาว แววตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอ่อนแสงลงชั่วครู่ "มันไม่ใช่ความอาฆาตหรอกครับเอเลน่า แต่มันคือความกระหาย... ผมรู้สึกได้ว่ารอยจารึกพวกนี้กำลังพยายามบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับจุดกำเนิดของผม แต่มันถูกล็อกไว้ด้วยกลไกบางอย่างที่ผมยังอ่านไม่แตกฉาน" "เทศกาลดารามนตรากำลังจะเริ่มในอีกไม่กี่ชั่วโมง ข้างนอกนั่นทุกคนกำลังเฉลิมฉลอง แต่พวกเรากลับมาขลุกอยู่กับกองซากปรักหักพังของประวัติศาสตร์" เอเลน่าเลื่อนแผ่นพับกำหนดการเทศกาลมาไว้ตรงหน้าเขา "บางที... การก้าวออกไปรับความสดใสข้างนอกบ้าง อาจช่วยให้เจ้ามองเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในความมืดได้ชัดเจนขึ้นนะครับ" เซเรสละสายตาจากศิลา รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนใบหน้า "คุณพูดถูกครับ บางทีการเปลี่ยนมุมมองอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ผมมองข้ามไป" --- บรรยากาศภายในสถาบันเวทมนตร์ยามค่ำคืนนี้ผิดแผกไปจากทุกวัน ท้องนภาจำลองเหนือโดมแก้วของสถาบันถูกเนรมิตด้วยเวทมนตร์ดาราศาสตร์ชั้นสูง จนดูราวกับว่าเหล่าดวงดาวนับหมื่นดวงกำลังร่วงหล่นลงมาอาบไล้สนามประลองเวทมนตร์ แสงสีฟ้าและม่วงอ่อนสลับกันไปมาท่ามกลางเสียงดนตรีเวทมนตร์ที่ขับกล่อมแผ่วเบา นักเรียนทุกชั้นปีต่างสวมชุดคลุมประดับอักขระเรืองแสง เดินขวักไขว่ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ทว่าในมุมมืดของระเบียงชั้นสอง สายตาคู่หนึ่งกลับไม่ได้มองดูความสวยงามนั้น ดาร์กัส มอร์กาน่า ยืนกอดอกพิงเสาหิน ดวงตาเย็นชาของเขาจ้องเขม็งไปยังร่างของเซเรสและเอเลน่าที่เพิ่งเดินออกมาจากหอสมุด "รื่นเริงกันให้พอเถอะ..." เสียงของดาร์กัสพึมพำแผ่วเบาจนแทบกลืนไปกับสายลม "เพราะเมื่อดาวดวงสุดท้ายเคลื่อนเข้าสู่ตำแหน่ง 'ศูนย์กลางอักขระ' เมื่อไหร่ ความศิวิไลซ์จอมปลอมของโรงเรียนแห่งนี้จะสิ้นสุดลง" ดาร์กัสขยับนิ้วมือเป็นจังหวะ อักขระสีแดงฉานขนาดจิ๋วสั่นไหวอยู่บนปลายนิ้ว ก่อนจะพุ่งหายเข้าไปในความมืดมิดของมวลอากาศที่ปกคลุมทั่วงานเทศกาล มันไม่ใช่เวทมนตร์ธรรมดา แต่เป็น 'รูนกลืนกิน' ที่เขาลักลอบนำเข้ามาจากเขตต้องห้าม พลังของมันกำลังกัดกินความมั่นคงของเขตอาคมที่ปกป้องสถาบันอยู่ทีละน้อย "เซเรส ระวัง!" เอเลน่าตะโกนขึ้นทันควัน เมื่อเห็นเงาดำผิดธรรมชาติพุ่งผ่านข้างแก้มของเด็กหนุ่มไปเพียงเสี้ยววินาที เซเรสตอบสนองด้วยสัญชาตญาณ เขาคว้าคทาไม้โอ๊กโบราณขึ้นมาในมือ ร่างกายหมุนตัวหลบการโจมตีอย่างรวดเร็ว ก่อนจะร่ายมนตร์เกราะคุ้มกันพื้นฐานปกป้องผู้คนรอบข้าง แรงกระแทกจากเวทมนตร์ลึกลับทำเอาพื้นหินสั่นสะเทือน เสียงดนตรีที่เคยครึกครื้นหยุดชะงักลง นักเรียนต่างแตกตื่น วิ่งหนีตายกันอลหม่านท่ามกลางแสงดาวที่เริ่มบิดเบี้ยวกลายเป็นสีแดงเลือด "มันเริ่มแล้ว..." เซเรสกัดฟันแน่น แววตาสีเทาเข้มของเขาเปลี่ยนเป็นประกายสีเงินวาวโรจน์ พลังรูนในตัวเขาสั่นสะท้านราวกับตอบรับกับภัยคุกคามที่กำลังรุกคืบ "เอเลน่า สร้างเกราะเวทธาตุน้ำแข็งคุ้มกันฝูงชนไว้ อย่าให้พวกมันเข้าใกล้ทุกคน!" "แล้วเจ้าจะไปไหน!" เอเลน่าร้องถามขณะที่ร่ายเวทสร้างกำแพงน้ำแข็งหนาทึบขึ้นกั้นกลางระหว่างกลุ่มนักเรียนกับเงามืดที่กำลังก่อตัว เซเรสไม่ได้ตอบ แต่สายตาของเขาจับจ้องไปยังชายผู้หนึ่งที่ยืนโดดเด่นอยู่ท่ามกลางความโกลาหล ดาร์กัส มอร์กาน่า กำลังก้าวเดินออกมาจากเงามืดด้วยท่าทีสุขุม ราวกับว่าความวินาศสันตะโรตรงหน้าเป็นเพียงโชว์เปิดงานที่เขาจัดเตรียมไว้ "ยินดีต้อนรับสู่เทศกาลแห่งความล่มสลาย เซเรส ไวท์" ดาร์กัสเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่แฝงไปด้วยกระแสกดดันมหาศาล "เจ้ามักจะบอกเสมอว่าอักขระคือความทรงจำของอดีต... แต่วันนี้ ข้าจะแสดงให้เห็นว่าอักขระสามารถใช้ขีดเขียนอนาคตที่ข้าต้องการได้อย่างไร" ดาร์กัสยกมือขึ้น อักขระสีดำสนิทนับร้อยตัวพุ่งออกจากเสื้อคลุมของเขาสร้างเป็นวงเวทย์ขนาดใหญ่เหนือสนามประลอง พลังงานที่กดทับลงมาทำให้เซเรสทรุดลงกับพื้น แต่ในวินาทีที่เขากำลังจะยอมแพ้ สัมผัสเย็นเฉียบจากสร้อยคอที่เขาได้รับมาตั้งแต่วันแรกที่เข้าสถาบันก็เริ่มร้อนรนขึ้น รูนโบราณบนศิลาในกระเป๋าเสื้อของเขากระโดดออกมาลอยอยู่กลางอากาศ ส่องแสงสว่างไสวเข้าปะทะกับรูนของดาร์กัสอย่างรุนแรงจนเกิดแสงจ้าไปทั่วบริเวณ ทว่า ในขณะที่การปะทะกำลังถึงจุดเดือด เสียงกระซิบที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นในจิตใต้สำนึกของเซเรส ไม่ใช่เสียงของดาร์กัส แต่เป็นเสียงของใครบางคนที่เขารอคอยมาตลอดชีวิต *“อย่ามองที่รูนของมันเซเรส... จงมองสิ่งที่อยู่ใต้เงาของเจ้าเอง”* เซเรสเบิกตากว้าง เขาก้มลงมองที่เงาของตัวเองบนพื้นหิน และสิ่งที่เขาเห็นไม่ใช่เพียงเงามืด แต่มันคือประตูมิติที่เปิดกว้างออกอย่างเงียบเชียบ พร้อมกับมือปริศนาที่โผล่ขึ้นมาจากความว่างเปล่า หมายจะฉุดกระชากตัวเขาลงไปในความมืดมิดเบื้องล่าง! ผมหวังว่าทุกท่านจะตื่นเต้นไปกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ - อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
สารจากนักเขียน (อาร์เธอร์มนตราสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราอักขระมนตรา: จารึกตำนานรัตติกาลแห่งสถาบันเวทมนตร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%