"สหายสนิท... หรือศัตรูที่ซ่อนหน้า?"
น้ำเสียงของหลี่มู่เฉินเยียบเย็นราวกับน้ำค้างแข็งกลางเหมันตฤดู ปลายกระบี่ไร้ใจในมือสั่นระริกเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว หากแต่เป็นเพราะคลื่นพลังปราณอันคุ้นเคยที่แผ่ออกมาจากอักขระลับเบื้องหลังป้ายวิญญาณนั้น มันคือลายมือที่เขาเคยร่วมดื่มสุราใต้แสงจันทร์ด้วยกันมานับร้อยปี ลายมือของ ‘มู่หรงเฉิง’ เจ้าสำนักสวรรค์เร้นลับผู้ล่วงลับ!
วิหารร้างแห่งนี้ไร้ซึ่งสรรพเสียง มีเพียงเสียงคบเพลิงที่มอดไหม้จนเกิดประกายไฟปะทุ ‘เปรี๊ยะ... ปรั๊ะ...’ ท่ามกลางความมืดมิดที่กลืนกินทุกสรรพสิ่ง เยี่ยซิงเหอที่ยืนอยู่เบื้องหลังในระยะประชิดไม่แม้แต่จะขยับกาย นางแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่เจือด้วยความเย้ยหยันและรอยร้าวลึกในดวงตาคู่คม
"ท่านประมุขผู้สูงส่ง... ท่านยังเชื่อมั่นในคำว่ามิตรภาพอยู่อีกหรือ?" เยี่ยซิงเหอก้าวเข้ามาใกล้จนกลิ่นอายโลหิตและกลิ่นดอกเหมยจางๆ จากตัวนางลอยแตะจมูกหลี่มู่เฉิน นัยน์ตาคู่ระหงทอประกายวับวามดั่งอสรพิษในพงหญ้า "บางที... คนที่ท่านคิดว่ารู้จักดีที่สุด อาจเป็นคนเดียวกับที่ถือกระบี่แทงข้างหลังท่านในยามที่ท่านไร้เรี่ยวแรงที่สุดก็เป็นได้"
ฉับพลัน! อักขระบนป้ายวิญญาณพล Lกเปล่งแสงสีม่วงเข้มออกมาวابวับ อากาศภายในวิหารบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น ค่ายกลมายาที่ถูกซ่อนไว้ใต้พื้นศิลาโบราณทำงานขึ้นพร้อมกันอย่างไร้สุ้มเสียง เงาร่างนับร้อยพุ่งทะยานออกมาจากความมืดมิดรอบทิศทาง พวกมันไม่ใช่ภูตผีหรือมนุษย์ แต่เป็นหุ่นเชิดปราณโลหิตที่สลักหน้ากากรูปมารกระบี่—เคล็ดวิชาต้องห้ามที่สูญหายไปจากยุทธภพเมื่อสามร้อยปีก่อน!
หลี่มู่เฉินหรี่ตาลง ปราณกระบี่ไร้ใจระเบิดออกรอบกายจนเสื้อคลุมสีขาวสะบัดพริ้วราวกับเทพเซียนผู้เกรี้ยวกราด "คิดจะใช้ภาพลวงตาในอดีตมาบั่นทอนจิตใจข้า งั้นหรือ?"
เขาสะบัดข้อมือเพียงครั้งเดียว คลื่นกระบี่สีครามพุ่งแหวกอากาศออกไปเป็นวงกว้าง เกิดเสียงระเบิดกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่น หุ่นเชิดปราณโลหิตแถวแรกแหลกสลายกลายเป็นผุยผงในพริบตา ทว่า... เศษซากที่แตกกระจายเหล่านั้นกลับไม่หายไป พวกมันหลอมรวมเข้ากับหมอกควันสีม่วงที่ลอยตลบอบอวลอยู่รอบวิหาร จนกระทั่งกลิ่นอายอันคุ้นเคยสายหนึ่งโชยเข้าจมูกของหลี่มู่เฉิน — กลิ่นอายของ ‘สำนักยอดเขาเมฆา’ ในวันที่เกิดโศกนาฏกรรมนองเลือดเมื่อสิบปีก่อน!
ภาพเบื้องหน้าของหลี่มู่เฉินบิดเบี้ยววับแวม แสงไฟจากคบเพลิงแปรเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงสีชาดที่ลุกโชนท่วมตำหนักหลัก ศิษย์ร่วมสำนักนับร้อยกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ล้มตายระเนระนาดอยู่บนพื้นหินที่ย้อมไปด้วยเลือดสดๆ และในวินาทีนั้นเอง... ร่างของเด็กชายคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางกองเพลิง เด็กชายผู้มีดวงตานองด้วยน้ำตาและเต็มไปด้วยความแค้น—เยี่ยซิงเหอในวัยเยาว์ ที่กำลังถือกระบี่อาบเลือดพุ่งตรงเข้ามาหาเขา!
"อาจารย์... เหตุใดจึงทอดทิ้งข้า?" เสียงร่ำไห้ปนความแค้นดังก้องอยู่ในโสตประสาทของหลี่มู่เฉิน หัวใจที่เคยด้านชาราวกับหินผาถูกกระชากอย่างรุนแรงจนเจ็บแปลบ ปราณกระบี่ในกายปั่นป่วนจนลมหายใจสะดุด นี่คือค่ายกลจิตมารที่ดึงเอาความทรงจำอันเจ็บปวดและตราบาปในอดีตขึ้นมาทรมานผู้บำเพ็ญเพียรให้ธาตุไฟเข้าแทรก!
"อาจารย์!"
เสียงเรียกอันร้อนรนของเยี่ยซิงเหอตัวจริงดังขึ้นจากเบื้องหลัง หลี่มู่เฉินรู้สึกได้ถึงสัมผัสอบอุ่นที่แตะลงบนหัวไหล่ แต่วิญญาณของเขากลับติดอยู่ในห้วงภาพลวงตา นัยน์ตาสีดำสนิทเริ่มมีเส้นโลหิตสีแดงฉานสายหนึ่งพาดผ่าน ปราณกระบี่ไร้ใจที่เคยควบคุมได้ดั่งใจเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีดำทมิฬ พลังหยินและหยางในตันtian (จุดตันเถียน) ตีรันฟันแทงกันอย่างบ้าคลั่ง
"ถอยไป..." หลี่มู่เฉินเค้นเสียงลอดไรฟัน ร่างกายสั่นเทาด้วยความพยายามที่จะควบคุมสติ "นี่เป็นภาพมายา... เจ้าไม่ใช่..."
"ข้าคือใครไม่สำคัญ!" เยี่ยซิงเหอกัดฟันกรอด นางตวัดกระบี่ประจำตัวเข้าปะทะกับคลื่นปราณมารที่กำลังแผ่ออกมาจากร่างของหลี่มู่เฉิน แรงสะท้อนทำให้ร่างบางกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว กระอักเลือดคำโตออกมาสดๆ แต่ดวงตากลับแน่วแน่ไม่มีความหวาดกลัว นางรู้ดีว่าหากหลี่มู่เฉินพ่ายแพ้ให้กับค่ายกลนี้ วิญญาณของเขาจะแตกสลาย และความแค้นทั้งหมดที่มีก็จะไม่ได้รับการชำระสะสางอย่างแท้จริง!
เยี่ยซิงเหอพุ่งทะยานเข้าไปประชิดตัว มือเรียวบางคว้าข้อมือของหลี่มู่เฉินไว้แน่น ปลดปล่อยพลังปราณบริสุทธิ์ของตนเองถ่ายเทเข้าไปเพื่อกดขี่ไอ1มารที่กำลังกัดกินจิตใจของเขา "ตั้งสติเสีย! หลี่มู่เฉิน! ท่านคือประมุขผู้ไร้พ่าย จะมาตกตายอยู่ในกลลวงตื้นๆ เช่นนี้ไม่ได้!"
สัมผัสจากปลายนิ้วของนางผสานเข้ากับไออุ่นที่คุ้นเคย กระชากหลี่มู่เฉินหลุดพ้นจากภาพหลอนอันโหดร้ายในอดีต นัยน์ตาสีแดงฉานค่อยๆ กลับคืนสู่ความดำสนิทอันลุ่มลึก เขาหอบหายใจหนักหน่วง เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มกรอบหน้าคมคาย ขณะที่เงยหน้าขึ้นสบตากับเยี่ยซิงเหอที่ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด
ทว่า... ก่อนที่ทั้งสองจะได้ทันตั้งตัว พื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าก็ยุบตัวลงเสียงดังสนั่นหวั่นไหว!
อักขระลับบนป้ายวิญญาณของมู่หรงเฉิงระเบิดแสงเจิดจ้าเสียดแทงฟ้า พร้อมกับปรากฏร่างของเงาลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่ง ก้าวออกมาจากความว่างเปล่าอย่างเชื่องช้า พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าที่สะท้อนก้องไปทั่ววิหารร้าง—
"ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง... อาจารย์กับศิษย์ผู้ทรยศ ที่แท้ก็มีความรู้สึกผูกพันลึกซึ้งถึงเพียงนี้... แต่อย่าลืมสิว่า ประตูแห่งความเป็นจริง... ถูกปิดตายลงแล้ว"
หลี่มู่เฉินเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเงาดำนั้นค่อยๆ เปิดผ้าคลุมหน้าออกเผยให้เห็นใบหน้าที่ควรจะตายไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน... ใบหน้าของมู่หรงเฉิงที่ยกยิ้มอย่างเยือกเย็น พร้อมกับกระบี่ในมือที่จ่อตรงมายังหัวใจของเยี่ยซิงเหอ!
หวังว่ารี้ดเดอร์ทุกท่านจะร่วมลุ้นและดำดิ่งไปกับชะตากรรมอันซับซ้อนของเขาทั้งสองในตอนต่อไปนะคะ!
เซียนกระบี่ไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ช่วงชิงชะตา•ตอนที่ 7
รัตติกาลลวงตา
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ช่วงชิงชะตา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!