“ถ้าคุณยังใช้มือข้างนั้นหยิบของในเขตแดนของฉันอีกครั้ง นิ้วสวยๆ นั่นคงต้องเปลี่ยนไปใส่ปลอกเหล็กแทนนะคะ คุณนักสืบพาย”
เสียงหวานทุบทำลายความเงียบงันที่ค้างคามาจากวินาทีสบตาก่อนหน้า เรนขยับตัวถอยหลังอย่างรวดเร็วราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อต ใบหน้าที่เคยนิ่งสนิทจนเหมือนหุ่นยนต์ในตอนแรก ตอนนี้กลับมีร่องรอยความกระอักกระอ่วนฉาบอยู่บางเบา เธอแสร้งทำเป็นก้มลงจัดหน้าจอโฮโลแกรมตรงหน้าเพื่อซ่อนจังหวะการเต้นของหัวใจที่กระหน่ำรัวราวดรัมแมชชีนในอก
พายกะพริบตาปริบๆ เรียกสติที่หลุดลอยไปเมื่อครู่ให้กลับคืนมา รอยยิ้มมุมปากที่มักจะกวนประสาทถูกยกขึ้นมากลบเกลื่อนความวูบไหวในอกเมื่อครู่ มือเรียวที่เกือบจะเอื้อมไปหยิบแก้วกาแฟของอีกฝ่ายชักกลับทันทีอย่างไว้เชิง ดวงตากลมโตหรี่ลงมองเจ้าของเซฟเฮาส์ที่นั่งกอดอกแน่นหลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่
“หวงแม้กระทั่งแก้วกาแฟเลยหรือไงคะ คุณแฮ็กเกอร์? นึกว่าหวงแค่ข้อมูลลับในแล็ปท็อปเสียอีก” พายสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเจือความท้าทายที่ถูกจงใจสร้างขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนความประหม่าเมื่อครู่ “แล้วอีกอย่าง... พื้นที่แคบๆ นี่ ฉันก็จ่ายค่าเช่าทางอ้อมด้วยการช่วยคุณลบip address ของพวกองค์กรเงื่อนไขนั่นไปครึ่งค่อนวันแล้วนะคะ เผลอๆ ฉันนี่แหละคือกำแพงกันกระสุนให้คุณตัวเป็นๆ เลย”
เรนเงยหน้าขึ้นมาสบตา ปลายลิ้นดันกระพุ้งแก้มด้วยความหมั่นไส้ รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนเรียวปากสวย “ช่วยเหรอคะ? ฉันจำได้ว่าคุณเกือบจะทำแก้วกาแฟหกใส่คีย์บอร์ดราคาหลักแสนเมื่อนาทีที่แล้วต่างหากล่ะคะ ถ้าไม่เรียกว่าก่อกวินาศกรรม ฉันก็ไม่รู้จะหาคำไหนมานิยามแล้วล่ะค่ะ”
“โอ๊ะ! อย่ามากล่าวหาลอยๆ นะคะคุณเรน” พายดีดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานจนแทบจะชิดขอบไม้ ท่าทางคุกคามแบบนักสืบสาวขาบู๊ไม่ได้ทำให้แฮ็กเกอร์สาวสะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย เรนเพียงแค่เงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตานิ่งสนทนา แต่กลับสร้างแรงกดดันมหาศาลให้อีกฝ่าย “ถ้าฉันจะก่อกวินาศกรรมจริงๆ ป่านนี้เซฟเฮาส์ของคุณระเบิดเป็นจุลไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้วค่ะ ไม่มานั่งเถียงเรื่องกาแฟกับคุณหรอก”
บรรยากาศในห้องนั่งเล่นที่ถูกปรับเป็นห้องปฏิบัติการเฉพาะกิจอบอวลไปด้วยประจุไฟฟ้าแห่งความไม่ลงรอย เคมีที่พุ่งพล่านระหว่างความเย็นชาแบบไร้ช่องโหว่กับความร้อนแรงที่พร้อมชนทุกรูปแบบ ทำให้พื้นที่สี่เหลี่ยมแคบๆ นี้ดูแคบลงไปถนัดตา
เรนถอนหายใจออกมาเบาๆ เธอยกมือขึ้นเสยผมปรกหน้าลวกๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนบ้าง ความสูงที่ไล่เลี่ยกันทำให้ทั้งคู่ต้องยืนเผชิญหน้ากันในระยะประชิด กลิ่นวานิลลาอ่อนๆ จากตัวพายลอยมาแตะจมูก ปะปนกับกลิ่นกาแฟเข้มข้นที่เรนชงไว้ตั้งแต่เช้า
“โอเคค่ะ... ในเมื่อเราสองคนต้องติดแหง็กอยู่ในที่ซ่อนตัวนี่จนกว่าหน่วยล่าสังหารจะเลิกตามหาตัวเราตามข้อตกลงของกรม... เราคงต้องมาตกลง ‘กฎเหล็ก’ กันให้ชัดเจนเสียก่อนที่จะมีใครฆ่ากันตายก่อนพวกมันจะมาถึง” เรนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น ดวงตาสนเท่ห์มองสำรวจใบหน้าเนียนใสของคนตรงหน้าที่อยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ
พายหรี่ตาลงเล็กน้อยอย่างระแวดระวัง แต่ก็ยอมพยักหน้ารับ “เชิญค่ะ มาดูกันซิว่าสมองอัจฉริยะของคุณจะคิดกฎประหลาดอะไรมาจำกัดสิทธิมนุษยชนของฉันอีก”
“ข้อแรก...” เรนยกนิ้วเรียวขึ้นมาหนึ่งนิ้ว “ห้ามก้าวก่ายพื้นที่ส่วนตัว ห้ามแตะต้องข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวโดยไม่ได้รับอนุญาต... โดยเฉพาะแก้วกาแฟและแล็ปท็อป”
พายกลอกตาขึ้นฟ้าทันที “จิ๊! เรื่องแก้วกาแฟนี่ฝังใจมากสินะคะ? ได้ค่ะ! ข้อแรกผ่านไป เชิญข้อต่อไปเลยค่ะ ท่านผู้นำเผด็จการ”
“ข้อที่สอง...” เรนขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนพายต้องเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว “ห้ามซักถามเรื่องอดีต หรือขุดคุ้ยเรื่องส่วนตัวของฉันเด็ดขาด... เราเป็นแค่ ‘พาร์ทเนอร์จำเป็น’ ไม่ใช่เพื่อนสาวที่จะมานั่งปรึกษาปัญหาหัวใจหรือแชร์ความลับชีวิตวัยเด็ก”
คำพูดนั้นคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดลงบนความอยากรู้อยากเห็นของนักสืบสาว พายเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น แม้ลึกๆ จะรู้สึกเคืองกับท่าทีปิดตายนั้น แต่เธอก็เลือกที่จะยักไหล่ตอบกลับด้วยรอยยิ้มกวนๆ “อุ๊ย น่าเสียดายจังค่ะ นึกว่าจะได้นั่งจิบไวน์แล้วฟังเรื่องดราม่าเรียกน้ำตาเสียอีก... แต่ก็เอาเถอะค่ะ ฉันเองก็ไม่ได้ว่างขนาดอยากจะรู้เรื่องน่าเบื่อของคุณหรอกนะคะ”
“ดีค่ะ ถ้าเข้าใจตรงกัน...” เรนระบายยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา แต่มันกลับทรงพลังจนทำให้พายใจเต้นแรงอย่างไม่มีเหตุผล “และกฎข้อสุดท้าย... กฎที่สำคัญที่สุด”
“อะไรอีกละคะ?”
“อย่าไว้ใจฉัน...” เรนโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบชิดริมหูของนักสืบสาว เสียงกระซิบแผ่วเบาแต่กลับดังก้องกังวานอยู่ในความรู้สึกของพาย “และ... อย่าทำให้ฉันรู้สึกว่าอยากจะไว้ใจคุณ”
ลมหายใจอุ่นๆ ที่รดรินอยู่ข้างกกหูทำให้พายขนลุกซู่ไปทั้งร่าง สมองของนักสืบที่เคยประมวลผลสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว กลับหยุดชะงักลงชั่วขณะเมื่อสบเข้ากับดวงตาสีนิลที่สะท้อนเงาของเธอไว้อย่างชัดเจน ความใกล้ชิดที่เกินขอบเขตทำให้หัวใจที่มักจะเต้นเป็นจังหวะปกติ กลับรัวเร็วเสียจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน
พายกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอพยายามรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีเพื่อผลักอกอีกฝ่ายเบาๆ แล้วถอยหลังออกมาหนึ่งก้าวเพื่อเว้นระยะห่างที่อันตรายเกินไปนั้น รอยยิ้มมั่นใจถูกเรียกกลับมาประดับบนใบหน้า แม้ว่าหัวใจจะเต้นไม่เป็นจังหวะแล้วก็ตาม
“หึ... พูดเหมือนกับว่าฉันอยากจะเอาชีวิตมาฝากไว้ที่คุณนักหนางั้นแหละค่ะคุณเรน” พายเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พยายามทำเสียงให้ปกติที่สุด “จำไว้เหมือนกันนะคะ... อย่าเผลอใจมาตกหลุมพรางความสวยของฉันก็แล้วกัน ไม่อย่างนั้นฉันไม่รับประกันนะคะว่าเซฟเฮาส์แตกครั้งนี้ ใครจะเจ็บหนักกว่ากัน”
เรนหรี่ตามองคนปากเก่งที่ยังคงฟอร์มจัดไม่เลิก แววตาไหววูบชั่วขณะหนึ่งก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเรียบเฉยตามเดิม “มั่นใจในตัวเองสูงเกินไปหน่อยระวังจะสะดุดขาตัวเองล้มนะคะ คุณนักสืบ”
ทั้งสองยืนจ้องตากันราวกับจะวัดใจว่าใครจะเป็นฝ่ายหลบตาก่อน บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาดที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เคมีที่ขัดแย้งแต่กลับเร้าใจทำให้ห้องทั้งห้องราวกับมีประกายไฟสпарค์ขึ้นมาเบาๆ ในทุกวินาทีที่หายใจ
ทว่า... ในจังหวะที่ความเงียบกำลังทำหน้าที่ตอกย้ำความใกล้ชิดนั้นเอง
*กริ๊งงงงงง!*
เสียงสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินจากระบบรักษาความปลอดภัยภายนอกเซฟเฮาส์ดังสนั่นหวั่นไหว หน้าจอโฮโลแกรมทุกจอทั่วห้องเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานกระพริบถี่รัว พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนตัวโตที่ปรากฏขึ้นกลางห้อง
[Warning: Unauthorized access detected at Sector 4 - Perimeter breach confirmed]
ดวงตาทั้งคู่เบิกกว้างขึ้นพร้อมกัน ความเย้ายวนและแรงปะทะคารมเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา พายหุบยิ้มทันที มือเรียวพุ่งไปคว้าปืนพกที่เหน็บอยู่ข้างเอวขึ้นมาปลดเซฟอย่างคล่องแคล่วว่องไว ในขณะที่เรนพุ่งตัวกลับไปนั่งประจำหน้าจอหลัก นิ้วเรียวรัวแป้นพิมพ์ด้วยความเร็วแสงเพื่อดึงภาพจากกล้องวงจรปิดรอบอาคาร
หน้าจอหลักฉายภาพผ่านเลนส์อินฟราเรด ร่างของชายฉกรรจ์ไม่ต่ำกว่าห้าคนในชุดสูทสีดำสนิท กำลังเดินฝ่าความมืดตรงมายังประตูหน้าของเซฟเฮาส์อย่างเงียบเชียบ และที่น่าตกใจยิ่งกว่า... บนเสื้อโค้ทของผู้นำกลุ่มนั้น มีตราสัญลักษณ์รูปงูอัดแน่นด้วยวงจรดิจิทัลที่เรนจำได้แม่นยำว่าเป็นขององค์กรที่เธอพยายามหนีตายมาตลอดชีวิต
“พวกมันมาเร็วกว่าที่คำนวณไว้สามชั่วโมง...” เรนพึมพำด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ดวงตาสีเข้มฉายแววอันตราย “ดูท่าทาง... กฎเหล็กข้อแรกของเราคงจะได้ทดสอบเร็วกว่าที่คิดแล้วล่ะค่ะ”
พายหันมามองหน้าแฮ็กเกอร์สาว แววตาของนักสืบสาวไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย กลับมีประกายความเร้าใจและความดุดันฉายชัด เธอยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มยั่วเย้าท่ามกลางวิกฤต
“งั้นก็ดีเลยค่ะ...” พายดึงสไลด์ปืนในมือเช็คกระสุนเสียงดัง *กริ๊ก* ก่อนจะหันไปสบตาเรน “มาดูกันหน่อยซิว่า... ระหว่างกระสุนปืนของฉัน กับคีย์บอร์ดของคุณ อันไหนจะส่งพวกมันกลับนรกได้เร็วกว่ากัน!”
*ปัง!*
เสียงกระสุนนัดแรกพุ่งทะลุกระจกหน้าต่างเข้ามาอย่างไร้การเตือนล่วงหน้า เศษกระจกกระจายเกลื่อนพื้น พร้อมกับสัญญาณชีพของเซฟเฮาส์ที่ดับวูบลงเหลือเพียงความมืดมิดและเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่กำลังก้าวเข้ามาประชิดหน้าประตู!
—--------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาติดกับดักความคลั่งรักนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ! 🤍✨
เซฟเฮาส์ลับฉบับตัวแม่ กับยัยนักสืบพ่วงท้าย•ตอนที่ 3
กฎเหล็กข้อแรก: อย่าไว้ใจกัน
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับฉบับตัวแม่ กับยัยนักสืบพ่วงท้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!