ศัสตราอักขระมนตรา: จารึกตำนานรัตติกาลแห่งสถาบันเวทมนตร์•ตอนที่ 27

เบาะแสในจดหมายลับ

ผลงานโดย อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
“วางจดหมายฉบับนั้นลงเดี๋ยวนี้ เซเรส... นายกำลังเล่นกับไฟที่เผาผลาญโลกทั้งใบได้เชียวนะ” น้ำเสียงของเอเลน่าสั่นเครือ แววตาของเธอสะท้อนแสงจากตะเกียงเวทมนตร์สีครามที่สั่นไหวอยู่บนโต๊ะทำงานไม้โอ๊กเก่าแก่ ภายในห้องใต้ดินลับของหอสมุดหลวงที่ซึ่งมีเพียงกลิ่นอายของกระดาษเก่าและฝุ่นละอองเวทมนตร์อบอวลอยู่ เซเรส ไวท์ ไม่ได้เงยหน้าขึ้น เขายังคงจดจ้องตัวอักษรรูนสีเลือดที่บิดเบี้ยวอยู่บนกระดาษหนังแท้ ผิวสัมผัสของมันเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งจากขั้วโลกเหนือ นิ้วเรียวยาวของเขาลูบผ่านรอยจารึกนั้นอย่างแผ่วเบา รูนโบราณเหล่านั้นไม่ได้ถูกเขียนขึ้นด้วยหมึก แต่ถูก ‘สะกด’ ด้วยวิญญาณของผู้ที่จากไป “เอเลน่า” เซเรสเอ่ยขึ้นโดยไร้ซึ่งความลังเล “ถ้าจดหมายฉบับนี้คือเบาะแสเดียวที่บอกว่าทำไมท่านพ่อถึงหายตัวไปในวันพิธีเปิดผนึกศัสตรา... ต่อให้ต้องถูกไฟครอกตาย ผมก็ต้องอ่านมันให้จบ” เขาเงยหน้าขึ้น แววตาของเด็กหนุ่มที่เคยสุขุมราบเรียบยามนี้กลับฉายประกายดุจคมดาบที่ผ่านการลับมาเป็นอย่างดี เอเลน่าขยับเข้ามาใกล้ มือของเธอกำชายกระโปรงแน่น ความกังวลฉายชัดบนใบหน้าสวยคม แต่กระนั้นเธอก็ไม่ได้ถอยห่าง “ดาร์กัส มอร์กาน่า กำลังล่าพวกเราอยู่” เธอเน้นย้ำ “สายลับของเขาอยู่ในทุกซอกมุมของเมืองสถาบัน หากเขารู้ว่าพวกเราถือครองรหัสผ่านสู่หอสมุดต้องห้าม... ไม่ใช่แค่เราที่จะตกที่นั่งลำบาก แต่ตระกูลของฉันเองก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ” เซเรสยืดตัวตรง มือซ้ายคว้าคทาสั้นที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ ปลายคทาเรืองแสงสีม่วงอ่อนเพื่อสร้างม่านกั้นอาคมเก็บเสียง “ดาร์กัสไม่ได้ล่าแค่เราหรอกเอเลน่า... เขาตามหา ‘สิ่งที่หายไป’ ซึ่งถูกบันทึกไว้ในจดหมายฉบับนี้ต่างหาก” เขาคลี่จดหมายออกเต็มตา ข้อความในนั้นไม่ได้เป็นภาษาอักขระทั่วไป แต่มันคือผังเมืองสถาบันที่ถูกซ้อนทับด้วยดวงดาวที่ไม่มีอยู่จริงบนท้องฟ้า หากมองด้วยสายตาปกติจะเห็นเพียงกระดาษเปล่า ทว่าเมื่อเซเรสถ่ายเทมานาธาตุแสงเข้าไป อักขระรูนก็พุ่งพล่านราวกับกระแสน้ำไหลผ่านเส้นเลือดของกระดาษ “ตำแหน่งนี้...” เซเรสพึมพำ “มันไม่ใช่หอคอยดาราศาสตร์ แต่เป็นห้องเก็บสมบัติเก่าที่ถูกลืมภายใต้สถานีรถไฟเวทมนตร์ใต้ดิน” เขาก้าวเท้าออกไปทันทีโดยไม่รอช้า เอเลน่าถอนหายใจยาวก่อนจะหยิบไม้กายสิทธิ์ประจำตัวขึ้นมาเตรียมพร้อม ทั้งสองลอบเร้นผ่านโถงทางเดินที่ประดับด้วยรูปปั้นวีรบุรุษโบราณ ยามวิกาลของเมืองสถาบันเต็มไปด้วยบรรยากาศที่น่าขนลุก หมอกเวทมนตร์หนาทึบปกคลุมถนนหินทราย ราวกับกำลังซ่อนเร้นสายตาของเหล่าผู้พิทักษ์ที่อาจแฝงตัวอยู่ เมื่อมาถึงทางเข้าสถานีใต้ดินที่รกร้าง ทั้งสองพบกับร่องรอยของการต่อสู้ กองเศษซากของหุ่นยนต์เวทมนตร์ถูกฟันขาดครึ่งด้วยคมดาบที่เคลือบด้วยพลังมืด “รอยดาบแบบนี้...” เอเลน่ากระซิบ เสียงของเธอเบาจนแทบจะกลืนหายไปกับความเงียบ “ดาบเงาดำของพวกหน่วยราชองครักษ์มอร์กาน่า พวกเขามาถึงก่อนเราแล้ว” เซเรสไม่ตอบ เขาพุ่งตัวเข้าไปในความมืดทันที สัญชาตญาณเตือนให้เขาระวังหลัง แต่ความกระหายที่จะเข้าใกล้ความจริงนั้นมีมากกว่า ในห้องโถงกว้างของสถานีร้าง เขาสัมผัสได้ถึงไอเวทมนตร์ที่คุ้นเคย ไอเวทมนตร์ที่แฝงไปด้วยความแค้นและการชิงชัง “ออกมาเถอะ ดาร์กัส” เซเรสประกาศก้อง เสียงของเขาดังก้องไปทั่วอุโมงค์ “นายทิ้งเบาะแสให้ฉันมาที่นี่เพื่ออะไรกันแน่?” ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วอึดใจ ก่อนที่เงามืดมุมหนึ่งจะขยับขยาย ร่างของดาร์กัส มอร์กาน่า ก้าวออกมาจากความว่างเปล่า ใบหน้าของเขาดูสุขุมแต่แฝงไว้ด้วยความเหยียดหยาม ประธานสภานักเรียนคนนี้ไม่ได้มาเพียงลำพัง ด้านหลังของเขามีกลุ่มชายชุดดำที่ปิดบังใบหน้าด้วยหน้ากากเหล็กยืนล้อมรอบ “นายฉลาดกว่าที่ฉันคิดนะ ไวท์” ดาร์กัสยิ้ม รอยยิ้มนั้นเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง “แต่การอ่านจดหมายที่สาปแช่งนั่น... ก็เหมือนกับการเขียนใบมรณบัตรให้ตัวเอง” “ฉันไม่สนใจใบมรณบัตรนั่นหรอก” เซเรสตอบ สายตาจดจ้องไปยังมือของดาร์กัสที่ถือตลับกล่องไม้แกะสลักลวดลายรูนที่เขาคุ้นตา “สิ่งที่อยู่ในกล่องนั่นต่างหาก คือสิ่งที่พ่อฉันพยายามปกป้องมาตลอดชีวิต” ดาร์กัสหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะดังก้องผ่านไอเวทมนตร์ที่เริ่มกดทับจนอากาศหายใจเริ่มเบาบาง “อยากได้หรือ? งั้นก็ลองพิสูจน์สิว่าอัจฉริยะทุนอย่างนาย จะรักษาชีวิตตัวเองไว้ได้นานแค่ไหนในค่ำคืนนี้!” ดาร์กัสดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว ผนังของสถานีใต้ดินก็เปลี่ยนสภาพกลายเป็นกำแพงหนามเหล็กที่พุ่งเข้าหาเซเรสและเอเลน่าจากทุกทิศทาง เวทมนตร์ของเขารุนแรงและรวดเร็วเกินกว่าที่คนทั่วไปจะรับมือได้ ทว่าก่อนที่หนามเหล็กจะทะลวงร่างของทั้งคู่ พื้นที่เบื้องล่างของพวกเขากลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงกรีดร้องที่ไม่ได้มาจากมนุษย์ดังขึ้นจากรอยแยกของพื้นดิน อักขระรูนบนพื้นสถานีที่เซเรสเพิ่งสังเกตเห็นเริ่มส่องแสงสว่างวาบ—มันไม่ใช่กับดักของดาร์กัส แต่มันคือ ‘ผนึก’ ที่ถูกปลดออกโดยไม่ตั้งใจ เซเรสมองเห็นบางสิ่งที่โผล่พ้นรอยแยกขึ้นมา—มันคือมือขนาดมหึมาที่ทำจากศิลาโบราณและเต็มไปด้วยรูนต้องห้ามที่ส่องแสงสีเลือด ดาร์กัสที่เคยเย่อหยิ่งถึงกับหน้าถอดสีเมื่อเขารู้ตัวว่าสิ่งที่เขากำลังตามหานั้น ไม่ได้ต้องการให้ใครมาครอบครอง แต่ต้องการเพียงแค่ ‘อิสรภาพ’ ความโกลาหลบังเกิดขึ้นในพริบตา เมื่อรอยแยกนั้นเปิดกว้างขึ้นจนพื้นสถานีถล่มลงไปสู่ความมืดมิดเบื้องล่าง เซเรสพุ่งตัวคว้ากล่องไม้จากมือดาร์กัสได้สำเร็จ แต่ในจังหวะนั้นเอง เขากลับถูกดึงให้ร่วงหล่นลงไปในเหวพร้อมกับศัตรูคู่อาฆาต ท่ามกลางเสียงหวีดร้องของเอเลน่าที่ดังก้องตามหลังมา สิ่งสุดท้ายที่เซเรสเห็นก่อนที่ทุกอย่างจะมืดมิดคือใบหน้าของบุคคลหนึ่งที่ยืนอยู่บนขอบเหว—ใบหน้าของคนที่ควรจะเสียชีวิตไปนานแล้ว... พ่อของเขาเอง! ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและไขปริศนาไปกับผมในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ - อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
สารจากนักเขียน (อาร์เธอร์มนตราสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราอักขระมนตรา: จารึกตำนานรัตติกาลแห่งสถาบันเวทมนตร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%