“ถ้าขืนเจ้ายังคงพยายามบังคับกระแสมานาให้หมุนวนตามใจชอบแบบนั้น ต่อให้เป็นรูนระดับราชา ก็ไม่สามารถประสานกับไอเย็นของข้าได้หรอกนะ เซเรส”
เสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความกดดันของเอเลน่าดังขึ้น ท่ามกลางห้องโถงฝึกซ้อมใต้ดินที่เงียบเชียบจนได้ยินเสียงหยดน้ำจากผนังหิน เธอวางมือลงบนไหล่ของเด็กหนุ่ม ดวงตาสีฟ้าครามดุจน้ำแข็งขั้วโลกจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเซเรสที่กำลังขมวดคิ้วแน่น
เซเรส ไวท์ ปล่อยลมหายใจออกยาว เขาผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่เกร็งค้างจากการพยายามวาดรูน ‘พันธสัญญาตะวัน’ ในอากาศนิ้วมือที่เต็มไปด้วยรอยแผลเล็กๆ จากการทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่าสั่นไหวเล็กน้อย เขาไม่ได้ตอบโต้คำตำหนิ แต่กลับหันไปมองกลุ่มก้อนพลังงานที่บิดเบี้ยวตรงหน้า มันคือเศษเสี้ยวของเวทมนตร์ที่ไม่เสถียร หากพลาดเพียงนิดเดียว แรงสะท้อนย้อนกลับอาจฉีกกระชากแขนของเขาได้
“มันไม่ใช่เพราะมานาของผมไม่เสถียรครับเอเลน่า” เซเรสเอ่ยขึ้นพลางใช้ปลายนิ้วเกลี่ยหยดเหงื่อที่ข้างขมับ “แต่เป็นเพราะ ‘จังหวะ’ ของคุณต่างหาก คุณพยายามจะแช่แข็งทุกอย่างให้หยุดนิ่ง ในขณะที่รูนของผมต้องการแรงส่งจากการเคลื่อนไหว ถ้าเราสองคนไม่ยอมเสียสละจังหวะของตัวเองเพื่อประสานเป็นหนึ่งเดียว ท่าไม้ตายนี้นอกจากจะไม่สำเร็จแล้ว มันอาจจะกลายเป็นระเบิดฆ่าตัวตายของเราทั้งคู่”
เอเลน่าชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าเรียบเฉยของเธอคลายลงเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนเป็นความดุดันที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น เธอรู้ดีว่าคำพูดของเขานั้นถูกต้อง การยอมละทิ้ง ‘อัตตา’ ในเวทมนตร์ของตนเองคือสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับจอมเวทที่ถือดีในพรสวรรค์เช่นพวกเขา
“งั้นลองใหม่” เธอขยับถอยหลังไปสามก้าว แววตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่ว่างเปล่าเบื้องหน้า “ครั้งนี้... ฉันจะลดแรงต้านของน้ำแข็งลง แต่คุณต้องเป็นคนนำทางพลังงานนั้นเข้าสู่รูน ไม่ใช่แค่กักเก็บมันไว้”
ทั้งคู่เริ่มตั้งท่าอีกครั้ง รอบตัวเซเรสปรากฏอักขระโบราณสีทองเรืองรองพุ่งขึ้นจากพื้นดิน มันไม่ใช่แค่การสลักไว้บนอากาศ แต่ดูเหมือนรูนเหล่านั้นกำลัง ‘หายใจ’ ไปพร้อมกับเขา ในขณะที่เอเลน่ากางมือออก ละอองหิมะสีขาวนวลเริ่มก่อตัวขึ้นจนกลายเป็นพายุหมุนขนาดย่อมรอบตัวเธอ
นี่คือ ‘เวทมนตร์ประสาน’ — วิชาต้องห้ามที่สภานักเรียนแทบไม่เคยอนุญาตให้ใครฝึกฝน เพราะมันต้องใช้ความเชื่อใจกันอย่างถึงที่สุด
เซเรสเริ่มร่ายมนตร์ เสียงพึมพำในภาษาโบราณที่ฟังดูขลังและน่าสะพรึงกลัวก้องไปทั่วห้องโถง พลังงานจากรูนทองคำแผ่ซ่านออกไปกระทบกับมวลอากาศที่เย็นจัดของเอเลน่า แทนที่มันจะหักล้างกันเหมือนทุกครั้ง พลังทั้งสองกลับเริ่มหมุนวนเข้าหากันราวกับฟันเฟืองที่ขบเข้าล็อก
“ตอนนี้!” เซเรสตะโกน
เขาคว้ามือของเอเลน่าไว้แน่น สัมผัสจากมือที่เย็นเฉียบของเธอไม่ได้ทำให้เขาสะทกสะท้าน ตรงกันข้าม ความเย็นนั้นกลับกลายเป็นฐานรองรับพลังความร้อนแรงจากรูนของเขา รัศมีเวทสีทองและสีฟ้าสว่างวาบขึ้นจนกลายเป็นสีม่วงเข้ม บรรยากาศภายในห้องเริ่มบิดเบี้ยว แรงกดดันมหาศาลทำให้พื้นหินใต้เท้าแตกร้าวเป็นวงกว้าง
“ทำไม... ทำไมมันถึงหนักขนาดนี้?” เอเลน่ากัดฟันแน่น พลังในตัวเธอถูกสูบออกไปอย่างรวดเร็วราวกับเขื่อนแตก
“อดทนไว้! เรากำลังหลอมรวมมานาให้กลายเป็น ‘สูญญากาศเวท’” เซเรสตอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ พลังของเขากำลังจะหลุดจากการควบคุม แต่เขาก็ยังฝืนดึงดันด้วยจิตวิญญาณทั้งหมดที่มี
ทันใดนั้นเอง กำแพงกั้นห้องโถงฝึกซ้อมก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ประตูเหล็กกล้าที่ปิดล็อกอยู่ถูกกระแทกจนบุบเข้ามาราวกับมีค้อนยักษ์ฟาดลงมา เสียงหัวเราะที่ฟังดูเย็นชาและเปี่ยมไปด้วยอำนาจดังแทรกเข้ามากลางการฝึกซ้อมของพวกเขา
ดาร์กัส มอร์กาน่า ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับทหารองครักษ์ประจำสภานักเรียนหกนาย ชุดเครื่องแบบสีดำขลิบทองของเขาสะท้อนกับแสงสีม่วงที่ยังคงเต้นเร้าอยู่กลางห้อง แววตาของดาร์กัสไม่ได้มองมาที่พวกเขาทั้งสองด้วยความชื่นชม แต่มันคือแววตาของผู้ล่าที่พบเหยื่ออันโอชะ
“ช่างน่าประทับใจ... ท่าไม้ตายที่สถาบันนี้ลบหายไปจากตำรากว่าสองร้อยปี” ดาร์กัสก้าวเท้าเดินอย่างช้าๆ เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินดังก้องในความเงียบ “แต่พวกเธอคงลืมไปแล้วกระมัง ว่ากฎของสถาบันนี้คืออะไร การใช้เวทมนตร์ต้องห้ามในเขตหวงห้าม มีโทษสูงสุดคือการถูกลบความทรงจำและขับไล่ออกไปตลอดกาล”
เซเรสพยายามทรงตัวอยู่บนพื้นดินที่เต็มไปด้วยรอยร้าว มือเขายังคงกุมมือเอเลน่าไว้แน่น หากปล่อยตอนนี้ พลังที่สะสมไว้อาจย้อนกลับมาทำร้ายพวกเขาเอง แต่หากไม่ปล่อย พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับดาร์กัสในสภาพที่ไร้เรี่ยวแรง
เอเลน่ากระซิบเบาๆ “เซเรส... ดูที่มือของเขาสิ”
เซเรสเหลือบมองไปยังมือขวาของดาร์กัส ที่นั่น... บนนิ้วนางมีแหวนรูนโบราณสีดำสนิทสวมอยู่ และรูนบนแหวนวงนั้นกำลังส่องแสงจางๆ รับกับกระแสมานาที่เขากับเอเลน่ากำลังสร้างขึ้น มันไม่ใช่แค่แหวนธรรมดา แต่มันกำลัง ‘ดูดกลืน’ พลังเวทของพวกเขาไปอย่างหน้าตาเฉย
ดาร์กัสยกยิ้มมุมปาก “ขอบใจนะเซเรส ที่ช่วยเป็นแหล่งพลังงานให้ข้า... พลังเวทประสานที่บริสุทธิ์ขนาดนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญให้ข้าเปิดประตูสู่ห้องสมุดต้องห้ามชั้นใต้ดินได้เสียที”
ก่อนที่เซเรสจะทันได้โต้ตอบ ดาร์กัสก็สะบัดมือ พลังงานเวทที่เขากำลังกักเก็บไว้กลับพุ่งเข้าหาตัวเองและเอเลน่าด้วยความเร็วที่เหนือการควบคุม โลกทั้งใบของเซเรสเหมือนกำลังจะดับวูบลง แต่ในวินาทีที่วิกฤตที่สุด เขากลับสัมผัสได้ถึงกระแสมานาแปลกปลอมที่ไหลย้อนกลับมาจากแหวนของดาร์กัส — มันคือรูนที่เขาเคยอ่านพบในจารึกเกี่ยวกับ ‘ตระกูลไวท์’ ที่สาบสูญ
มันไม่ใช่แหวนของสภานักเรียน... แต่มันคือตราประทับแห่งสายเลือดของเขาเอง!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและไขปริศนาไปกับผมในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ - อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
ศัสตราอักขระมนตรา: จารึกตำนานรัตติกาลแห่งสถาบันเวทมนตร์•ตอนที่ 25
เวทมนตร์ประสาน
ผลงานโดย อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อาร์เธอร์มนตราสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราอักขระมนตรา: จารึกตำนานรัตติกาลแห่งสถาบันเวทมนตร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!