ศัสตราอักขระมนตรา: จารึกตำนานรัตติกาลแห่งสถาบันเวทมนตร์•ตอนที่ 28

การเผชิญหน้าในคืนจันทร์ดับ

ผลงานโดย อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
“ปล่อยมือจากศิลาจารึกนั่นเสีย ถ้าเจ้ายังอยากเห็นแสงตะวันในวันพรุ่งนี้” เสียงทุ้มต่ำดังกังวานขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของหอสมุดต้องห้าม เซเรส ไวท์ ไม่ได้หันกลับไปมองทันที เขายังคงใช้ปลายนิ้วสัมผัสไปตามร่องอักขระรูนที่เย็นเยียบดั่งน้ำแข็งบนแท่นหินโบราณ พลังเวทที่ไหลเวียนอยู่ในอากาศรอบตัวเขากำลังสั่นไหวราวกับจะตอบรับความกระหายใคร่รู้ของเขา “ความเงียบเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในยามจันทร์ดับนะท่านประธาน” เซเรสกล่าวเรียบๆ ก่อนจะค่อยๆ หันกายกลับไปเผชิญหน้ากับดาร์กัส มอร์กาน่า ที่ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางเงามืด แสงสลัวจากคบเพลิงเวทมนตร์เพียงเล่มเดียวที่ยังจุดติดอยู่สะท้อนให้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยแรงกดดันของชายหนุ่มผู้เป็นดั่งรัชทายาทแห่งสภานักเรียน ดาร์กัสแสยะยิ้มที่มุมปาก มือขวาของเขากระชับไม้คทาที่สลักจากกระดูกมังกรดำไว้แน่น “ความอยากรู้อยากเห็นของเจ้ากำลังจะพาตัวเองไปสู่สุสานที่ไม่มีใครขุดค้นพบ เซเรส... พลังที่เจ้ากำลังแตะต้อง มันไม่ใช่สิ่งที่เด็กทุนอย่างเจ้าควรจะฝันถึง” “ถ้าผมไม่ใช่คนที่ควรครอบครอง แล้วใครล่ะ? คนที่ใช้มันเพื่ออำนาจมืดอย่างพวกเจ้าหรือ?” เซเรสย้อนถาม สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบข้าง เขาไม่ได้อยู่เพียงลำพัง สมุนของลัทธิมืดสามคนที่สวมฮู้ดปิดบังใบหน้าค่อยๆ เคลื่อนตัวออกมาจากเงามืด ปิดล้อมเขาไว้ทุกทิศทาง “อย่าเสียเวลาพูดกับมันเลยท่านดาร์กัส” หนึ่งในสมุนเอ่ยขึ้น เสียงนั้นแหบแห้งราวกับกิ่งไม้แห้งเสียดสีกัน พลันนั้นเขาก็สะบัดมือ แรงดันเวทมนตร์สีม่วงหม่นพุ่งตรงเข้าใส่เซเรสอย่างรวดเร็ว เซเรสไหวตัวทันท่วงที เขาดีดตัวหลบไปด้านข้างพร้อมกับวาดมือกลางอากาศ รูนแห่งเกราะป้องกันปรากฏขึ้นเป็นวงแหวนสีฟ้าครามรับการปะทะจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว พื้นหินใต้ฝ่าเท้าของเขาร้าวรานไปตามแรงสั่นสะเทือน *‘แข็งแกร่งกว่าที่คิด’* เซเรสคิดในใจ ขณะที่กระแสพลังเวทของเขากำลังหมุนวนเพื่อเตรียมรับมือ การต่อสู้ในคืนจันทร์ดับนี้ไม่มีกฎระเบียบของโรงเรียนคุ้มครอง มันคือโลกแห่งความเป็นตาย ดาร์กัสไม่ได้ลงมือด้วยตัวเอง เขาเพียงแต่ยืนกอดอกดูราวกับกำลังชมละครเวที “จัดการมันให้สิ้นซาก แต่อย่าให้จารึกนั่นเสียหายล่ะ” สมุนอีกสองคนพุ่งเข้ามาพร้อมกัน คนหนึ่งร่ายเวทธาตุไฟที่ร้อนแรงจนอากาศบิดเบี้ยว อีกคนใช้เวทเงาพันธนาการเข้าล็อกขาของเซเรสไว้ เซเรสกัดฟันกรอด เขาใช้จิตวิญญาณแห่งรูนสัมผัสถึงกระแสพลังของศัตรู ก่อนจะตัดสินใจร่ายเวทที่เขาเพิ่งถอดรหัสได้จากศิลาเมื่อครู่นี้ “อักขระพันธนาการ: สยบดารา!” สิ้นคำกล่าว วงแหวนสีทองอร่ามปรากฏขึ้นรอบตัวเซเรส มันขยายตัวออกเป็นคลื่นกระแทกที่รุนแรงจนสมุนทั้งสามกระเด็นไปคนละทิศทาง เวทเงาที่มัดขาของเขาสลายไปทันที แรงระเบิดของพลังเวททำให้หอสมุดสั่นคลอน เศษหินเพดานร่วงหล่นลงมาเป็นระยะ ดาร์กัสเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาของเขาเปลี่ยนจากความดูแคลนเป็นความตระหนัก “นั่นมัน... รูนลับของตระกูลผู้พิทักษ์ที่สาบสูญไปนับพันปี เจ้าไปเอามาจากไหน!” “ความจริงไม่ได้ถูกฝังอยู่ในสุสานหรอกครับท่านดาร์กัส” เซเรสปาดเลือดที่ซึมออกมาจากมุมปาก เขายืนหยัดอย่างมั่นคง แม้จะเหนื่อยหอบ “แต่มันอยู่ในที่ที่คนโง่เขลาไม่กล้าแม้แต่จะมอง” สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นเมื่อสมุนลัทธิมืดเริ่มเรียกอาวุธเวทมนตร์ออกมาจากความมืดมิด พวกมันไม่ใช่แค่นักเรียนธรรมดา แต่เป็นมือสังหารที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชน ดาร์กัสเริ่มเคลื่อนไหว เขาร่ายเวทมนตร์ระดับสูงที่ทำให้บรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกจนน่าขนลุก ในจังหวะที่เซเรสกำลังจะตั้งรับอีกครั้ง เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากทางเข้าหอสมุด เอเลน่า วอน ฟาร์เรล ก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทว่าในมือของเธอมีดาบน้ำแข็งที่แผ่ไอเย็นเยียบปกคลุมไปทั่วห้อง “ดูเหมือนว่างานเลี้ยงคืนนี้จะขาดแขกไปคนหนึ่งนะ” เอเลน่ากล่าวพลางกวาดสายตามองกลุ่มสมุนด้วยความเย็นชา “และดูเหมือนว่าท่านประธานสภานักเรียนจะกำลังทำตัวไม่สมกับตำแหน่งอยู่นะครับ” ดาร์กัสหรี่ตามองเอเลน่า “ฟาร์เรล... ตระกูลของเธอควรจะเลือกข้างให้ดีกว่านี้” “ฉันเลือกข้างความถูกต้อง ไม่ใช่ข้างคนที่พยายามจะเปลี่ยนโรงเรียนให้กลายเป็นคุกมืด” เอเลน่าก้าวมายืนเคียงข้างเซเรส พลังเวทของทั้งคู่ผสานกันจนเกิดแสงสว่างจ้าโชติช่วง แต่ทว่า ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง กลิ่นอายเวทมนตร์ที่น่าสะพรึงกลัวกว่าครั้งใดก็แผ่ซ่านออกมาจากด้านหลังของศิลาจารึก เงาสีดำขนาดมหึมาค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากรอยร้าวของศิลา ไม่ใช่สมุนของดาร์กัส ไม่ใช่เวทมนตร์ของนักเรียน แต่มันคือสิ่งที่มีชีวิตที่ถูกจองจำไว้ด้วยรูนโบราณ ดาร์กัสหน้าซีดเผือด เขาก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว “ไม่จริง... ตราผนึกถูกทำลายไปแล้วงั้นหรือ?!” เงาดำนั้นแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วหอสมุด ก่อนที่ร่างสูงโปร่งของชายในชุดคลุมสีเงินจะมีรอยปักลายอักขระที่คุ้นตาของเซเรสจะปรากฏตัวขึ้นจากความมืดมิด เขาจ้องมองเซเรสด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความโหยหาและอำนาจที่ทำให้ทุกคนในห้องถึงกับต้องคุกเข่าลงด้วยแรงกดดันมหาศาล “ในที่สุด... สายเลือดสุดท้ายแห่งผู้พิทักษ์ ก็มาถึงที่นี่จนได้” ชายคนนั้นกล่าว พร้อมกับยื่นมือออกมาหาเซเรส “มากับข้าสิ เซเรส ไวท์... แล้วเจ้าจะได้รู้ความจริงที่ทำให้โลกใบนี้ต้องสั่นสะเทือน” เซเรสยืนนิ่ง ตัวสั่นเทาด้วยความรู้สึกที่ปะปนกันระหว่างความกลัวและความกระหายที่จะรู้คำตอบ เขาหันไปสบตากับเอเลน่าที่ตอนนี้แทบจะขยับตัวไม่ได้ และเมื่อเขาหันกลับไปมองมือที่ยื่นมาของชายคนนั้น เขาก็พบกับความลับที่เขากลัวที่สุดซ่อนอยู่ในอักขระบนฝ่ามือของชายลึกลับผู้นั้น... อักขระรูนที่เป็นชื่อของเขาเอง ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและไขปริศนาไปกับผมในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ - อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
สารจากนักเขียน (อาร์เธอร์มนตราสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราอักขระมนตรา: จารึกตำนานรัตติกาลแห่งสถาบันเวทมนตร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%