ศัสตราอักขระมนตรา: จารึกตำนานรัตติกาลแห่งสถาบันเวทมนตร์•ตอนที่ 21

บทเรียนวิชาประวัติศาสตร์เวทมนตร์

ผลงานโดย อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
“ถอยไป!” เสียงตะโกนของเซเรสเฉือนผ่านความเงียบงันที่บิดเบี้ยว ไอหมอกสีดำทมิฬเบื้องหน้ามิใช่เพียงแค่ก๊าซพิษ แต่มันคือกลุ่มก้อนของความเคียดแค้นที่ควบแน่นจากเศษเสี้ยววิญญาณ อสูรกายไร้หน้าตัวนั้นขยับตัวด้วยท่วงท่าที่ขัดต่อธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต ร่างของมันยืดขยายราวกับเงาที่ล้อเล่นกับเปลวเทียนในมือของเอเลน่า “มันไม่ใช่รูนป้องกัน...” เอเลน่าพึมพำ เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อยขณะที่ฝ่ามือเรียวบางของเธอเริ่มเรืองแสงสีฟ้าคราม ไอเย็นจัดแผ่ซ่านออกมาจากปลายนิ้ว เธอกำลังพยายามสร้างโล่น้ำแข็ง แต่ทว่าอสูรกายตัวนั้นกลับหยุดชะงัก ดวงตาสีเลือดคู่เดิมจ้องมองมายังพวกเขาราวกับกำลังประเมิน “แต่มันคือ... รูนคำสาปที่ถูกผนึกไว้ด้วยเลือด” เซเรสไม่ได้ฟังคำทัดทาน เขาคว้าหนังสือรูนโบราณที่พกติดตัวออกมา นิ้วมือของเขากรีดกรายวาดอักขระกลางอากาศด้วยความเร็วสูง “ถ้ามันถูกผนึกด้วยเลือด เราก็ต้องชำระด้วยพันธสัญญา!” ทว่า ก่อนที่วงเวทสีทองของเซเรสจะสมบูรณ์ เสียงระฆังแหบพร่าจากหอคอยประวัติศาสตร์ก็ดังกังวานขึ้นสามครั้ง ไอหมอกทมิฬสลายตัวกลายเป็นฝุ่นผงหายไปในอากาศราวกับไม่เคยมีอยู่จริง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่เย็นยะเยือกในห้องใต้ดินที่มืดมิด “ดูเหมือนเวลาของเราจะหมดลงแล้ว” เซเรสลดมือลง ดวงตาของเขาฉายแววครุ่นคิด “บางที... สิ่งที่รอเราอยู่ในนี้ อาจจะไม่ใช่สมบัติ แต่เป็นคำเตือน” *** ห้องโถงวิชาประวัติศาสตร์เวทมนตร์ในเช้าวันต่อมาเต็มไปด้วยบรรยากาศที่อึมครึม แสงแดดที่ลอดผ่านหน้าต่างกระจกสีทำให้นักเรียนในห้องดูเหมือนวิญญาณที่ล่องลอยอยู่ท่ามกลางฝุ่นละออง ศาสตราจารย์มอร์เดน ชายชราผู้มีแววตาดุจเหยี่ยวและมือที่สั่นเทาเล็กน้อยจากการตรากตรำอ่านตำราเก่าแก่ เดินเข้ามาโดยไม่ทักทายใคร เขาวางหนังสือเล่มหนาที่ถูกหุ้มด้วยหนังมังกรลงบนโต๊ะไม้โอ๊ก เสียงนั้นดังสนั่นจนนักเรียนทุกคนสะดุ้ง “พวกเจ้าถูกสอนให้จำประวัติศาสตร์ว่าสงครามรูนคือจุดจบของยุคสมัยแห่งความโกลาหล” ศาสตราจารย์มอร์เดนกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “แต่วันนี้ ผมจะเล่าสิ่งที่ถูกฉีกทิ้งออกจากตำราเรียนเล่มสีน้ำเงินที่พวกเจ้ากอดไว้แน่น” เซเรสขยับตัวนั่งหลังตรง ดวงตาของเขาสังเกตเห็นมือของศาสตราจารย์ที่เลื่อนไปลูบอักขระที่สลักไว้ข้างโต๊ะ—อักขระตัวเดียวกับที่เขาเพิ่งเห็นในห้องใต้ดินเมื่อคืน “สามพันปีก่อน ไม่ได้มีเพียงมนุษย์ที่ครอบครองเวทมนตร์” มอร์เดนเริ่มเล่า ร่างของเขาสั่นไหวภายใต้แสงเทียน “สงครามรูนไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความต้องการอำนาจเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการต่อสู้เพื่อ 'กักขัง' บางสิ่งที่พระเจ้าลืมทิ้งไว้ในรอยแยกของมิติ มันคืออสูรกายที่ไม่มีรูปร่าง ไม่มีชื่อเรียก และที่สำคัญที่สุด... มันคือบรรพบุรุษของทุกคำสาปที่พวกเจ้ากำลังเรียนรู้อยู่ในห้องนี้” ดาร์กัส มอร์กาน่า ที่นั่งอยู่แถวหน้าสุดยกมือขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่ดูเสแสร้ง “ศาสตราจารย์ครับ ตำนานเหล่านั้นไม่มีหลักฐานรองรับทางวิทยาศาสตร์เวทมนตร์ การกล่าวถึงเรื่องปีศาจไร้หน้าอาจส่งผลเสียต่อขวัญกำลังใจของนักเรียนได้นะครับ” มอร์เดนหันไปมองดาร์กัส สายตาคู่นั้นคมปลาบจนดูเหมือนจะมองทะลุเข้าไปถึงเจตนาที่ซ่อนอยู่หลังหน้ากากอันสุภาพนั่น “ขวัญกำลังใจงั้นหรือ? มอร์กาน่า... ความจริงไม่เคยสนใจว่าใครจะขวัญเสียหรือไม่ ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว คือเมื่อใดที่รูนโบราณถูกปลุกให้ตื่นโดยเจตนาที่มืดบอด สิ่งที่พวกมันเฝ้ากักขังไว้นานนับพันปีจะย้อนกลับมาทวงคืนความหิวกระหายนั้น” เอเลน่าหันไปกระซิบกับเซเรส “นายคิดว่าเขารู้อะไรบางอย่างหรือเปล่า? คำพูดของเขาดูเหมือนกำลังเตือนใครบางคน... หรือบางสิ่ง” “มอร์เดนไม่ใช่แค่คนสอนประวัติศาสตร์” เซเรสตอบด้วยเสียงต่ำ “ดูที่นิ้วของเขาสิ” เอเลน่าเพ่งมองไปยังนิ้วชี้ของอาจารย์ มันไม่ใช่รอยย่นของคนแก่ แต่มันคือรอยแผลเป็นที่มีลักษณะเดียวกับอักขระที่พวกเขาสะกดรอยตามเมื่อคืน “มีคนทรยศในหมู่พวกเรา” มอร์เดนพูดต่อ เสียงของเขาดังขึ้นจนก้องไปทั่วห้อง “คนที่เชื่อว่าตนเองสามารถควบคุมเงาได้โดยไม่ถูกกลืนกิน พวกเขากำลังพยายามเปิดประตูที่ปิดตายมานับพันปีเพื่อหวังจะใช้พลังนั้นก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์” ทันใดนั้น หน้าต่างทุกบานในห้องโถงก็ปิดลงพร้อมกันด้วยแรงลมที่มองไม่เห็น แรงกดดันมหาศาลกดทับลงบนไหล่ของทุกคนในห้องจนแทบหายใจไม่ออก เซเรสสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่พุ่งตรงมาจากมุมมืดด้านหลังห้อง—ที่ที่ดาร์กัสนั่งอยู่ ศาสตราจารย์มอร์เดนขยับตัวก้าวลงจากแท่นบรรยาย เขาเดินมาหยุดตรงหน้าเซเรส แววตาของชราภาพที่เคยเฉยเมยบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นที่ปิดไม่มิด “เธอ...” มอร์เดนกระซิบ เสียงของเขาแผ่วเบาจนมีเพียงเซเรสที่ได้ยิน “เธอไม่ได้เป็นเพียงนักเรียนทุน เธอคือกุญแจที่พวกมันตามหา และถ้าข้าเป็นเธอ... ข้าจะเลิกหาความจริงเกี่ยวกับชาติกำเนิดตัวเองเสียตั้งแต่วันนี้ เพราะสายเลือดที่ไหลเวียนในกายเธอนั่นแหละ คือสิ่งเดียวที่สามารถเปิดประตูนรกบานนั้นได้” ยังไม่ทันที่เซเรสจะได้ถามสิ่งใด เสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นจากทางเดินหน้าห้องโถง ดาร์กัส มอร์กาน่า ยืนขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ดวงตาของประธานสภานักเรียนคนนั้นไม่ได้เป็นสีปกติอีกต่อไป แต่มันกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือดคู่เดียวกับอสูรกายในห้องใต้ดิน! ดาร์กัสยกมือขึ้นช้าๆ และทันใดนั้น รูนสีดำขลับก็ปรากฏขึ้นบนอากาศรอบตัวเขา มันไม่ใช่รูนที่สอนในตำรา แต่เป็นรูนแห่งความตายที่เขากำลังถ่ายทอดพลังออกมาเพื่อปิดตายห้องโถงแห่งนี้ “ขอบคุณสำหรับบทเรียนอันแสนสนุกนะศาสตราจารย์” ดาร์กัสกล่าว น้ำเสียงของเขาดูเหมือนเสียงประสานของคนนับร้อยที่รวมอยู่ในร่างเดียว “แต่ประวัติศาสตร์หลังจากนี้... พวกเจ้าจะได้เป็นผู้เขียนด้วยเลือดของตัวเอง” อาร์เธอร์มนตราสวรรค์ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในตำนานบทใหม่นี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันในตอนถัดไปครับ
สารจากนักเขียน (อาร์เธอร์มนตราสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราอักขระมนตรา: จารึกตำนานรัตติกาลแห่งสถาบันเวทมนตร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%