กลิ่นอายจางๆ ของหมึกจีนชั้นดีผสมผสานกับความเย็นยะเยือกของน้ำชาที่ถูกปล่อยให้ทิ้งไว้จนชืด ลอยอบอวลอยู่ภายใต้แสงเทียนสลัวในห้องหนังสือสกุลหลี่
หลี่จวินเจี๋ยตวัดปลายพู่กันขนกระต่ายป่าลงบนกระดาษสาเนื้อบางเบา ลายเส้นตัวอักษรที่ตวัดลงไปคมกริบและมั่นคง ราวกับคมดาบที่ถูกชักออกจากฝักเพื่อเตรียมปลิดชีพศัตรู แววตาของเขาในยามนี้ไม่มีความอ่อนเยาว์หลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความว่างเปล่าที่ลุ่มลึกดั่งหุบเหว และร่องรอยของความแค้นที่ฝังรากลึกถึงกระดูกดำ ย้อนเวลากลับมาครานี้ เขารู้ดีว่าหมากกระดานแรกมิใช่การชักอาศัยกองกำลังทหาร หากแต่เป็นการชักใย "ข่าวสาร" และการซื้อใจผู้คนที่ยังไม่ถูกอำนาจมืดครอบงำ
เสียงเคาะประตูด้านนอกสามครั้งดังขึ้นอย่างเป็นจังหวะ ก่อนที่ร่างของเงาเงาหนึ่งจะแทรกตัวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ประตูไม้แกะสลักถูกปิดลงอย่างเบามือ
"ท่านกุนซือ" เสียงกระซิบแหบพร่าของพ่อบ้านหลี่ดังขึ้น พร้อมกับถาดไม้ที่วางม้วนสาส์นลับเคลือบครั่งผนึกตราประทับไว้หลายฉบับ "สายลับของเราที่แฝงตัวอยู่ในกรมพิธีการรายงานความเคลื่อนไหวล่าสุดแล้วขอรับ... ตามที่ท่านคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด ฝ่ายขององค์ชายสามเริ่มติดต่อลับๆ กับขุนนางในราชสำนักกลุ่มที่คัดค้านการแต่งตั้งรัชทายาทแล้ว"
จวินเจี๋ยยังคงไม่เงยหน้าขึ้นจากกระดาษ เขาเพียงแค่นิ่งฟัง ปลายพู่กันยังคงลากเส้นต่อไปอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งตัวอักษรตัวสุดท้ายเสร็จสมบูรณ์ เขาวางพู่กันลงอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบถ้วยชาขึ้นมาหมุนเล่นในอุ้งมือ
"องค์ชายสามยังคงใจร้อนและมักมากในอำนาจเช่นเคย... ความทะเยอทะยานที่ไร้ซึ่งฐานรองรับ ก็ไม่ต่างอะไรกับปราสาททรายที่รอวันพังทลายเมื่อคลื่นลมซัดมา" น้ำเสียงของเขาเรียบสนทนาราวกับกำลังพูดถึงเรื่องดินฟ้าอากาศ ทว่าแฝงไว้ด้วยไอสังหารที่ทำให้อุณหภูมิในห้องลดฮวบลงทันที "แล้วรายชื่อขุนนางน้ำดีที่ข้าให้เจ้าไปตรวจสอบเล่า? มีผู้ใดบ้างที่ยังคงรักษาความสัตย์ซื่อต่อแผ่นดินโดยไม่ยอมก้มหัวให้ฝ่ายใด?"
พ่อบ้านหลี่รีบยื่นม้วนสาส์นอีกม้วนหนึ่งถวายด้วยสองมือ "เรียนท่านกุนซือ มีขุนนางอยู่สามท่านที่น่าสนใจยิ่งขอรับ หนึ่งคือใต้เท้าสวี รองเสนาบดีกรมโยธา ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความตรงฉิน ไม่รับสินบนและมักคัดค้านการใช้งบประมาณฟุ่มเฟือยของราชสำนัก สองคือใต้เท้าหลิว เจ้ากรมอาญาผู้ตงฉิน แม้จะหัวโบราณไปบ้างแต่รักความยุติธรรมยิ่งชีพ และสาม..."
พ่อบ้านชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าปรากฏความลังเลอย่างเห็นได้ชัด
"ว่ามา อย่าได้อ้ำอึ้ง" จวินเจี๋ยปรายตามอง
"สามคือ ใต้เท้าเซี่ยอวี้เหวิน ราชเลขาธิการคนใหม่ผู้เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง แม้เขาจะดูเหมือนขุนนางหนุ่มผู้รักความสงบและวางตัวเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่... มีข่าวลือว่าเขาคือผู้กุมสถิติการตรวจสอบบัญชีลับของกรมคลัง ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่ทุกฝ่ายต่างต้องการตัวขอรับ"
ริมฝีปากบางเฉียบของหลี่จวินเจี๋ยยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง เซี่ยอวี้เหวินผู้นี้... ในชาติภพก่อนคือขุนนางตงฉินผู้ถูกใส่ร้ายป้ายสีจนต้องจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถด้วยน้ำมือของฮ่องเต้หานเฟย เพียงเพราะเขาบังเอิญล่วงรู้เส้นทางการเงินที่ถูกยักยอกไปใช้สะสมกองกำลังส่วนตัว
หากเขาดึงตัวบุรุษผู้นี้มาอยู่ข้างกายได้แต่เนิ่นๆ นอกจากจะได้มันสมองระดับอัจฉริยะมาเสริมทัพแล้ว เขายยังสามารถปกป้องชีวิตของผู้บริสุทธิ์และใช้ข้อมูลทางการเงินนั้นเป็นอาวุธเชือดเฉือดศัตรูในยามที่เหมาะสมได้อีกด้วย
"เตรียมรถม้าไร้ลวดลาย... คืนนี้ข้าจะไปเยี่ยมเยียนใต้เท้าเซี่ยด้วยตนเอง"
ณ เรือนพักรับรองท้ายจวนสกุลเซี่ย บรรยากาศเงียบสงบและเรียบง่ายราวกับแยกขาดจากความวุ่นวายของเมืองหลวง ใต้เท้าเซี่ยอวี้เหวินในชุดคลุมผ้าฝ้ายสีครามเรียบง่าย กำลังนั่งอ่านตำราโบราณภายใต้แสงตะเกียงน้ำมันหอมอย่างตั้งอกตั้งใจ โดยมีบ่าวไพร่เพียงไม่กี่คนคอยปรนนิบัติ
ทว่า ทันใดนั้นเอง เสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นอย่างสงบแต่มั่นคง สามครั้ง... จังหวะเดิมราวกับรู้ความเคลื่อนไหว
เซี่ยอวี้เหวินขมวดคิ้วเล็กน้อยยามเงยหน้าขึ้นมองประตูเรือน ยามวิกาลเช่นนี้ หาได้มีผู้ใดกล้ามาเยือนจวนของขุนนางผู้วางตัวเป็นกลางเช่นเขาไม่ ยิ่งเป็นช่วงเวลาที่พายุการเมืองกำลังก่อตัวเช่นนี้ด้วยแล้ว การมาเยือนย่อมไม่น่าจะเป็นเรื่องดี
"ใครกัน?" เขาเอמהถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่ระแวดระวัง
"ผู้น้อยหลี่จวินเจี๋ย ขอคารวะใต้เท้าเซี่ยขอรับ"
ชื่อนี้ทำให้เซี่ยอวี้เหวินถึงกับชะงัก ตำนานกุนซือหนุ่มผู้ปราดเปรื่องแห่งสกุลหลี่ แม้ในยามนี้ชื่อเสียงของเขาจะยังไม่แผ่ขยายกว้างขวางเท่าในอนาคต แต่ความฉลาดหลักแหลมของอีกฝ่ายเป็นที่เลื่องลือในหมู่บัณฑิตชั้นสูงมานานแล้ว เหตุใดบุตรชายสกุลหลี่จึงมาปรากฏกาย ณ เรือนพักเร้นลับเช่นนี้ในยามดึกดื่น?
ประตูเรือนเปิดออกอย่างช้าๆ ร่างโปร่งระหงในอาภรณ์สีดำสนิทปักลายเมฆาด้วยด้ายเงินสะท้อนแสงจันทร์ก้าวเข้ามาอย่างสง่างาม ท่วงท่าเยือกเย็นและมั่นคงราวกับพญาอินทรีที่บินเหนือเมฆหมอก ใบหน้าหล่อเหลาคมคายประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่คาดเดาความรู้สึกไม่ได้
"ท่าน... หลี่จวินเจี๋ย?" เซี่ยอวี้เหวินลุกขึ้นยืนประสานมือคำนับตามมารยาท แม้จะมีความประหลาดใจฉายชัดในแววตา "ยามวิกาลเช่นนี้ ลมอันใดหอบท่านกุนซือผู้มีงานรัดตัวมาถึงเรือนเล็กๆ ของข้าได้เล่า? หรือว่า..."
"ผู้น้อยเพียงแต่มารับฟังเสียงถอนหายใจของบัณฑิตผู้เที่ยงธรรม ที่กำลังแบกรับความยุติธรรมไว้บนบ่าอันบอบบางเพียงลำพังขอรับ" จวินเจี๋ยกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าคำพูดกลับทิ่มแทงเข้าสู่จิตใจของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ
เซี่ยอวี้เหวินชะงักกึก สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นทันที เขากวาดสายตามองผู้มาเยือนอย่างพิจารณา ลึกซึ้งและหวาดระแวง "ท่านพูดเรื่องอันใด ข้าไม่เข้าใจ"
"ใต้เท้าเซี่ยไม่ต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้หรอกขอรับ" จวินเจี๋ยเดินเข้าไปใกล้โต๊ะหนังสือ สายตาคมปลาบกวาดมองกองสมุดบัญชีที่ถูกปิดซ่อนไว้ใต้ตำราเรียน "บัญชีรายจ่ายของกรมคลังสามปีซ้อนที่ท่านกำลังตรวจสอบอยู่... หากส่งมอบให้ถูกคน ท่านย่อมได้ชื่อว่าเป็นวีรบุรุษผู้ผดุงความยุติธรรม แต่หากส่งมอบให้ผิดคน... เกรงว่าพรุ่งนี้เช้า ศีรษะของท่านคงไม่ได้อยู่บนบ่าเป็นแน่"
คำพูดนั้นเฉียบคมดุจใบมีดโกนที่กรีดลงบนกลางใจ เซี่ยอวี้เหวินหน้าถอดสีทันที มือที่กำชายเสื้อแน่นจนยับยู่ยี่ เขาถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยสัญชาตญาณ แววตาฉายแววตื่นตระหนกปนหวาดกลัวอย่างปิดไม่มิด
"เจ้าเป็นใครกันแน่... เหตุใดจึงรู้เรื่องนี้!" เซี่ยอวี้เหวินเค้นเสียงถามลอดไรฟัน พยายามรักษาความสุขุมไว้ให้ได้มากที่สุด
"ข้าคือผู้ที่จะยื่นเส้นทางรอดให้ท่าน... และเป็นผู้ที่จะร่วมมือกับท่าน เพื่อพลิกแผ่นดินที่กำลังจะเน่าเฟะนี้เสียใหม่" จวินเจี๋ยหยุดยืนห่างจากอีกฝ่ายเพียงก้าวเดียว ดวงตาสีนิลคู่นั้นลุ่มลึกและทรงพลังราวกับมีแรงดึงดูดมหัศจรรย์ "ใต้เท้าเซี่ย... ท่านปรารถจะเห็นความยุติธรรมตายไปพร้อมกับความเงียบงัน หรือจะร่วมมือกับข้า ลากคอพวกหนอนบ่อนไส้เหล่านั้นออกมาตากแดดให้สิ้นซาก?"
บรรยากาศภายในห้องเงียบงัดลงทันที มีเพียงเสียงเปลวไฟจากตะเกียงที่ปะทุเบาๆ เซี่ยอวี้เหวินจ้องมองลึกลงไปในดวงตาของเด็กหนุ่มตรงหน้า ในแววตาคู่นั้นไม่มีความลังเล ไม่มีแม้แต่ความหวาดกลัว มีเพียงความมุ่งมั่นที่หนักหน่วงดั่งขุนเขาและเย็นชาดั่งน้ำแข็ง ซึ่งสร้างความกดดันให้เขาแทบหายใจไม่ออก
นิ้วเรียวยาวของเซี่ยอวี้เหวินสั่นเทาเล็กน้อยยามเอื้อมไปหยิบกานชาเคลือบหยกขึ้นรินน้ำชาใส่จอกสองใบ กลิ่นหอมกรุ่นของชาหลงJing ลอยฟุ้งขึ้นมากลบกลิ่นอายความตึงเครียด เขายื่นจอกชาให้จวินเจี๋ยด้วยมือที่มั่นคงขึ้นทีละน้อย
"หากข้าตอบรับ... ข้าจะได้สิ่งใดตอบแทน?" เซี่ยอวี้เหวินเอ่ยถามเสียงพร่า
จวินเจี๋ยไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขายื่นมือมารับจอกชาจากอีกฝ่าย ปลายนิ้วสัมผัสกันเบาๆ เย็นเฉียบดั่งหยกน้ำเต้า
"สิ่งที่ท่านจะได้ คือแผ่นดินที่ราษฎรไม่ต้องหลั่งน้ำตา... และชีวิตที่ท่านจะไม่ต้องตายอย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป" จวินเจี๋ยยกจอกชาขึ้นจิบเบาๆ โดยไม่ละสายตาไปจากเซี่ยอวี้เหวินเลยแม้แต่วินาทีเดียว
ทว่า ในวินาทีที่จวินเจี๋ยกำลังจะวางจอกชาลงนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังขึ้นกะทันหันจากด้านนอกจวน พร้อมกับแสงคบเพลิงสว่างจ้าที่สาดส่องทะลุกระดาษหน้าต่างเข้ามาจนเงาดำทอดยาวทับซ้อนกัน
*กึก!*
เสียงถีบประตูเรือนพังทลายลงพร้อมกับร่างขององครักษ์เสื้อแพรในชุดเกราะเต็มยศที่กรูเข้ามาล้อมรอบห้องไว้หมดสิ้น คมดาบวาววับสะท้อนแสงไฟระยิบระยับ และร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีทองปักลายมังกรห้ากรงเล็บก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตู รอยยิ้มเยียบเย็นปรากฏบนมุมปากขององค์ชายหานเฟยผู้มาเยือนยามวิกาลโดยไม่มีใครคาดคิด
"ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง..." หานเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่แฝงไปด้วยไอสังหารอันน่าสะพรึงกลัว "กุนซือตัวน้อยของสกุลหลี่... เจ้าคิดจะดึงคนของข้าไปเป็นพวกสินะ?"
(ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางย้อนเวลาและชิงไหวชิงพริบไปพร้อมกับข้าค่ะ - หงส์เพลิงหวนคืน)
กุนซือไร้ใจกับบัลลังก์ที่ดับสูญ•ตอนที่ 2
หมากตาแรกของโชคชะตา
ผลงานโดย หงส์เพลิงหวนคืน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หงส์เพลิงหวนคืน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือไร้ใจกับบัลลังก์ที่ดับสูญ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
