“นี่คือสิ่งที่เธอวางแผนไว้สินะ... รินรดา?”
แรงบีบที่ข้อมือทั้งสองข้างของหญิงสาวทำเอาความเจ็บปวดแล่นริ้วไปถึงหัวไหล่ คิรากรกระชากร่างบางให้ปะทะกับแผงอกแกร่งที่เต็มไปด้วยไอระอุแห่งโทสะ ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวของเขาวาวโรจน์ด้วยเปลวเพลิงที่พร้อมจะเผาผลาญทุกอย่างให้เป็นจุล
รินรดาไม่ได้เบือนหน้าหนี แม้หยาดน้ำตาจะคลอหน่วยอยู่เต็มดวงตาคู่สวย เธอเชิดหน้าขึ้นเผชิญกับปีศาจในคราบสุภาพบุรุษตรงหน้า “ถ้าคุณคิดว่าฉันวางแผนทำลายชีวิตตัวเองด้วยการเข้ามาอยู่ในกรงขังของคุณ... คุณก็เข้าใจถูกแล้ว”
คิรากรแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำแต่สั่นประสาทจนคนฟังต้องขนลุกชัน เขาผลักเธอจนร่างเพรียวบางเซถลาไปกระแทกกับชั้นวางหนังสือเก่าแก่ในห้องทำงานส่วนตัว ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะก้าวตามไปกักขังเธอไว้ด้วยวงแขนที่แข็งแกร่งราวกับโซ่ตรวน
“อย่าสำคัญตัวผิดไปนักเลยรินรดา เธอไม่มีค่าพอให้ฉันเสียเวลาวางแผนซ้อนแผนหรอก” เขาโน้มใบหน้าลงมาจนปลายจมูกแทบจะแตะกับพวงแก้มขาว “แต่สิ่งที่พ่อเธอทำไว้กับตระกูลอัครเดโช มันต่างกัน... มันคือหนี้ที่ไม่มีวันชำระหมด ต่อให้เธอต้องเอาตัวเข้าแลกทุกคืนจนลมหายใจสุดท้ายก็ตาม”
บรรยากาศในห้องทำงานที่เงียบสงัดดูจะหนักอึ้งขึ้นทันตา คิรากรผละออกมา เขากระชากเนคไทที่รัดคอออกอย่างหงุดหงิด ก่อนจะเดินไปที่ตู้เหล้าไม้เนื้อแข็ง หยิบคริสตัลแก้วทรงสวยรินบรั่นดีสีอำพันลงไปจนเกือบเต็ม
“เธออยากรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงเกลียดคำว่า ‘ครอบครัว’ นัก?” เขาถามโดยไม่หันกลับมามอง ทว่าน้ำเสียงนั้นไม่ได้มีร่องรอยของความโกรธเกรี้ยวอีกต่อไป มันกลับเต็มไปด้วยความเย็นชาที่บาดลึกยิ่งกว่า
รินรดานิ่งงัน เธอสัมผัสได้ถึงความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกที่ดูเข้มแข็ง “คุณไม่ได้เกลียดครอบครัว... คุณแค่เกลียดความทรงจำที่เกี่ยวกับมัน”
คิรากรหมุนตัวกลับมา สายตาของเขาเหม่อมองไปยังรูปภาพใบหนึ่งที่ถูกเก็บไว้ในลิ้นชักลับ เขาหยิบมันออกมาแล้วโยนลงบนโต๊ะไม้ราคาแพง ภาพนั้นเป็นภาพครอบครัวที่มีความสุข แต่ใบหน้าของสมาชิกบางคนถูกขีดฆ่าด้วยรอยปากกาสีแดงฉานอย่างโหดเหี้ยม
“คืนนั้น... ฝนตกหนักเหมือนในวันที่เธอเข้ามาหาฉันที่คฤหาสน์นี้” เขาเริ่มเล่า สายตาจับจ้องที่รูปภาพนั้น “พ่อฉันได้รับโทรศัพท์จากคนสนิทของตระกูลวงศ์วารี บอกให้เขาไปเจรจาธุรกิจที่โกดังร้างชานเมือง ท่านเชื่อใจ... เพราะท่านเห็นว่าพ่อของเธอเป็นเหมือนพี่ชาย แต่สิ่งที่ท่านได้รับกลับมาไม่ใช่การจับมือทางธุรกิจ แต่มันคือปืนลูกซองที่จ่อเข้าที่ขมับ”
รินรดาหน้าซีดเผือด เธอพอจะรู้เรื่องราวในอดีตมาบ้าง แต่ไม่เคยรู้รายละเอียดที่บีบคั้นถึงเพียงนี้
“พวกเขาไม่ได้แค่ฆ่าท่านรินรดา” คิรากรก้าวเข้ามาใกล้เธออีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้ใช้ความรุนแรง แต่เป็นนิ้วเรียวยาวที่เชยคางเธอให้สบตา “พวกเขาขังแม่ฉันไว้ในห้องที่ถูกจุดไฟเผา แล้วบังคับให้พ่อฉันนั่งดูเหตุการณ์ผ่านกล้องวงจรปิด... ท่านต้องทนฟังเสียงกรีดร้องของภรรยาตัวเองจนสิ้นใจตายไปพร้อมกับกองเพลิงนั่น”
ลมหายใจของหญิงสาวสะดุดกึก มือที่สั่นเทาของเธอพยายามจะผลักอกแกร่งออก แต่เขากลับคว้าข้อมือเธอไว้แล้วกดลงกับผนังห้องอย่างแรง แต่คราวนี้ไม่ใช่ความรุนแรงเพื่อทำลาย หากแต่เป็นการระบายความร้าวรานที่เขาสั่งสมมานับสิบปี
“พ่อของเธอไม่ได้แค่โกงเงิน แต่มันเอาชีวิตคนสำคัญที่สุดของฉันไป” คิรากรคำรามเสียงต่ำที่สั่นเครือ “แล้วเธอ... คิดว่าความตายมันจะเพียงพอต่อการชดใช้สิ่งที่พวกคนเลวอย่างพวกเธอทำไว้กับตระกูลอัครเดโชงั้นหรือ?”
เขากดริมฝีปากร้อนผ่าวลงบนซอกคอขาวเนียนอย่างหนักหน่วง ไม่ใช่ด้วยความรัก แต่ด้วยความต้องการที่จะฝากรอยตราประทับแห่งความแค้นไว้บนตัวเธอ รินรดาหลับตาแน่น กัดริมฝีปากจนห่อเลือด ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีรวนอยู่ในอก ทั้งสงสารผู้ชายตรงหน้า และทั้งเกลียดชังชะตากรรมที่ทำให้เธอต้องมาเป็นเหยื่อรองรับอารมณ์นี้
“ถ้าการที่คุณทำลายชีวิตฉัน... จะทำให้คุณลืมความเจ็บปวดนั้นได้” รินรดาเอ่ยเสียงสั่น “ก็ทำเลยคิรากร ทำลายฉันให้แหลกคามือคุณนี่แหละ!”
คิรากรชะงัก เขาสบตาหญิงสาวด้วยแววตาที่สับสนและปวดร้าวเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เขากำลังจะโน้มตัวลงไปมอบจุมพิตที่ไร้ความปรานี หากแต่เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นอย่างกระชั้นชิดกลับขัดจังหวะการทำลายล้างของเขาเสียก่อน
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
“คุณคิราครับ! เกิดเรื่องแล้วครับ... ทางโกดังท่าเรือถูกถล่ม มีคนเห็นรถของฝ่ายตรงข้ามวนเวียนอยู่แถวบ้านพักคนงาน!” เสียงของธีร์ดังแทรกผ่านเข้ามาด้วยความร้อนรน
คิรากรผละออกจากตัวรินรดาอย่างรวดเร็ว ดวงตาของเขากลับมาเย็นชาดุจน้ำแข็งอีกครั้ง เขาคว้าปืนพกที่วางอยู่บนโต๊ะมาเหน็บไว้ที่เอว ก่อนจะหันมามองรินรดาด้วยสายตาที่เดาทางไม่ถูก
เขาก้าวเข้าไปใกล้เธออีกครั้งแล้วกระซิบที่ข้างใบหูด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาเธอใจหายวูบ “คืนนี้ยังอีกยาวไกลรินรดา... อย่าเพิ่งดีใจที่ฉันต้องไปจัดการหมาขี้เรื้อนพวกนั้น เพราะทันทีที่ฉันกลับมา... เธอจะต้องชดใช้ในสิ่งที่พ่อเธอทำไว้ให้สาสมกว่าเดิมร้อยเท่า”
เขาสะบัดตัวเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้รินรดายืนตัวสั่นอยู่ในความมืดสลัว ทว่าในจังหวะที่ประตูห้องกำลังจะปิดลง เธอกลับสังเกตเห็นบางอย่างผ่านรอยแยกของประตู... เงาสีดำของใครบางคนที่ยืนรออยู่หน้าห้อง ไม่ใช่แค่ธีร์ แต่เป็นชายร่างสูงในชุดคลุมสีเข้มที่เธอจำได้แม่นว่าคือคนเดียวกับที่เคยส่งจดหมายข่มขู่เธอเมื่อเดือนก่อน!
เธอกลั้นหายใจ เมื่อชายคนนั้นหันมามองตรงมาที่ห้องที่เธออยู่ แล้วยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปาก... เป็นเชิงบอกให้เธอ ‘เงียบ’ ก่อนจะเดินตามคิรากรไปในความมืด!
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับความเจ็บปวดของพวกเขาในบทนี้นะครับ คิราห์ลวงรัก
พันธะกรงขังมลทิน (Shattered Vow of Obsession)•ตอนที่ 12
ความหลังที่เจ็บปวด
ผลงานโดย คิราห์ลวงรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คิราห์ลวงรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พันธะกรงขังมลทิน (Shattered Vow of Obsession) นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!