"ถ้าเจ้ายังไม่ลดอาวุธเวทลงในสามวินาที ข้าจะถือว่านี่คือการประกาศสงครามของสถาบันอัคนีทมิฬต่อสภาเวทมนตร์แห่งเซเลสเทีย"
น้ำเสียงของดาร์กัส มอร์กาน่า เย็นเยียบราวกับคมมีดที่ถูกอาบด้วยน้ำค้างแข็งท่ามกลางลานกว้างหน้าสถาบัน หอคอยหินโบราณสั่นสะเทือนเบาๆ จากแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากร่างของชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีแดงเพลิงผู้เพิ่งก้าวข้ามประตูมิติมา
เซเรส ไวท์ ยืนนิ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดปะทะ มือของเขาซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อคลุม นิ้วเรียวยาวสัมผัสเข้ากับเศษรูนหินอ่อนที่เย็นเฉียบในกระเป๋า เขาไม่ได้มองไปที่ดาร์กัส แต่เขากำลังจับจ้องไปที่วงเวทสีทองอร่ามที่ยังคงหมุนวนอยู่รอบตัวแขกผู้มาเยือนคนนั้น—มันไม่ใช่เวทมนตร์อัคนีทั่วไป แต่มันคือ ‘อักขระพันธนาการ’ ที่สลักลงบนอากาศอย่างประณีตและไร้ที่ติ
"ประกาศสงครามหรือ?" ชายในชุดแดงแค่นหัวเราะ ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวเบนมาทางเซเรสเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับไปจ้องดาร์กัสด้วยความเหยียดหยาม "ประธานสภานักเรียนที่ทำตัวเป็นสุนัขเฝ้าบ้านอย่างเจ้า ไม่มีสิทธิ์มาออกคำสั่งกับข้า... โซเลนแห่งสถาบันอัคนีทมิฬ"
เอเลน่า วอน ฟาร์เรล ก้าวเข้ามาขนาบข้างเซเรส ร่างของเธอถูกโอบล้อมด้วยไอเย็นที่เริ่มก่อตัวเป็นผลึกน้ำแข็งขนาดเล็ก เธอกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่น "เซเรส เจ้าเห็นนั่นไหม? ที่ข้อมือของเขา... มันคือผนึกอักขระที่ถูกสั่งห้ามไว้เมื่อร้อยปีก่อน"
เซเรสพยักหน้าเล็กน้อย นัยน์ตาสีเทาเข้มของเขาฉายแววครุ่นคิด "เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อแลกเปลี่ยนวิชาการหรอกเอเลน่า เขามาเพื่อทดสอบระบบป้องกันของสถาบัน... และดูเหมือนเขาจะพบจุดโหว่แล้ว"
บรรยากาศโดยรอบตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก นักเรียนคนอื่นๆ เริ่มถอยห่างออกไปเป็นวงกว้าง เสียงซุบซิบเงียบหายไปจนเหลือเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านยอดหอคอย ดาร์กัสก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว พลังเวทสีดำมืดมิดเริ่มปะทุออกจากฝ่ามือ แต่ทว่า ก่อนที่การปะทะครั้งใหญ่จะอุบัติขึ้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่ดูมั่นคงและทรงพลังกลับดังก้องมาจากประตูมิติที่ยังไม่ปิดสนิท
สตรีผู้หนึ่งในชุดคลุมสีครามเข้มเดินออกมาจากเงามืดของประตูมิติ เส้นผมสีเงินยวงสะท้อนกับแสงอาทิตย์จนดูเหมือนม่านน้ำตกที่ร่วงหล่นลงมาจากสวรรค์ แววตาของเธอสงบนิ่งและเปี่ยมด้วยอำนาจที่เหนือกว่าข้อพิพาทเบื้องหน้า
"พอกันที โซเลน" น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าทรงพลังจนสามารถดับเปลวเพลิงที่กำลังปะทุในมือของชายชุดแดงลงได้ทันที "เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อสร้างซากปรักหักพัง แต่เรามาเพื่อหาคำตอบ... เกี่ยวกับสิ่งที่สถาบันแห่งนี้พยายามซ่อนไว้"
โซเลนลดมือลงทันทีที่ได้ยินคำสั่งนั้น แม้ความโกรธเกรี้ยวในแววตาจะยังไม่จางหายไป แต่มันถูกกดทับด้วยความเคารพอย่างสูงสุด
ดาร์กัสหรี่ตามองผู้มาใหม่ ความมั่นใจที่เคยมีดูเหมือนจะสั่นคลอนไปชั่วขณะ "อาเดลีน... หัวหน้าคณะทูตจากพันธมิตรวิหคเพลิง เจ้ามาที่นี่ด้วยเหตุผลใดกันแน่?"
อาเดลีนไม่ตอบ แต่เธอกลับเดินตรงมาทางเซเรส ไวท์ ราวกับเขามีแรงดึงดูดประหลาดที่ทำให้เธอมองไม่เห็นใครคนอื่นในลานแห่งนี้ เธอหยุดยืนต่อหน้าเซเรส ห่างไปเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นหอมจางๆ ของกระดาษเก่าและหมึกเวทมนตร์ที่อบอวลอยู่รอบตัวเธอ ทำให้เซเรสรู้สึกถึงความทรงจำที่เลือนลางบางอย่างที่ถูกกระตุ้น
"เด็กชายผู้มีดวงตาสีเทาดั่งหมอกควัน" อาเดลีนกล่าว พลางเอื้อมมือที่สวมถุงมือหนังเนื้อละเอียดมาเชยคางของเซเรสขึ้นให้สบตากับเธอ "ในที่สุด ข้าก็ได้พบเจ้า... ผู้ที่ถูกจารึกไว้ในรอยแยกของกาลเวลา"
ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งลานกว้าง เอเลน่าขยับตัวทำท่าจะขัดขวาง แต่เธอกลับพบว่าร่างกายของเธอถูกพันธนาการด้วยเวทมนตร์ที่ไม่รู้จัก ทำให้ไม่อาจขยับได้แม้แต่ปลายนิ้ว เซเรสเองก็ตกอยู่ในภวังค์ แววตาของเขาเหม่อลอยไปชั่วขณะเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังงานมหาศาลที่ไหลผ่านปลายนิ้วของอาเดลีนเข้าสู่ร่างกายของเขา
"ท่าน... ท่านพูดเรื่องอะไร?" เซเรสพยายามเค้นเสียงออกมา แม้หัวใจของเขาจะเต้นรัวดั่งกลองศึก
อาเดลีนโน้มตัวลงกระซิบข้างหูของเขา เสียงนั้นเบาราวกับสายลม แต่กลับหนักอึ้งดั่งคำสาป "คำตอบเกี่ยวกับชาติกำเนิดของเจ้าไม่ได้อยู่ในตำราห้องสมุดหลวงของที่นี่ แต่มันอยู่ที่ห้องลับใต้ชั้นหินที่เจ้าพยายามจะไขปริศนา... และตอนนี้ กุญแจดอกสุดท้ายที่เจ้าขาดไป ได้ถูกนำมาส่งถึงมือเจ้าแล้ว"
เธอปล่อยมือจากคางของเขาแล้วถอยหลังกลับไปยืนเคียงข้างโซเลน ก่อนที่อาเดลีนจะหันกลับมามองเซเรสด้วยรอยยิ้มที่อ่านไม่ออก เธอดีดนิ้วเพียงหนึ่งครั้ง หินรูนสีดำที่เคยถูกฝังไว้ใต้ฝ่าเท้าของเซเรสก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง พื้นดินแยกออกเป็นรอยร้าวขนาดใหญ่ แสงสีม่วงเข้มพุ่งทะลุขึ้นมาจากเบื้องล่าง มันไม่ใช่แค่รอยแยกของดิน แต่มันคือประตูมิติที่เปิดออกสู่ ‘ความทรงจำที่หายสาบสูญ’ ซึ่งมีเพียงคนสายเลือดเดียวกับเขาเท่านั้นที่ก้าวเข้าไปได้
ในวินาทีนั้นเอง ดาร์กัสตะโกนลั่นด้วยความตื่นตระหนก "หยุดนะ! นั่นมันผนึกต้องห้าม อย่าให้เขาเข้าไป!"
เซเรสตัดสินใจเพียงเสี้ยววินาที เขาหันไปมองเอเลน่าที่ถูกตรึงอยู่ด้วยสายตาขอโทษ ก่อนจะกระโดดลงไปในรอยแยกสีม่วงนั้นโดยไม่หันหลังกลับ ทันทีที่ร่างของเขาจมหายไป ความมืดมิดก็กลืนกินทุกอย่างรอบตัว เหลือเพียงเสียงกระซิบสุดท้ายจากอาเดลีนที่ดังก้องอยู่ในหัวของเขา
"ยินดีต้อนรับกลับบ้าน... ท่านรัชทายาทแห่งอาณาจักรที่ล่มสลาย"
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและไขปริศนาไปกับผมในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ - อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
ศัสตราอักขระมนตรา: จารึกตำนานรัตติกาลแห่งสถาบันเวทมนตร์•ตอนที่ 24
พันธมิตรจากต่างถิ่น
ผลงานโดย อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อาร์เธอร์มนตราสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศัสตราอักขระมนตรา: จารึกตำนานรัตติกาลแห่งสถาบันเวทมนตร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!