ห้วงมิติเบื้องหน้าบิดเบี้ยวจนกลายเป็นรอยแยกสีดำสนิท แรงดูดมหาศาลดึงรั้งร่างของสรรพสิ่งให้ดิ่งลงสู่เหวลึกอันไร้ก้นบึ้ง ม่อเทียนอวี่หัวร่อร่าด้วยความบ้าคลั่ง เลือดสีสดไหลซึมจากมุมปากแต่แววตากลับเปล่งประกายด้วยความสะใจที่ได้เห็นความพินาศตรงหน้า
แต่ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่ความเป็นความตายทาบทับอยู่บนเส้นด้าย ปราณกระบี่สีครามบริสุทธิ์ก็พวยพุ่งขึ้นเสียดฟ้า สะท้อนแสงจันทร์ดับดิ้นจนรัตติกาลราวกับถูกผ่าออกเป็นสองซีก
*ฉึก!*
เสียงกระบี่กรีดผ่านอากาศ คมดาบของ ‘กระบี่ไร้ใจ’ ปักลงเบื้องหน้าหลี่มู่เฉินอย่างมั่นคง แรงกระแทกของลมปราณแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง ต้านทานแรงดึงดูดของรอยแยกมิติเอาไว้ได้อย่างเฉียดฉิว ดวงตาคมกริบดั่งน้ำแข็งพันปีของหลี่มู่เฉินไม่ได้กวาดมองไปที่ศัตรูผู้สร้างหายนะ แต่กลับจ้องมองร่างของศิษย์เอกที่ยืนอยู่ห่างออกไปเพียงเอื้อมมือ
เยี่ยซิงเหอหอบหายใจถี่กระชั้น เม็ดเหงื่อผุดพรายบนหน้าผากขาวซีด ปลายกระบี่ในมือสั่นระริกเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัวต่อความตายเบื้องหน้า แต่เป็นเพราะแรงปะทะทางจิตวิญญาณระหว่างเขากับผู้เป็นอาจารย์ที่ยังคงคุกรุ่นราวกับถ่านไฟใต้หิมะ
"ท่านอาจารย์... เหตุใดจึงยังไม่ลงมือปลิดชีพมันเสีย?" น้ำเสียงของเยี่ยซิงเหอแหบพร่า เจือไปด้วยรอยยิ้มหยันที่ส่งไปไม่ถึงดวงตา "หรือว่าจิตใจอันสูงส่งของประมุขยอดเขาเมฆา เกิดความลังเลขึ้นมา... ว่ามือคู่นี้ควรจะสังหารมารร้าย หรือควรจะปกป้องข้ากันแน่?"
หลี่มู่เฉินมิได้ตอบคำถามนั้นทันที ความเงียบงันระหว่างเขาทั้งสองหนักอึ้งเสียยิ่งกว่าขุนเขาไท่ซาน ปราณกระบี่รอบตัวเขายังคงหมุนวนอย่างดุดัน แต่มันกลับสะท้อนความปั่นป่วนภายในใจที่ยากจะควบคุม
"ซิงเหอ เจ้ายังดื้อรั้นไม่เปลี่ยน" หลี่มู่เฉินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบแต่เฉียบคมราวกับใบมีดที่ซ่อนในฝักไหม "วิชามารที่เจ้าฝึกฝนกำลังกัดกินเส้นชีพจรวิญญาณ หากเจ้ายังดึงดันจะใช้มันฝืนลิขสิทธิ์ฟ้าดินต่อไป อีกไม่เกินสามชั่วยาม ร่างกายของเจ้าจะแหลกสลายกลายเป็นธุลี แม้แต่เงาจิตวิญญาณก็จะไม่หลงเหลือ"
เยี่ยซิงเหอแค่นหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น เสียงหัวเราะเจือความเจ็บปวดร้าวรานที่สะสมมาแรมปี ดวงตาคู่นั้นแดงก่ำด้วยเพลิงแค้น "แหลกสลายงั้นหรือ? แล้วอย่างไรเล่า! ท่านสอนข้าเองมิใช่หรือว่า วิถีกระบี่ไร้ใจคือการตัดสิ้นซึ่งกิเลสและพันธนาการทั้งปวง ในเมื่อข้าเลือกเส้นทางนี้ด้วยตนเองแล้ว ไยท่านต้องมาทำทีเป็นห่วงใยไพร่พลนอกคอกเช่นข้าด้วย!"
"เจ้าเข้าใจความหมายของ 'ไร้ใจ' ผิดไป" หลี่มู่เฉินก้าวเท้าเข้าไปหาศิษย์รักทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกย่างก้าวกลับกดทับบรรยากาศรอบตัวให้หยุดนิ่ง "ไร้ใจมิใช่การไร้ซึ่งความรู้สึก... แต่คือการไม่ให้ความรู้สึกครอบงำจนสูญเสียหนทางที่ถูกต้อง เจ้าใช้ความแค้นบังตา ลืมเลือนแม้กระทั่งตัวตนที่แท้จริงของตนเอง"
"พอเสียที!" เยี่ยซิงเหอตวาดลั่น สะบัดข้อมือส่งคลื่นพลังมารสีม่วงดำพุ่งเข้าใส่ผู้เป็นอาจารย์อย่างไม่ลังเล "ข้าไม่ต้องให้ท่านมาสั่งสอนคุณธรรมอันใดอีกแล้ว! สิบปีที่ข้าต้องทนอยู่ใต้เงาของท่าน ข้าเรียนรู้เพียงอย่างเดียว... นั่นคือผู้ที่อ่อนแอ จะไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเลือกโชคชะตาของตนเอง!"
*เปรี้ยง!*
คลื่นพลังกระบี่และปราณมารปะทะกันอย่างรุนแรงจนเกิดประกายไฟสว่างวาบไปทั่วทั้งหุบเขา แรงสะท้อนทำให้ร่างของเยี่ยซิงเหอเซถอยหลังไปหลายก้าว กระอักเลือดสีดำออกมาคำโต แต่เขากลับฝืนยืนหยัด เชิดหน้าขึ้นสบตาผู้เป็นอาจารย์อย่างไม่ยอมแพ้
หลี่มู่เฉินหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าศิษย์เอก ระยะห่างระหว่างพวกเขานั้นใกล้จนสามารถรับรู้ได้ถึงลมหายใจที่ร้อนผ่าว แต่วิญญาณของทั้งคู่กลับถูกกั้นด้วยกำแพงแห่งทัศนคติที่ไม่มีวันพังทลาย
"ข้าให้โอกาสเจ้าครั้งสุดท้าย..." หลี่มู่เฉินกล่าวแผ่วเบา ทว่าแววตาคู่คมกลับไหววูบชั่วขณะ "กลับเขายอดเขาเมฆากับข้า ละทิ้งวิชามารเสีย แล้วข้าจะใช้พลังตบะทั้งหมดของตนเอง หลอมโลหิตชำระล้างพิษมารให้เจ้า ต่อให้ต้องแลกด้วยอายุขัยครึ่งหนึ่งของข้าก็ตาม"
เยี่ยซิงเหอนิ่งงั้นไปชั่วขณะ ดวงตาที่เต็มไปด้วยความแข็งกร้าวฉายแววสั่นไหวอย่างรุนแรงเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ความทรงจำในวัยเยาว์ยามที่เคยร่ำเรียนวิชากระบี่ใต้แสงจันทร์ด้วยกันผุดขึ้นมาในหัว ราวกับภาพลวงตาที่แสนเจ็บปวด
แต่มันก็เป็นเพียงเสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้น...
เยี่ยซิงเหอยกยิ้มเยาะเย้ยตัวเอง แววตากลับมาเย็นชาและดุดันยิ่งกว่าเดิม "สายเกินไปแล้วท่านอาจารย์... เส้นทางของเราขาดสะบั้นลงตั้งแต่วันที่ท่านชักกระบี่เล่มนั้นใส่ข้าแล้ว"
พูดจบ เยี่ยซิงเหอก็สะบัดแขนเสื้อ ร่างของเขากลายเป็นกลุ่มควันสีดำพุ่งทะยานถอยห่างออกไปทางรอยแยกมิติที่กำลังจะปิดตัวลงอย่างรวดเร็ว
"ซิงเหอ!" หลี่มู่เฉินอุทานด้วยความตกใจ รีบทะยานร่างตามไปหมายจะคว้าตัวไว้
แต่วินาทีที่ปลายนิ้วของหลี่มู่เฉินเกือบจะสัมผัสชายเสื้อของศิษย์รัก ร่างของเยี่ยซิงเหอกลับหายลับเข้าไปในความมืดมิดของรอยแยกมิติ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ทิ้งท้ายไว้ในสายลม
*"หากอยากพบข้าอีก... ก็จงก้าวข้ามซากศพของข้าในวันประลองยุทธ์เจ็ดสำนักเสียเถอะ!"*
หลี่มู่เฉินยืนนิ่งค้างอยู่ริมขอบเหว ลมหายใจสะดุดกึก ดวงตาสองข้างมองความว่างเปล่าเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ปราณกระบี่ในมือคลายตัวลงช้าๆ พร้อมกับหยดโลหิตสีแดงฉานที่หยดลงบนพื้นหินทีละหยด... ไม่ใช่เลือดของศัตรู แต่เป็นเลือดที่ไหลรินจากฝ่ามือของเขาเองที่กำคมดาบแน่นเกินไป
ทว่า ในขณะที่หลี่มู่เฉินกำลังจะหันหลังกลับเพื่อสะสางกับม่อเทียนอวี่ที่นอนบาดเจ็บอยู่ไม่ไกล พื้นดินใต้ฝ่าเท้ากลับสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม!
ท้องนภาที่ควรจะสงบกลับถูกฉีกกระชากออกเป็นรอยแยกสีทองอร่าม พร้อมกับเสียงระฆังโบราณที่ดังสะท้อนก้องมาจากความว่างเปล่า... เสียงระฆังที่บ่งบอกถึงการตื่นขึ้นของ "สิ่งนั้น" สิ่งที่แม้แต่เหล่าเซียนผู้บรรลุธรรมยังต้องหวาดผวา
และเงาร่างปริศนาในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ผู้หนึ่ง ก็ก้าวเดินออกมาจากรอยแยกสีทองนั้นอย่างช้าๆ พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้หลี่มู่เฉินต้องชะงักงัน
"ประมุขหลี่... ท่านคิดว่าท่านเลือกเส้นทางที่ถูกต้องแล้วจริงๆ หรือ?"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับวิถีกระบี่อันร้าวรานนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะคะ
- หลิวเยี่ยนซี -
เซียนกระบี่ไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ช่วงชิงชะตา•ตอนที่ 10
รอยแยกที่ไม่อาจประสาน
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ช่วงชิงชะตา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!