“นายกำลังเล่นกับไฟที่มอดดับไปแล้วนะ เซเรส”
ดาร์กัส มอร์กาน่า วางปากกาขนนกสีนิลลงบนโต๊ะไม้โอ๊คหนาหนัก เสียงกระทบนั้นดังกังวานก้องไปทั่วห้องประธานสภานักเรียนที่เงียบสงัด เขาไม่ได้เงยหน้ามองคู่สนทนา แต่จ้องเขม็งไปยังแผนผังดวงดาวที่สลักลึกอยู่บนโต๊ะทำงาน ซึ่งบัดนี้รอยสลักเหล่านั้นกำลังเปล่งแสงสีม่วงหม่นจางๆ
เซเรส ไวท์ ยืนนิ่งอยู่กลางห้อง แผ่นหลังเหยียดตรง มือข้างหนึ่งซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อคลุม กุมเศษศิลาจารึกรูนที่เขารวบรวมมาได้ตลอดเทอมแรกไว้แน่น ความเย็นเยียบจากศิลานั้นแล่นผ่านปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจ ราวกับกำลังเตือนสติว่าเขากำลังก้าวเข้าสู่เส้นทางที่ไม่มีวันหวนกลับ
“ไฟที่มอดดับไปแล้ว มักจะทิ้งถ่านที่ร้อนแรงที่สุดเอาไว้เสมอครับ ท่านประธาน” เซเรสตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงด้วยความคมกริบของคมมีด “และผมเชื่อว่าคุณรู้ดีว่าถ่านก้อนนั้นอยู่ที่ไหน”
ดาร์กัสหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีเหล็กไหลจับจ้องไปยังเซเรส “เธอฉลาด... เซเรส เธอเป็นนักเรียนทุนที่หาได้ยากยิ่ง แต่ความฉลาดมักจะพาไปสู่หลุมศพที่ใหญ่กว่าคนอื่นเสมอ เทอมแรกกำลังจะจบลง การประกาศผลสอบปลายภาคและงานเลี้ยงฉลองในค่ำคืนนี้จะเป็นฉากสุดท้ายที่สวยงาม... ฉันหวังว่าเธอจะรู้จักวางมือ ก่อนที่ความสวยงามนั้นจะกลายเป็นงานศพของใครบางคน”
“ผมจะเก็บคำเตือนนั้นไว้พิจารณาครับ” เซเรสโค้งตัวเล็กน้อยก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ดาร์กัสมองตามด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก
โถงทางเดินของสถาบันเวทมนตร์ยามนี้คลาคล่ำไปด้วยนักเรียนที่กำลังวุ่นวายกับการเตรียมตัวสำหรับงานเลี้ยงฉลองปิดเทอม เอเลน่า วอน ฟาร์เรล ยืนรอเขาอยู่ที่มุมเสาหินอ่อน เธอสวมชุดเดรสสีน้ำเงินเข้มที่ดูสง่างาม แต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความกังวล
“เขาพูดอะไรบ้าง?” เอเลน่ากระซิบถามทันทีที่เซเรสเดินเข้ามาใกล้
เซเรสหยุดเดิน สายตากวาดมองรอบข้างก่อนจะลดเสียงลง “เขาไม่ได้ขู่ในเชิงกายภาพ เอเลน่า เขาขู่ในเชิงของ... ‘กฎระเบียบ’ ดูเหมือนว่าหลังจบงานเลี้ยงคืนนี้ สภานักเรียนจะประกาศมาตรการใหม่ ซึ่งผมคาดว่ามันคือการจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงหอจดหมายเหตุเวทมนตร์โบราณโดยเด็ดขาด”
เอเลน่าเม้มปากแน่น “นั่นเท่ากับการตัดเส้นทางสืบค้นชาติกำเนิดของนาย และทำลายเบาะแสเรื่องรอยแยกแห่งรัตติกาลที่กลุ่มศิลาทมิฬกำลังจับตามอง”
“ใช่ครับ” เซเรสถอนหายใจ “เรามีเวลาจนถึงหลังเที่ยงคืนคืนนี้ งานเลี้ยงคือโอกาสเดียวที่จะทำให้เราหลุดรอดจากสายตาของดาร์กัสเพื่อเข้าไปในชั้นใต้ดินที่ลึกที่สุด”
การเตรียมตัวดำเนินไปอย่างเงียบเชียบ ทว่าตึงเครียด เซเรสใช้เวลาที่เหลือของวันในการฝึกฝนการใช้ ‘อักขระพันธนาการ’ ที่เขาเพิ่งแกะรอยได้จากศิลาชิ้นสุดท้าย มันไม่ใช่เวทมนตร์ที่ใช้โจมตี แต่มันคือการแทรกซึมผ่านม่านพลังงานของสถาบัน การเคลื่อนไหวของเขาทุกย่างก้าวในห้องพักถูกคำนวณมาอย่างละเอียด พลังมานาในร่างกายหมุนเวียนสอดประสานกับรูนที่สลักไว้บนฝ่ามือ
ตกดึก บรรยากาศในห้องโถงใหญ่โอ่อ่าตระการตา แสงจากโคมระย้าเวทมนตร์ส่องประกายระยิบระยับ ดนตรีบรรเลงบทเพลงคลาสสิกที่แสนอ่อนหวาน เสียงหัวเราะและการสนทนาของเหล่าทายาทตระกูลเวทมนตร์ดังแทรกผ่านความสับสนวุ่นวาย เซเรสในชุดสูทสีดำเรียบหรูทำตัวให้กลมกลืนไปกับฝูงชน เขาคอยสังเกตการณ์ผ่านทางหางตา สายตาของเขามุ่งตรงไปยังระเบียงชั้นสองที่ดาร์กัสกำลังยืนคุยกับเหล่าอาจารย์ด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง
“นั่นคือสัญญาณ” เอเลน่าที่ยืนข้างๆ กระซิบ พร้อมกับส่งแก้วเครื่องดื่มในมือให้เขาเป็นเชิงสัญลักษณ์ “พวกอาจารย์เริ่มเมามายและสนใจแต่เรื่องการเมืองภายใน สภานักเรียนส่วนใหญ่ถูกดึงไปรวมตัวที่โต๊ะประธาน”
เซเรสพยักหน้า ทั้งสองเดินแยกตัวออกไปอย่างแนบเนียนผ่านทางประตูลับหลังม่านกำมะหยี่สีแดง ทันทีที่พ้นจากสายตาผู้คน ความมืดก็เข้าปกคลุม พวกเขารีบเร่งฝีเท้าไปตามเส้นทางใต้ดินที่ชื้นแฉะและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของเวทมนตร์โบราณที่ถูกกักขังไว้
“อักขระบนประตูนี้น่ากลัวกว่าที่คิดนะ เซเรส” เอเลน่าเปรยเมื่อมาถึงประตูเหล็กกล้าที่สลักลวดลายงูยักษ์พันรอบคัมภีร์
เซเรสยื่นมือไปสัมผัสประตู หลับตาลงเพื่อเชื่อมต่อกระแสมานา “มันไม่ใช่แค่ประตู แต่มันคือตราประทับของ ‘ผู้เฝ้าประตูแห่งอดีต’ ถ้าเราเปิดมันผิดวิธี สถาบันทั้งสถาบันจะรู้ตัวทันที”
เขาสูดหายใจเข้าลึก รวบรวมสมาธิทั้งหมดลงไปที่ปลายนิ้ว อักขระสีทองค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนพื้นผิวประตูตามการนำทางของเขาทีละตัว สองตัว... ความเงียบงันถูกทำลายด้วยเสียงกลไกฟันเฟืองที่ขยับตัวอย่างหนักหน่วง
ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่คุ้นเคยก็ดังก้องขึ้นจากเบื้องหลัง พร้อมกับแสงไฟสีม่วงที่สว่างวาบขึ้นในความมืด
“ฉันบอกแล้วใช่ไหม ว่าอย่าทำตัวเป็นเด็กซนในเวลาปิดเทอม?”
เซเรสหันขวับไปมอง ดาร์กัสยืนอยู่ตรงทางเดินที่พวกเขาเพิ่งผ่านมา มือของเขากำไม้กายสิทธิ์สีดำสนิทไว้แน่น และที่น่าตกใจกว่านั้นคือ มีเงาร่างสีดำอีกสามร่างขนาบข้างเขา—คนพวกนั้นคือองครักษ์เงาที่ขึ้นตรงต่อสภานักเรียนโดยเฉพาะ
“พวกเธอทำลายโอกาสที่จะมีชีวิตที่สงบสุขไปแล้ว” ดาร์กัสกล่าวเสียงเย็น “ประตูบานนี้ไม่ได้กักขังแค่ความลับ แต่มันกักขัง ‘สิ่งที่ตื่นขึ้น’ ซึ่งไม่ควรจะมีใครได้พบเห็น”
เซเรสผลักเอเลน่าไปด้านหลัง พร้อมกับก้าวออกมาเผชิญหน้า “ถ้าสิ่งที่อยู่ข้างในคือคำตอบว่าทำไมตระกูลของผมถึงถูกลบเลือน... ผมก็ไม่มีทางถอย”
ดาร์กัสเหยียดยิ้ม “ถ้างั้นก็เข้ามาพิสูจน์ดูสิ ว่าเธอจะมีปัญญาเปิดมัน... หรือจะตายอยู่หน้าประตูบานนี้”
ทันใดนั้น ผนังใต้ดินรอบตัวสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ประตูที่เซเรสกำลังพยายามสะเดาะกลับเปิดอ้าออกด้วยตัวเองโดยไม่ต้องใช้กุญแจ แต่สิ่งที่พุ่งออกมาจากความมืดหลังประตูนั้นไม่ใช่คัมภีร์หรือสมบัติล้ำค่า แต่มันคือไอหมอกสีดำทมิฬที่ควบแน่นเป็นรูปเป็นร่างของอสูรกายไร้หน้า ซึ่งดวงตาสีเลือดคู่หนึ่งเบิกโพลงขึ้นจ้องมองมายังพวกเขาทุกคนด้วยความกระหายที่ยาวนานนับพันปี
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมผจญภัยไปกับอาร์เธอร์มนตราสวรรค์ครับ
ศัสตราอักขระมนตรา: จารึกตำนานรัตติกาลแห่งสถาบันเวทมนตร์•ตอนที่ 20
จุดสิ้นสุดของเทอมแรก
ผลงานโดย อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อาร์เธอร์มนตราสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราอักขระมนตรา: จารึกตำนานรัตติกาลแห่งสถาบันเวทมนตร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!