ศัสตราอักขระมนตรา: จารึกตำนานรัตติกาลแห่งสถาบันเวทมนตร์•ตอนที่ 45

สงครามกลางเมืองในสถาบัน

ผลงานโดย อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
"ถ้าพวกเธอยังเลือกที่จะยืนขวางทางเดินของสภานักเรียน ก็จงเตรียมตัวรับผลที่จะตามมาในฐานะกบฏผู้ทรยศต่อกฎของสถาบันเวทมนตร์แห่งนี้ซะ!" เสียงประกาศกร้าวของดาร์กัส มอร์กาน่า ประธานสภานักเรียนดังสะท้อนก้องไปทั่วโถงกลางหินอ่อนอัคคี บรรยากาศรอบตัวเขาแผ่ไอความกดดันระดับสูงจนละอองเวทมนตร์สีม่วงเข้มบิดเบี้ยวเป็นริ้วคลื่น แสงไฟจากคบเพลิงเวทมนตร์ข้างผนังเริ่มกะพริบไหวราวกับหวาดกลัวต่ออำนาจที่เขากำลังปลดปล่อยออกมา ณ ใจกลางสถาบันเวทมนตร์แอสทราเรียที่เคยขึ้นชื่อเรื่องความสง่างามและความรู้ ตอนนี้กลับถูกแบ่งแยกออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน นักเรียนนับร้อยชีวิตยืนเผชิญหน้ากันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลง ชิงชัง และความหวาดกลัว ด้านหนึ่งคือกลุ่มผู้สนับสนุนสภานักเรียนที่สวมปลอกแขนสัญลักษณ์ดวงดาวสีทอง สวมชุดคลุมเนี้ยบกริบตามระเบียบวินัยเคร่งครัด อีกด้านหนึ่งคือกลุ่มนักเรียนอิสระและนักเรียนทุนที่รวมตัวกันภายใต้การนำโดยปริยายของเซเรส ไวท์ พวกเขายืนหยัดด้วยความเชื่อมั่นในความยุติธรรม แม้ว่าความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นและพลังอำนาจจะดูเหมือนอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ตาม เซเรส ไวท์ ยืนนิ่งอยู่แถวหน้าสุด มือข้างหนึ่งสอดไว้ในกระเป๋าเสื้อคลุมอย่างสุขุม แววตาสสีนิลของเขาสะท้อนภาพของดาร์กัสที่กำลังก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว เสียงฝีเท้าของประธานสภานักเรียนกระทบพื้นหินดังก้องเป็นจังหวะหนักหน่วง บ่งบอกถึงความเย่อหยิ่งและความมั่นใจที่ล้นปรี่ "กฎที่นายพูดถึงน่ะ ดาร์กัส... มันคือระเบียบเพื่อส่วนรวม หรือเป็นแค่กรงขังที่พวกนายสร้างขึ้นเพื่อปกปิดความจริงเรื่องศัสตราอักขระกันแน่" เซเรสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมบาดลึก ท่าทีที่ไร้ซึ่งความตื่นตระหนกของเด็กหนุ่มทุนอัจฉริยะทำให้ดาร์กัสชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อย ใบหน้าคมคายของประธานสภานักเรียนบิดเบี้ยวด้วยความไม่พอใจที่เหยื่อของเขาไม่ยอมก้มหัวให้ "ปากกล้าดีนี่ เซเรส... นายคิดว่าการอ่านรูนโบราณไม่กี่ตัวจะทำให้นายกลายเป็นผู้กอบกู้โลกได้งั้นรึ? นายมันก็แค่เด็กทุนนอกคอกที่บังเอิญไปเจอสมบัติของบรรพบุรุษที่ตัวเองไม่คู่ควรจะแตะต้องด้วยซ้ำ!" ดาร์กัสตวาดกลับ เสียงทุ้มต่ำของเขาสั่นเครือด้วยโทสะ เอเลน่า วอน ฟาร์เรล ก้าวออกมายืนเคียงข้างเซเรส ร่างระหงของเธอแผ่ไอความเย็นยะเยือกออกมาจนเกิดเป็นเกล็ดน้ำแข็งบางๆ เกาะตามพื้นหินรอบตัว ดวงตาสีฟ้าครามของเธอจ้องมองดาร์กัสด้วยความรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง "ระวังคำพูดของนายไว้บ้าง ดาร์กัส การที่พวกเราพยายามเปิดโปงแผนการบิดเบือนโครงสร้างเวทมนตร์ของสภา ไม่ได้แปลว่าพวกเราเป็นกบฏ แต่พวกเรากำลังทำหน้าที่รักษาเกียรติที่แท้จริงของสถาบันแห่งนี้ต่างหาก ถ้าตระกูลวอน ฟาร์เรลรู้ว่าพวกนายใช้สภาเป็นเครื่องมือ—" "ตระกูลวอน ฟาร์เรลจะทำไมหรือ เอเลน่า?" เสียงทุ้มเย็นเยียบแทรกขึ้นจากความมืดตรงทางเดินด้านหลังกลุ่มสภานักเรียน ศาสตราจารย์มอลลิกต์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวินัยก้าวออกมาจากเงาของเสาหิน แววตาของอาจารย์อาวุโสท่านนี้ไม่มีความอบหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความว่างเปล่าที่น่าสะพรึงกลัว "ในยามนี้ สถาบันกำลังเผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากภายนอก ความขัดแย้งภายในเช่นนี้ถือเป็นภัยความมั่นคงระดับสูงสุด... ใครก็ตามที่ต่อต้านคำสั่งของสภานักเรียนในวันนี้ จะถูกถอดถอนสถานภาพการเป็นนักเรียนทันที และจะต้องถูกส่งตัวไปยังคุกใต้ดินแห่งหอคอยรัตติกาลเพื่อสอบสวน" คำประกาศนั้นทำให้ฝูงชนฝั่งนักเรียนอิสระเกิดเสียงฮือฮาทันที ความตึงเครียดพุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุดราวกับเส้นลวดที่ถูกดึงจนตึงเปรี๊ยะ นักเรียนหลายคนเริ่มหยิบไม้กายสิทธิ์ขึ้นมาถือไว้แน่น เหงื่อกาฬไหลซึมตามขมับของเด็กหนุ่มปีสองผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้เซเรส เสียงหอบหายใจถี่กระชั้นเริ่มดังประสานกันท่ามกลางความเงียบงันที่น่าอึดอัด เซเรสยังคงไม่ขยับเขยื้อน เขาสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง รูนโบราณที่สลักอยู่บนกำแพงหินรอบโถงกลางกำลังเปล่งแสงสีแดงจางๆ ซึ่งไม่ใช่ระบบเวทมนตร์ป้องกันตามปกติของสถาบัน แต่มันเป็นอักขระต้องห้ามที่ถูกกระตุ้นด้วยพลังงานจิตวิญญาณภายนอก ดาร์กัสไม่ได้แค่ต้องการปราบปรามพวกเขาด้วยกำลังพลของสภานักเรียนเท่านั้น แต่เขากำลังเปลี่ยนพื้นที่ทั้งหมดนี้ให้กลายเป็นค่ายกลกักขัง "พวกคุณถูกล้างสมองกันหมดแล้วหรือไง!" เอเลน่าตะโกนเตือนสติเพื่อนร่วมชั้นหลายคนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม "พวกนายมองไม่เห็นจริงๆ เหรอว่าดาร์กัสกำลังใช้พลังของรูนรัตติกาลสูบเอาพลังเวทมนตร์ของพวกเราไปเพื่ออะไร!" "เงียบปากซะ!" ดาร์กัสสะบัดมือขวา ไม้กายสิทธิ์หัวกะโหลกคริสตัลปรากฏขึ้นพร้อมกับเปลวเพลิงสีดำที่พวยพุ่งออกมาเป็นรูปมังกรคำราม มันพุ่งตรงเข้าใส่เอเลน่าด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงแหวกอากาศแหลมคม ปฏิกิริยาของเซเรสเร็วกว่าความคิด นิ้วมือของเขาขยับวาดกลางอากาศเป็นวงกลม อักขระรูนโบราณสีทองอร่ามปรากฏขึ้นเบื้องหน้าทันที เกิดเป็นโล่พลังงานโปร่งใสที่ต้านรับเปลวเพลิงสีดำเอาไว้ได้ในเสี้ยววินาที แรงปะทะทำให้เกิดคลื่นกระแทกจนฝุ่นผงบนพื้นปลิวว่อน ทัศนวิสัยภายในโถงกลางพร่ามัวไปด้วยควันและละอองเวทมนตร์ "ทุกคนถอยไป!" เซเรสตะโกนสั่งการ เสียงของเขามีอำนาจสะกดจิตวิญญาณของผู้ฟังโดยไม่ต้องใช้เวทมนตร์บังคับ นักเรียนฝั่งของเขาเริ่มเคลื่อนตัวถอยร่นอย่างเป็นระเบียบ แต่ความโกลาหลก็ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เมื่อกลุ่มสภานักเรียนพากันระดมยิงเวทมนตร์โจมตีเข้ามาเป็นชุด ลำแสงเวทมนตร์หลากหลายสีสันพุ่งตัดผ่านความมืดราวกับหลากระสุนเพลิง สงครามกลางเมืองภายในรั้วสถาบันเวทมนตร์ได้ระเบิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ เสียงระเบิดตูมตามสนั่นหวั่นไหว เศษหินอ่อนแตกกระจายเกลื่อนพื้น นักเรียนหลายคนล้มลงจากการปะทะกันของพลังเวทที่รุนแรงเกินกว่าจะควบคุม เซเรสปัดป้องการโจมตีจากเวทมนตร์ธาตุลมที่พุ่งเข้ามาพร้อมกันสามสายได้อย่างแม่นยำ ดวงตาของเขาหรี่ลงขณะกวาดมองไปรอบห้อง ความวุ่นวายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากเป้าหมายที่แท้จริงของดาร์กัส ทันใดนั้น สายตาสมบูรณ์แบบของเขาจับภาพไปที่เงาร่างหนึ่งที่กำลังลอบเร้นหายเข้าไปในประตูมิติหลังแท่นบูชา ประตูบานนั้นคือทางลับที่เชื่อมต่อไปยังห้องใต้ดินโบราณ—สถานที่เก็บรักษาศัสตราอักขระชิ้นสุดท้าย ดาร์กัสไม่ได้ตั้งใจจะเอาชนะพวกเขาในที่โล่งแจ้งแห่งนี้ตั้งแต่แรก แต่เขาใช้การปะทะกันเป็นฉากบังหน้าเพื่อให้ใครบางคนลักลอบเข้าไปขโมยแก่นแท้พลังรูน! เซเรสรีบหันไปหาเอเลน่าที่กำลังร่ายเวทกำแพงน้ำแข็งสกัดกั้นการบุกของกลุ่มผู้พิทักษ์ "เอเลน่า! ฉันต้องตามดาร์กัสไปทางประตูมิติหลังแท่นบูชา พวกมันกำลังจะไปเอาศัสตราอักขระชิ้นหลัก!" "ระวังตัวด้วย เซเรส ที่นั่นอาจจะเป็นกับดัก!" เอเลน่าตะโกนแข่งกับเสียงระเบิดเวทมนตร์รอบตัว ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและความกังวล เซเรสไม่รอช้า เขาพุ่งทะยานผ่านวงล้อมของการต่อสู้ด้วยฝีเท้าที่ว่องไวดุจเงาพราย อักขระรูนใต้ฝ่าเท้าช่วยส่งแรงผลักให้เขากระโดดข้ามกลุ่มนักเรียนที่กำลังตะลุมบอนกันอยู่ได้อย่างงดงาม เขามุ่งหน้าไปยังประตูมิติที่กำลังจะปิดตัวลงอย่างกระชั้นชิด มือขวาเอื้อมออกไปข้างหน้าเพื่อคว้าขอบประตูมิติที่เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วินาที ทว่า ในวินาทีที่ปลายนิ้วของเขากำลังจะสัมผัสกับแสงสีครามของประตูมิติ ร่างของใครบางคนก็ก้าวออกมาจากด้านในเสียก่อน แรงปะทะมหาศาลทำให้เซเรสต้องกระโดดถอยหลังตั้งหลักสามก้าวด้วยความตกใจ ควันสีดำจางลงเผยให้เห็นร่างของบุคคลที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะอยู่ที่นี่ บุคคลที่ควรจะถูกกักบริเวณไว้ที่หอคอยเหนือสุดของสถาบันตามคำสั่งของผู้อำนวยการเมื่อสัปดาห์ก่อน ดวงตาสีอำพันคู่นั้นจ้องมองเซเรสด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นที่มุมปาก พร้อมกับเสียงกระซิบเบาๆ ที่ทำให้เลือดในกายของเด็กหนุ่มอัจฉริยะเย็นเฉียบลงในพริบตา "นายมาช้าไปหน่อยนะ... น้องชาย" ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงมิตินี้ไปกับผมและตัวละครที่ผมรักนะครับ อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
สารจากนักเขียน (อาร์เธอร์มนตราสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราอักขระมนตรา: จารึกตำนานรัตติกาลแห่งสถาบันเวทมนตร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%