กลิ่นอายของโลหะสนิมและละอองมานาที่ถูกเผาไหม้จนป่นปี่ คละคลุ้งหนาแน่นจนเกือบมองไม่เห็นทางเดินหินอ่อนของห้องใต้ดินหอสมุดโบราณ เซเรส ไวท์ กัดฟันแน่นจนกล้ามเนื้อกรามขึ้นเป็นสันนูน เลือดกำเดาอุ่นๆ ไหลย้อยลงมาตามร่องริมฝีปากแตกระแหง หยดลงสู่พื้นหินจนเกิดเสียง “ติ๋ง… ติ๋ง…” สะท้อนก้องกังวานในความเงียบงัน
“นายฝืนเกินไปแล้วนะ เซเรส!”
เอเลน่า วอน ฟาร์เรล ตะโกนแข่งกับเสียงคำรามต่ำๆ ที่ดังมาจากมิติเบื้องล่าง ร่างระหงของเธอสั่นเทาเล็กน้อย ไອความเย็นจากเวทธาตุน้ำแข็งขั้นสูงแผ่พุ่งออกมาจากฝ่ามือเพื่อพยายามตรึงวงแหวนรูนสีครามที่กำลังแตกสลาย แต่มันกลับไร้ผล ละอองความเย็นถูกเผาผลาญจนกลายเป็นไอระเหยในพริบตาเมื่อสัมผัสกับพลังงานดิบเถื่อนที่พวยพุ่งออกมาจากร่างของเด็กหนุ่ม
ดาร์กัส มอร์กาน่า ซึ่งยืนอยู่เบื้องหน้าในระยะห่างไม่ถึงสิบก้าว ไม่ได้มีท่าทีเย่อหยิ่งเช่นเคย ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นโลหะฉายแววตื่นตะลึงอย่างปิดไม่มิด มือทั้งสองข้างของประธานสภานักเรียนสั่นเทาเล็กน้อยขณะประสานอินทร์สร้างม่านพลังเวทป้องกันตัว เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเด็กหนุ่มทุนอัจฉริยะผู้เงียบขรึมคนนี้ จะกุม “สิ่งนั้น” เอาไว้ในสายเลือด
“พลังระดับนี้… มันไม่ใช่แค่รูนโบราณทั่วไป” ดาร์กัสเค้นเสียงลอดไรฟัน สีหน้าเคร่งเครียดจนซีดเผือด “แกไปขุดคุ้ยอะไรมากันแน่ ไวท์? สิ่งที่ไหลเวียนอยู่ในตัวแก มันคือร่องรอยของมหาเวทที่ถูกลบหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์!”
เซเรสเงยหน้าขึ้นช้าๆ นัยน์ตาคู่คมที่เคยสงบนิ่งบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีทองสว่างเจิดจ้า รูม่านตาหดแคบลงราวกับสัตว์นักล่า รอยสักรูปอักขระโบราณนับร้อยเส้นปรากฏขึ้นตามลำคอและลามขึ้นมาถึงกรอบหน้า มันขยับเขยื้อนราวกับมีชีวิต ราวกับพวกมันกำลังกระหายอิสรภาพหลังจากถูกจองจำมานานนับพันปี
“ฉันไม่ได้… ขุดคุ้ยอะไรทั้งนั้น…” เสียงของเซเรสแหบพร่าและก้องกังวานประหลาด ราวกับมีเสียงนับร้อยพูดประสานกันในเวลาเดียวกัน “พวกมัน… แค่กลับมาทวงสิ่งที่เคยเป็นของตัวเอง”
สิ้นคำพูดนั้น แรงระเบิดจากคลื่นมานาก็แผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง ทะลักทะลายกำแพงหินแกรนิตหนาเตอะจนเกิดรอยร้าวโยงใย เอเลน่าถูกแรงกระแทกซัดจนร่างกระเด็นไปกระแทกกับชั้นหนังสือโบราณ ตำราเวทมนตร์นับร้อยเล่มร่วงหล่นลงมาทับร่างของเธอ แต่เธอยังคงพยุงตัวลุกขึ้นด้วยความยากลำบาก ดวงตาคู่สวยมองตรงไปยังเด็กหนุ่มด้วยความห่วงใยระคนหวatกลัว
“เซเรส! ตั้งสติหน่อย! ถ้านายปล่อยให้มันกลืนกิน นายจะไม่ใช่ตัวนายอีกต่อไป!” เอเลน่าตะโกนสุดเสียง ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของกระแสลมเวทมนตร์ที่หมุนวนเป็นพายุขนาดย่อม
เซเรสหายใจหอบถี่ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง เขารู้สึกได้ถึงความร้อนระอุที่แผดเผาจากกระดูกสันหลังลามเลียขึ้นสู่สมอง ความทรงจำที่ไม่ใช่ของเขา ความทรงจำเกี่ยวกับมหาสงคราม การล่มสลายของราชวงศ์โบราณ และเสียงกรีดร้องของดวงวิญญาณนับล้านกำลังไหลทะลักเข้ามาในห้วงความคิดจนแทบระเบิด ความเจ็บปวดนี้ไม่ใช่ความเจ็บปวดทางกาย แต่มมันคือการตื่นขึ้นของสายเลือดที่ถูกผนึกมาตั้งแต่กำเนิด
“ฉัน… ควบคุมมันไม่ได้…” เซเรสพึมพำ มือขวาที่สั่นเทายกขึ้นกุมศีรษะของตนเอง พลังงานสีทองและสีดำสนิทพุ่งทะยานออกจากปลายนิ้วราวกับเปลวเพลิงทมิฬ
ดาร์กัสถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว แม้เขาจะเป็นผู้มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งของสถาบัน แต่เผชิญหน้ากับพลังงานดิบที่ไร้ซึ่งกรอบเกณฑ์เช่นนี้ ความมั่นใจทั้งมวลก็พลันมลายหายไป “ถ้าปล่อยให้มันอาละวาดแบบนี้ หอสมุดหลวง… ไม่สิ ทั้งสถาบันเวทมนตร์จะต้องพินาศ!”
ประธานสภานักเรียนตัดสินใจชักไม้กายสิทธิ์ประจำตัวออกมา ออราสีเงินยวงแผ่พุ่งปกคลุมทั่วเรือนร่าง เขาเตรียมร่ายเวทมนตร์ขั้นสูงสุดเพื่อสะกดข่มเซเรส แม้จะต้องแลกกับการบาดเจ็บสาหัสของเด็กหนุ่มก็ตามที
“ฉันขอโทษนะ ไวท์ เพื่อความปลอดภัยของส่วนรวม ฉันจำเป็นต้องหยุดแกตรงนี้” ดาร์กัสกล่าวเสียงเรียบ แต่แววตาเต็มไปด้วยความหวาดระแวง
ทว่า ก่อนที่ปลายไม้กายสิทธิ์ของดาร์กัสจะวาดออกเป็นวงแหวนเวทมนตร์ บรรยากาศภายในห้องใต้ดินทั้งหมดก็พลันเย็นเยียบลงอย่างฉับพลัน เปลวเพลิงสีทองที่กำลังลุกโชนรอบตัวเซเรสหยุดชะงักค้างเติ่งกลางอากาศ ราวกับเวลาถูกหยุดนิ่งด้วยอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่า
เสียงฝีเท้าอันเชื่องช้า แต่มั่นคงและทรงพลัง ดังสะท้อนก้องมาจากความมืดมิดของทางเดินลึกที่สุด… *ก๊อก… ก๊อก… ก๊อก…*
ทั้งสามคนชะงัก เอเลน่าเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ดาร์กัสลดไม้กายสิทธิ์ลงโดยอัตโนมัติ สีหน้าของประธานสภานักเรียนเปลี่ยนเป็นซีดเผียวยิ่งกว่าเดิมเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาลที่กดทับลงบนบ่า ราวกับมีภูเขาขนาดย่อมมาวางทับไว้
เงาร่างหนึ่งก้าวพ้นความมืดออกมาอย่างสง่างาม ร่างนั้นสวมชุดคลุมสีดำสนิทปักดิ้นทองลายรูนโบราณที่ส่องแสงเรืองรองจางๆ ใบหน้าครึ่งบนถูกซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากโลหะลึกลับ แต่ดวงตาคู่นั้น… ดวงตาที่ฉายแววหยรู้เท่าทันโลกใบนี้ทั้งใบ มองตรงมาที่เซเรสด้วยรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก
“ช่างเป็นการตื่นที่งดงามเสียจริง… ลูกศิษย์ตัวน้อยของฉัน” เสียงทุ้มนุ่มเอื้อnเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันทั้งหมดลงในพริบตา
เซเรสที่กำลังจะสูญเสียการควบคุม ชะงักกึก นัยน์ตาสีทองที่กำลังคุ้มคลั่งค่อยๆ หรี่ลง มองเงาร่างเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ความเจ็บปวดในหัวบรรเทาลงชั่วขณะ ราวกับมีกุญแจดอกสำคัญถูกไขเข้าไปในห้วงลึกแห่งความทรงจำที่หายสาบสูญ
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงมิตินี้ไปกับผมและตัวละครที่ผมรักนะครับ
อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
ศัสตราอักขระมนตรา: จารึกตำนานรัตติกาลแห่งสถาบันเวทมนตร์•ตอนที่ 43
เสียงเพรียกจากห้วงลึก
ผลงานโดย อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อาร์เธอร์มนตราสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราอักขระมนตรา: จารึกตำนานรัตติกาลแห่งสถาบันเวทมนตร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!