"นายคิดว่าอำนาจที่นายกำลังไขว่คว้า มันสะอาดพอที่จะล้างมลทินในอดีตของตระกูลมอร์กาน่าได้จริงๆ งั้นหรือ ดาร์กัส"
เสียงของเซเรส ไวท์ ดังแทรกความเงียบงันภายในห้องใต้ดินโบราณของหอสมุดหลวง แสงจากคบเพลิงเวทมนตร์สีครามสั่นไหวตามแรงลมที่ลอดผ่านรอยแตกของผนังหินแกรนิต กลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณและละอองมานาเข้มข้นคละคลุ้งอยู่ในบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก
ดาร์กัส มอร์กาน่า ยืนนิ่งอยู่หน้าแท่นศิลาจารึกรูนโบราณ ร่างกายของประธานสภานักเรียนเกร็งตึง มือขวาที่สวมถุงมือหนังสีดำกำเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นโลหะไม่ได้มองกลับมาที่เซเรส แต่ทอดมองไปยังรอยร้าวขนาดใหญ่กลางศิลา ซึ่งกำลังเปล่งแสงสีแดงฉานราวกับชีพจรของสัตว์ร้ายที่กำลังตื่นจากการหลับใหล
"นายรู้อะไรเกี่ยวกับตระกูลของฉัน เซเรส... นายเป็นแค่เด็กทุนไร้หัวนอนปลายเท้าที่มีโชคเรื่องการอ่านอักษรโบราณ นายจะไปเข้าใจอะไรกับความอัปยศที่ถูกส่งต่อมาจากรุ่นสู่รุ่น!" ดาร์กัสเค้นเสียงลอดไรฟัน น้ำเสียงที่เคยสุขุมและเย่อหยิ่งมาตลอดสั่นเครือเล็กน้อย เจือด้วยความเจ็บปวดที่ถูกเก็บกดไว้มาเนิ่นนาน
เอเลน่า วอน ฟาร์เรล ก้าวเท้าเข้ามาอย่างเงียบเชือก ไอร้อนจากเวTธาตุน้ำแข็งรอบตัวเธอถูกกดไว้ในระดับต่ำสุดเพื่อไม่ให้รบกวนสมาธิ แต่นัยน์ตาสสีฟ้าใสของเธอกลับจ้องมองศัตรูคู่อาฆาตด้วยความระแวดระวัง "ความอัปยศที่นายว่า คือการที่บรรพบุรุษของนายพยายามใช้พลังรูนต้องห้ามเพื่อครอบครองสภาเวทมนตร์เมื่อร้อยปีก่อนใช่ไหมล่ะ ดาร์กัส?"
ประโยคนั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงกลางใจ ดาร์กัสหันขวับมามองเอเลน่า ใบหน้าคมคายบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน "หุบปากซะ! วอน ฟาร์เรล เธอไม่มีสิทธิ์มาตัดสินประวัติศาสตร์ที่ครอบครัวฉันต้องแบกรับ!"
"แต่พวกนายกำลังจะทำมันซ้ำรอยเดิม" เซเรสกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น เด็กหนุ่มก้าวเข้าไปใกล้แท่นศิลาทีละน้อย ดวงตาสสีนิลสะท้อนแสงสีแดงของรูนโบราณ "การที่นายยอมทำข้อตกลงกับกองกำลังนอกกฎหมาย และขโมยศิลาผนึกมาไว้ที่นี่ ไม่ใช่เพื่อปกป้องสถาบันเวทมนตร์แห่งนี้เลย... นายแค่อยากพิสูจน์ให้สภาเห็นว่า บรรพบุรุษของนายไม่ได้เลือกทางที่ผิด แค่ใช้พลังผิดวิธีเท่านั้นเอง"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ดาร์กัสหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันและร้าวราน
"ถูกต้อง... ฉันต้องการพิสูจน์ให้พวกแก่หัวหงอกในสภานั้นเห็นว่า พลังไม่ได้มีไว้เพื่อถูกกักขัง แต่มันมีไว้เพื่อผู้ที่คู่ควร" ดาร์กัสกางมือออก ชายเสื้อคลุมสีเข้มสะบัดตามแรงมานาที่ทะลักออกมาจากร่าง อักษรรูนสีดำสนิทปรากฏขึ้นรอบตัวเขาอย่างรวดเร็ว ราวกับฝูงแมลงมีพิษที่กำลังรอคำสั่ง "ตระกูลมอร์กาน่าถูกเหยียบย่ำมานานเกินไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ปู่ของฉันถูกขับไล่ออกจากสภาอย่างไร้เกียรติ นายรู้ไหมว่าฉันต้องทนฟังคำดูถูกจากพวกคุณหนูตระกูลใหญ่โตแค่ไหน?"
ดาร์กัสก้าวเข้าประชิดเซเรสในพริบตา ความเร็วนั้นเหนือกว่าที่ใครคาดคิด รังสีเวทมนตร์ธาตุมืดแผ่ขยายออกเป็นวงกว้างกดดันจนอากาศรอบตัวหนาทึบ
"นายมันก็แค่คนนอกที่บังเอิญมีพรสวรรค์ เซเรส นายไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกของการเกิดมาพร้อมกับมรดกแห่งความเกลียดชังหรอก!"
เซเรสไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว เขามองลึกเข้าไปในดวงตาของดาร์กัส มองเห็นรอยร้าวในจิตใจที่ลึกยิ่งกว่ารอยร้าวบนศิลาจารึกเบื้องหน้า
"ฉันอาจจะไม่เข้าใจความเจ็บปวดของตระกูลมอร์กาน่าทั้งหมดหลาดาร์กัส..." เซเรสเอ่ยขึ้น มือขวายกขึ้นแตะที่จี้ห้อยคอรูปวงแหวนรูนโบราณใต้ร่มผ้า "แต่ฉันรู้ดีว่า... ไฟแค้นที่นายกำลังจุดขึ้นมาเผาผลาญคนอื่น สุดท้ายแล้วมันจะย้อนกลับมาเผาไหม้ตัวนายเองจนไม่เหลือแม้แต่ขี้เถ้า"
"สามห่าว!" ดาร์กัสคำรามลั่น เงื้อมือที่ห่อหุ้มด้วยพลังเวทมืดพุ่งเข้าใส่หน้าอกของเซเรสหมายปลิดชีพในคราเดียว
เปรี้ยง!
เกราะน้ำแข็งใสราวกระจกแก้วปรากฏขึ้นกั้นกลางระหว่างทั้งสองในเสี้ยววินาที เอเลน่าสะบัดมือขวาเบาๆ ไอน้ำแข็งเย็นยะเยือกแผ่ขยายจับตัวเป็นผลึกเกาะกุมแขนของดาร์กัสจนเคลื่อนไหวติดขัด แม้เธอจะสามารถบล็อกการโจมตีได้ แต่แรงปะทะก็ทำให้เธอต้องถอยหลังไปสองก้าว ลมหายใจหอบถี่เล็กน้อย
"ฉันเตือนแล้วนะว่าอย่าทำอะไรบุ่มบ่ามในอาณาเขตของฉัน" เอเลน่ากล่าวเสียงเรียบ นัยน์ตาสีฟ้าฉายแววเอาจริงเอาจัง
ดาร์กัสสะบัดแขนอย่างแรงจนเกราะน้ำแข็งแตกกระจายกลายเป็นละอองฝุ่น เขาถอยหลังไปตั้งหลักที่หน้าแท่นศิลาอีกครั้ง รอยยิ้มเยือกเย็นผุดขึ้นที่มุมปาก แม้เนื้อตัวจะเต็มไปด้วยเหงื่อกาฬและพลังมานาที่ปั่นป่วน
"พวกเธอคิดจริงๆ หรือว่าฉันมาที่นี่คนเดียว... และเตรียมการมาแค่นี้?"
คำพูดนั้นทำให้เซเรสและเอเลน่าชะงัก เซเรสรีบกวาดสายตามองรอบห้องใต้ดินทันที ความรู้สึกผิดปกติบางอย่างแล่นแปลบเข้ามาในสัญชาตญาณ
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่ก็ดังสะท้อนก้องมาจากบันไดหินวนเบื้องบน พร้อมกับกลิ่นอายเวทมนตร์อันคุ้นเคยที่แผ่พุ่งลงมาสะกดข่มบรรยากาศทั้งหมดให้ดิ่งลงสู่ความมืดมิด
เงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิทของหน่วยสอบสวนพิเศษแห่งสภาเวทมนตร์ก้าวพรวดพราดยืนเรียงรายปิดกั้นทางออกทุกเส้นทาง และผู้นำที่ก้าวออกมาจากแถวหน้าสุดไม่ใช่ใครอื่น... แต่อาจารย์ใหญ่การ์เร็ตต์ ผู้ทรงอำนาจสูงสุดแห่งสถาบัน ซึ่งในยามนี้กลับมีแววตาเย็นชาไร้ความรู้สึก และกำลังยื่นมือถืออาณาเขตผนึกเวทเล็งตรงมาที่เซเรสและเอเลน่าอย่างไร้ความปรานี
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงมิตินี้ไปกับผมและตัวละครที่ผมรักนะครับ
อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
ศัสตราอักขระมนตรา: จารึกตำนานรัตติกาลแห่งสถาบันเวทมนตร์•ตอนที่ 46
รอยร้าวของดาร์กัส
ผลงานโดย อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อาร์เธอร์มนตราสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราอักขระมนตรา: จารึกตำนานรัตติกาลแห่งสถาบันเวทมนตร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!