“ถ้าเธอยังไม่หยุดร้องไห้ ฉันจะถือว่าน้ำตาพวกนั้นคือเสียงเรียกร้องความสนใจที่น่ารำคาญที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้ยินมา”
เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบของคิรากรดังก้องอยู่ในโสตประสาทของรินรดา แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เธอสะดุ้งสุดตัวเท่ากับปลายนิ้วหยาบกร้านที่ไล้ไปตามแนวสันกรามของเธออย่างคุกคาม หญิงสาวเม้มปากแน่น ความโกรธแค้นและรอยช้ำในใจยังคงสดใหม่เหมือนแผลที่เพิ่งถูกกรีดซ้ำ ทว่าในยามนี้ เธอทำได้เพียงหลุบสายตาลง มองเพียงปลายรองเท้าหนังขัดมันของบุรุษผู้กุมชะตาชีวิตของเธอไว้ในกำมือ
“ดิฉัน... แค่เหนื่อยครับ” เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา สั่นเครือแต่แฝงด้วยความพยายามที่จะไม่แสดงความอ่อนแอให้เขาเห็น
คิรากรหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความอบอุ่น มันเป็นเสียงที่ทำให้คนฟังรู้สึกหนาวสะท้านถึงไขกระดูก “คนขี้แพ้เท่านั้นที่ใช้ความเหนื่อยเป็นข้ออ้างในการยอมจำนน แต่เธอก็รู้ดีใช่ไหมรินรดา... ว่าต่อให้เหนื่อยแค่ไหน เธอก็ไม่มีวันได้พักจนกว่าฉันจะอนุญาต”
เขาสะบัดตัวหันหลังเดินออกจากห้องกว้างไปโดยไม่เหลียวหลังทิ้งให้รินรดายืนตัวสั่นอยู่ในความเงียบงันทันทีที่เสียงประตูปิดลง ความกลัวที่เคยฉาบใบหน้าก็ถูกแทนที่ด้วยประกายตาที่วาวโรจน์ด้วยความหวังที่ริบหรี่แต่เด็ดเดี่ยว
*‘หนี... ต้องหนีไปจากนรกขุมนี้’*
เสียงฝีเท้าเบาหวิวของแม่บ้านคนสนิทที่มักจะนำอาหารเย็นมาเสิร์ฟดังขึ้นที่หน้าประตู รินรดารวบรวมสติทั้งหมดที่มี เธอปาดคราบน้ำตาออกจากแก้ม ลากเท้าไปหยุดอยู่ที่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ จัดทรงผมให้ดูเรียบร้อยก่อนจะสูดหายใจลึก
“รินรดา... เธอทำได้” เธอพึมพำกับตัวเอง
เมื่อประตูเปิดออก รินรดาไม่รอช้าที่จะเริ่มแผนการ เธอไม่ได้วิ่งไปที่ประตู แต่กลับนั่งลงที่ปลายเตียง ก้มหน้าก้มตาถอนสะอื้นเบาๆ ให้ดูน่าเวทนาที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม่บ้านวัยกลางคนชะงักฝีเท้าด้วยความตกใจ รีบวางถาดอาหารลงแล้วเดินเข้ามาใกล้
“คุณรินรดาคะ เป็นอะไรไปเจ้าคะ ทำไมถึงร้องไห้อีกแล้ว”
รินรดาเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่แดงก่ำจากการบีบคั้นตัวเองมองตรงไปยังหญิงรับใช้ “ป้าสาย... ฉันไม่ไหวแล้วค่ะ ฮึก... คุณคิรากรเขาขู่ว่าจะทำร้ายครอบครัวฉันจริงๆ ถ้าฉันไม่ทำตามที่เขาต้องการ... ฉันแค่... ฉันแค่อยากไปดูว่าน้องชายฉันยังสบายดีอยู่ไหม ป้าสายพอจะช่วยฉันได้ไหมคะ”
มือที่สั่นเทาของรินรดาเอื้อมไปกุมมือเหี่ยวหยาบของป้าสายไว้แน่น บีบมันด้วยความคาดหวัง ป้าสายมีท่าทีลังเลอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาของเธอหลุบต่ำลง
“ดิฉัน... ดิฉันทำไม่ได้หรอกค่ะคุณรินรดา นายท่านรู้เข้า ดิฉันคงไม่ตายดี”
“ถ้าป้าไม่ช่วย... ฉันก็คงต้องตายที่นี่อยู่ดี” รินรดาบีบน้ำตาเพิ่ม “ป้าคะ ฉันขอแค่ให้ป้าช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของธีร์ตอนเปลี่ยนกะยามกะดึก... แค่คืนนี้คืนเดียวให้ฉันได้ออกไปที่ประตูหลัง... นะคะ ถือว่าสงสารผู้หญิงตาดำๆ คนนี้เถอะ”
ป้าสายเงียบไปนาน ความเงียบในห้องนั้นกดดันจนแทบจะหยุดหายใจ จนกระทั่งหญิงรับใช้ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ
“ดิฉันจะแกล้งทำถาดอาหารหกหน้าห้องทำงานคุณธีร์ตอนสามทุ่ม... แต่คุณต้องรีบนะคะ ช่วงเวลานั้นจะเป็นช่วงเปลี่ยนเวรยามเพียงห้านาทีที่คุณคิรากรไม่อยู่ในห้องโถงใหญ่”
รินรดาพยักหน้าแทบไม่ทัน เธอรีบคว้าข้อมือป้าสายไว้ “ขอบคุณค่ะป้า... ขอบคุณจริงๆ”
เวลาผ่านไปราวกับกลายเป็นเศษเสี้ยวของชั่วนิยม แสงไฟในคฤหาสน์หรูถูกหรี่ลงจนเหลือเพียงแสงสลัว รินรดายืนอยู่หลังม่านหนาเตอะในเงามืด หัวใจของเธอเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก เสียงจานแตกดังสนั่นจากโถงทางเดิน ตามมาด้วยเสียงสบถพึมพำของธีร์ที่รีบวิ่งออกไปดูตามแผนที่วางไว้
นี่คือโอกาสเดียว...
หญิงสาวถอดรองเท้าส้นสูงออกด้วยมือที่สั่นระริก เธออาศัยจังหวะที่โถงทางเดินว่างเปล่าก้าวออกไปอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทุกก้าวที่เหยียบลงบนพื้นไม้เย็นเฉียบเปรียบเสมือนการเดินอยู่บนคมมีด สายตาของเธอมองไปยังประตูเหล็กดัดบานใหญ่ทางทิศตะวันตก
ลมหายใจของเธอขาดห้วงเมื่อเห็นเงาตะคุ่มของชายชุดดำสองคนยืนประจำการอยู่ที่ประตู แต่มันห่างจากจุดที่เธออยู่เพียงไม่กี่เมตรเท่านั้น เธอพยายามสะกดรอยเท้าให้เบาที่สุด หัวใจเต้นรัวจนหูอื้ออึง
*‘อีกนิดเดียว... อีกนิดเดียวก็จะพ้นรั้วนี้ไปแล้ว’*
ทันใดนั้น มือปริศนาที่ใหญ่โตและเย็นเยียบกว่าน้ำแข็งก็คว้าเข้าที่ต้นแขนของเธอจากด้านหลัง แรงกระชากนั้นรุนแรงจนร่างของเธอหมุนกลับไปปะทะกับแผงอกกว้างที่คุ้นเคย กลิ่นบุหรี่ราคาแพงผสมกับกลิ่นน้ำหอมเย็นๆ ของคนตรงหน้าทำให้รินรดาตัวชาไปทั้งร่าง
“คิดจะไปไหนเหรอ... รินรดา?”
คิรากรก้มหน้าลงมาจนชิดใบหูของเธอ เสียงกระซิบของเขานั้นนุ่มนวล ทว่าแฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกรียมจนน่าขนลุก “แผนของเธอมันช่างไร้เดียงสาเสียจริง... คิดว่าการหลอกคนใช้ไม่กี่คนจะพาเธอหนีจากนรกที่ฉันสร้างขึ้นได้งั้นหรือ?”
ดวงตาคมกริบของเขาจ้องมองลงมาในดวงตาของเธอ ประกายตาที่อ่านไม่ออกนั้นกำลังลุกโชนด้วยความโกรธที่เก็บซ่อนไว้ เขากระชากเธอให้เดินตามไปอย่างแรงโดยไม่สนว่าเธอจะเจ็บปวดเพียงใด ในขณะที่เธอกำลังจะสิ้นหวัง ประตูหน้าคฤหาสน์ก็ถูกผลักเปิดออกพร้อมกับร่างของธีร์ที่เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าสิ่งที่อยู่ในมือของเขากลับทำให้หัวใจของรินรดาหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
ธีร์วางซองจดหมายสีขาวสะอาดลงบนโต๊ะกลางห้อง ก่อนจะหันมามองที่ทั้งสองคนด้วยสายตาที่เด็ดขาดผิดจากท่าทีที่อ่อนน้อมในทุกวัน
“คุณคิรากรครับ... นี่คือสิ่งที่เธอพยายามจะส่งออกไปก่อนหน้านี้ และดูเหมือนว่า... ข้อความในนี้จะทำให้คุณเปลี่ยนใจเรื่อง 'การกักขัง' ของเธอในคืนนี้ครับ”
คิรากรรับซองจดหมายไปเปิดอ่าน สายตาของเขากวาดผ่านตัวอักษรอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เขาจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองรินรดาด้วยรอยยิ้มที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา
“ดีมากรินรดา... ในเมื่อเธออยากจะเล่นเกมหนีนัก ก็ได้” เขาบีบกรามเธอแน่นจนเธอเจ็บ “แต่หลังจากคืนนี้ไป... ฉันจะทำให้เธอไม่มีแม้แต่แรงจะลุกขึ้นมายืนด้วยตัวเองเลย”
รินรดาเบิกตากว้างเมื่อเห็นคิรากรส่งสัญญาณให้ธีร์ล็อคประตูคฤหาสน์ทุกบาน แล้วเดินตรงมาหาเธอด้วยแววตาของนักล่าที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อให้ตายคามือ
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามบทชีวิตที่แสนหน่วงเหนี่ยวนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ คิราห์ลวงรักจะพาทุกคนไปสัมผัสความจริงที่คาดไม่ถึงในตอนถัดไปครับ
พันธะกรงขังมลทิน (Shattered Vow of Obsession)•ตอนที่ 9
แผนการหลบหนี
ผลงานโดย คิราห์ลวงรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คิราห์ลวงรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะกรงขังมลทิน (Shattered Vow of Obsession) นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!