กลิ่นอายของสนิมเหล็กและละอองไอโซเดียมเข้มข้นคละคลุ้งไปทั่วห้องใต้ดินประลองเวทลับชั้นใต้หอคอยศัสตรา รอยแตกสีครามบนแผ่นศิลาโบราณยังคงส่งเสียงซ่าประหนึ่งกระแสไฟฟ้าแรงสูงที่ถูกกักขังไว้ในกรงกระจก เซเรส ไวท์ ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าวงแหวนรูนที่ไร้ซึ่งประกายแสงใดๆ ในมือของเขาไม่มีไม้กายสิทธิ์ประจำตัว ไม่มีแม้กระทั่งอักษรโบราณที่มักจะสลักเปล่งแสงอยู่บนปลายนิ้วเหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมา
"ถ้ายังรอให้ธาตุในอากาศตอบสนอง เจ้าก็เป็นได้แค่นักเวทชั้นสองที่อาศัยบุญเก่าของบรรพชน... เซเรส"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เฉียบคมราคมมีดของศาสตราจารย์เวรอน ดังสะท้อนก้องมาจากความมืดหลังเสาหินอัคนี เอเลน่า วอน ฟาร์เรล ซึ่งยืนกอดอกอยู่ตรงมุมห้องขมวดคิ้วมุ่น ดวงตาคู่สวยจ้องมองเพื่อนสนิทด้วยความกังวลระคนประหลาดใจ ไอเย็นยะเยือกจากเวทน้ำแข็งระดับสูงที่นางพยายามสะกดกลั้นไว้เริ่มเกาะตัวเป็นเกล็ดน้ำค้างบนพื้นหินรอบตัวนาง แสดงถึงความตึงเครียดที่พุ่งสูงถึงขีดสุด
เซเรสผ่อนลมหายใจออกช้าๆ สายตาคมกริบกวาดมองไปที่ความว่างเปล่าเบื้องหน้า การต่อสู้โดยไม่พึ่งพารูนธาตุหลัก—ไฟ น้ำ ลม ดิน—หมายถึงการต้องดึงเอาพลังงานดิบจาก "แก่นแท้แห่งจิตวิญญาณ" ออกมาใช้โดยตรง ซึ่งเป็นวิชาต้องห้ามขั้นเด็ดขาดในหลักสูตรมาตรฐานของสถาบันเวทมนตร์แห่งนี้ เพราะหากควบคุมไม่ดี มันจะย้อนกลับมาเผาผลาญเส้นประสาทเวทในร่างกายจนกลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต
*ครืน...*
แรงกดดันมหาศาลจากภายนอกห้องประลองพุ่งทะลวงผ่านอาคมป้องกันเข้ามา ดาร์กัส มอร์กาน่า ประธานสภานักเรียนผู้ทะเยอทะยาน กำลังยืนอยู่เบื้องหลังประตูกระจกเวทมนตร์ชั้นบน รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏบนมุมปากของดาร์กัสยามที่เขาส่งกระแสจิตกดดันเข้ามาในพื้นที่ฝึกซ้อม เพื่อหวังจะทดสอบความเปราะบางของเด็กหนุ่มทุนอัจฉริยะผู้นี้ให้แตกสลายไปต่อหน้าต่อตา
เซเรสรับรู้ได้ถึงคลื่นพลังงานอันชั่วร้ายนั้น แต่เขากลับเลือกที่จะไม่สร้างเกราะป้อง
"เกราะธาตุเป็นเพียงภาพลวงตาที่สร้างขึ้นเพื่อความปลอดภัยจอมปลอม" เซเรสพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแหบพร่าแต่หนักแน่นราวกับเหล็กกล้า
เด็กหนุ่มหลับตาลง ตัดขาดจากสิ่งเร้าภายนอกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเสียงลมหายใจของเอเลน่า หรือแรงกดดันจากดาร์กัส ในความมืดมิดเบื้องหลังเปลือกตา รูนอักขระนับพันที่เคยบันทึกไว้ในความทรงจำเริ่มหมุนวน ปราศจากกระดาษ ปราศจากหมึก และปราศจากธาตุตั้งต้น เซเรสเริ่ม "เขียน" อักขระลงบนความว่างเปล่าด้วยเจตจำนงแห่งจิตวิญญาณล้วนๆ
เส้นสายสีดำสนิทราวกับห้วงรัตติกาลปรากฏขึ้นกลางอากาศ มันไม่ใช่ไฟ ไม่ใช่น้ำ และไม่ใช่ลม แต่มันคือ "ความว่างเปล่า" ที่กลืนกินทุกสรรพสิ่ง
เอเลน่าสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ นางไม่เคยเห็นเวทมนตร์รูปแบบนี้มาก่อนในตำราเล่มไหน มันไม่ใช่เวทสายมืด และไม่ใช่เวทมนตร์ขาว แต่มันคือแก่นแท้ดิบๆ ที่หลงเหลืออยู่ก่อนที่โลกจะถูกจัดระเบียบด้วยธาตุทั้งสี่
"เขา... บ้าไปแล้วหรือไร" เอเลน่าพึมพำ มือเรียวบางกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ
ทันใดนั้นเอง รูปร่างของอักขระสีดำก็แปรเปลี่ยนเป็นคมดาบไร้เงา พุ่งแหวกอากาศเข้าหาเสาหินอัคนีเป้าหมายด้วยความเร็วจนเกิดเสียงแหวกอากาศแหลมสูง *ฉับ!* เสาหินหนาทึบขนาดสามคนโอบถูกตัดขาดออกจากกันในพริบตา โดยไม่มีรอยไหม้ ไม่มีรอยน้ำแข็งกัด มีเพียงรอยตัดที่เรียบเนียนราวกระจกเจียระไน
ทว่า ความสำเร็จนี้ไม่ได้สร้างความโล่งใจให้แก่เซเรสเลยแม้แต่น้อย
แรงสะท้อนกลับจากการใช้เวทมนตร์ต้องห้ามทำให้กระแสเลือดในกายของเด็กหนุ่มปั่นป่วน เซเรสกระอักเลือดสีเข้มออกมาคำโต หยดลงบนพื้นศิลาจนเกิดควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นมา ร่างกายของเขาสั่นเทา ทว่าดวงตายังคงเป็นประกายเจิดจ้าด้วยความดื้อรั้นอันเป็นเอกลักษณ์
"ยอดเยี่ยม... เจ้าพบวิธีดึงพลังจากจุดที่ไม่มีอะไรเลยแล้ว เซเรส ไวท์"
เสียงปรบมือช้าๆ ดังขึ้นจากความมืดที่ลึกกว่าเดิม เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากมุมอับของห้องใต้ดิน ร่างนั้นสวมผ้าคลุมสีเทาเข้ม ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกซ่อนอยู่ภายใต้ฮู้ด ทว่าตราสัญลักษณ์รูปงูกินหางที่ปักอยู่บนปกเสื้อชัดเจนเสียจนทำให้เอเลน่านิ่งงันไปทันที
"ท่าน... ศาสตราจารย์ลูเซียน?" เอเลน่าอุทานออกมาด้วยความตกใจสุดขีด บุคคลผู้นี้หายสาบสูญไปจากสถาบันตั้งแต่ก่อนที่เซเรสจะสอบเข้าได้เสียอีก
ลูเซียนแย้มยิ้มบางๆ สายตาคมปลาบกวาดมองเซเรสที่กำลังทรุดตัวลงคุกเข่าด้วยความเหนื่อยอ่อน ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้บรรยากาศในห้องดิ่งลงสู่จุดเยือกแข็ง
"ยินดีต้อนรับสู่ความจริงที่แท้จริงของตระกูลไวท์... เซเรส หลานรัก เวทมนตร์ที่เจ้าเพิ่งใช้ไปเมื่อครู่ ไม่ใช่เวทมนตร์ของสถาบัน แต่เป็นกุญแจดอกเดียวที่จะไขไปสู่การทำลายผนึกที่พ่อแม่ของเจ้าทิ้งไว้ก่อนจะหายตัวไปในคืนรัตติกาลสีเลือดเมื่อสิบปีก่อน"
เซเรสเงยหน้าขึ้นทันที ความเหนื่อยล้าทั้งหมดมลายหายไปในพริบตา หัวใจของเขาเต้นรัวระรัวราวกับกลองศึก สายตาที่จ้องมองไปยังชายชราเบื้องหน้าเต็มไปด้วยคำถามนับร้อยที่อัดแน่นอยู่ในอก
แต่ก่อนที่เซเรสจะทันได้เอ่ยปากถามอะไร ประตูเหล็กกล้าบานใหญ่ของห้องใต้ดินก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับการปรากฏตัวของดาร์กัส มอร์กาน่า ที่มาพร้อมกับหน่วยอัศวินเวทมนตร์ประจำสถาบันนับสิบชีวิต
"จับกุมตัวพวกมันให้หมด!" เสียงคำรามของดาร์กัสก้องกังวาน "ในข้อหาลักลอบศึกษาเวทมนตร์ต้องห้ามและทำลายทรัพย์สินของสถาบัน... และสำหรับแก เซเรส ไวท์ ความลับเรื่องชาติกำเนิดของแก จะต้องถูกฝังกลบลงไปพร้อมกับซากศพของแกในคุกใต้ดินแห่งนี้!"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงมิตินี้ไปกับผมและตัวละครที่ผมรักนะครับ
อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
ศัสตราอักขระมนตรา: จารึกตำนานรัตติกาลแห่งสถาบันเวทมนตร์•ตอนที่ 42
วิชาเวทมนตร์ต้องห้าม
ผลงานโดย อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อาร์เธอร์มนตราสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราอักขระมนตรา: จารึกตำนานรัตติกาลแห่งสถาบันเวทมนตร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!