กลีบดอกไม้สีเลือดที่ร่วงหล่นโปรยปรายราวกับหิมะอาบยาพิษ ยังคงทิ้งกลิ่นอายอับชื้นของคาวเลือดจางๆ ไว้ในอากาศ ประมุขหลี่มู่เฉินไม่ได้ขยับกายแม้แต่น้อย ปลายกระบี่ไร้ใจในมือยังคงชี้ตรงไปยังจุดที่ร่างของเยี่ยซิงเหอสลายหายไป ไอร้อนระอุจากปราณกระบี่หลอมละลายเกล็ดน้ำค้างบนพื้นศิลาจนระเหยเป็นไอขาวโพลนตัดกับความหนתเหน็บของยอดเขาเมฆา
บุคคลในชุดคลุมสีทองอร่ามปักลวดลายพญามังกรห้ากรงเล็บก้าวออกมาจากรอยแยกมิติที่ยังคงบิดเบี้ยว ดวงตาคู่นั้นทอประกายลึกล้ำราวกับห้วงเหวแห่งกาลเวลา รอยยิ้มที่ประดับอยู่บนมุมปากช่างเย็นเยียบและเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง
"หึ... สมกับที่เป็นเซียนกระบี่ผู้ตัดขาดทุกสายสัมพันธ์ ความเร็วในการตอบสนองเมื่อครู่ แม้แต่ศิษย์รักผู้ทรยศของท่านก็ยังเกือบเอาชีวิตไม่รอด" เสียงทุ้มต่ำกังวานดั่งระฆังทองสำริดดังสะท้อนไปทั่วหุบเขา
หลี่มู่เฉินปรายตามองผู้มาเยือน นัยน์ตาคู่คมปลาบดุจคมกระบี่ไม่ได้สะท้อนความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มีเพียงความเย็นชาที่ทวีความเข้มข้นขึ้น "เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงต้องช่วยชีวิตเขา หรือเบื้องหลังความโกลาหลทั้งหมดในยุทธภพนี้ มีเงาหัวมังกรเน่าเฟะของสำนักเซียนสวรรค์คอยบงการอยู่เบื้องหลัง?"
บุรุษชุดทองหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก้าวเท้าเดินวนรอบร่างของหลี่มู่เฉินช้าๆ ราวกับพญาเสือตะปบเหยื่อที่อยู่ในกำมือ "ประมุขหลี่ใจร้อนเกินไปแล้ว ของล้ำค่าบางอย่าง... เมื่อถูกฝังกลบไว้ใต้ดินลึกนับพันปี ย่อมเน่าเฟะและส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งเป็นธรรมดา ท่านคิดว่า 'กระบี่ไร้ใจ' ของท่านบริสุทธิ์ผุดผ่องไร้รอยด่างพร้อยจริงหรือ? ลองเงยหน้าขึ้นมองภาพสลักบนผนังศิลาเบื้องบนนั้นสิ... บางที ความจริงที่ท่านตามหามาตลอดร้อยปี อาจถูกสลักไว้ด้วยเลือดของคนที่ท่านรักที่สุด"
สิ้นคำพูด ร่างในชุดทองก็ระเบิดออกเป็นละอองแสงสีทองคำพราวระยับแล้วเลือนหายไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว และคำพูดที่กรีดแทงลงไปในหัวใจของมู่เฉินราวกับลิ่มน้ำแข็ง
หลี่มู่เฉินหันขวับกลับไปมองผนังศิลาโบราณด้านหลัง ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามสูงสุดของยอดเขาเมฆา ที่ซึ่งตำนานการบรรลุธรรมของบรรพบุรุษถูกบันทึกไว้ ดวงตาคู่คมกวาดมองอักขระโบราณที่สลักเรียงรายอย่างคุ้นเคย แต่วันนี้... เมื่อเพ่งพินิจด้วยจิตปราณที่ละเอียดอ่อนขึ้น เขากลับพบความผิดปกติที่ถูกอำพรางไว้ด้วยค่ายกลลวงตา
นิ้วเรียวยาวดุจหยกสลักยกขึ้นวาดอักขระกลางอากาศ พลังปราณสีฟ้าครามพุ่งเข้ากระแทกผนังศิลาเสียงดังสนั่น *ตูม!*
ชั้นศิลาภรณ์ที่เคลือบด้วยอาคมโบราณกาลกะเทาะร่วงหล่นลงมา เผยให้เห็นรอยจารึกที่ถูกสลักทับซ้อนขึ้นใหม่อย่างแนบเนียนเพื่อปกปิดข้อความที่แท้จริง ดวงตาของมู่เฉินหรี่ลงเล็กน้อย ลมหายใจสะดุดไปวูบหนึ่ง เมื่ออักขระที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าคือบันทึกเหตุการณ์ในคืนวันพิธีชำระจิตเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน—วันที่เขาต้องลงมือสังหารอาจารย์และพี่น้องร่วมสำนักด้วยมือตนเองเพื่อปกป้องสำนักเซียน
ทว่า... เนื้อความในบันทึกที่แท้จริงกลับระบุไว้ชัดเจนว่า *'ผู้ที่ใช้ค่ายกลโลหิตกลืนวิญญาณหาใช่กบฏ... หากแต่เป็นผู้ถือครองกระบี่ไร้ใจในรุ่นก่อน ผู้ซึ่งจำเป็นต้องสังหารผู้บริสุทธิ์เพื่อหล่อเลี้ยงเคล็ดวิชาต้องห้าม!'*
"ไม่... เป็นไปไม่ได้!" หลี่มู่เฉินพึมพำออกมาเบาๆ ร่างสูงสง่าเซถอยหลังไปครึ่งก้าว ความทรงจำอันเลือนรางในอดีตที่เขาเคยเชื่อมั่นมาตลอดชีวิตพังทลายลงในพริบตา ภาพวาดในหัวหมุนวนสลับซับซ้อน ศิษย์อาจารย์ที่ล่วงลับเคยกล่าวเตือนอะไรก่อนสิ้นใจ? มือที่ถือกระบี่สั่นเทาเล็กน้อย ความเย็นยะเยือกไม่ได้มาจากอากาศหนาวเหน็บภายนอก หากแต่มาจากความมืดมิดที่กัดกินหัวใจจากภายใน
ทำไมเขาจึงจำเหตุการณ์ในคืนนั้นไม่ได้ทั้งหมด? ทำไมความทรงจำช่วงรอยต่อระหว่างการบรรลุขั้นเซียนกระบี่ไร้ใจจึงว่างเปล่าราวกับถูกลบเลือนด้วยฝีมือของใครบางคน?
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าแผ่วเบาแต่หนักแน่นดั่งเหยียบลงบนแผ่นน้ำแข็งก็ดังขึ้นจากเบื้องหลัง ความกดดันอันคุ้นเคยแผ่ซ่านเข้ามาพร้อมกับกลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยป่าที่เยี่ยซิงเหอมักจะพกติดตัวเสมอ
"ท่านเพิ่งจะรู้ตัวเอาป่านนี้... ไม่คิดว่ามันสายเกินไปหน่อยหรือ ประมุขหลี่?"
หลี่มู่เฉินสะท้านเฮือก หันกลับไปมองทันที ปลายกระบี่สั่นระริกด้วยแรงอารมณ์ที่ยากจะควบคุม ภาพของเยี่ยซิงเหอยืนไขว้มืออยู่บนยอดผา ลมหนาวพัดโบกชายเสื้อสีดำสนิทสะบัดพลิ้ว ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาไร้ความรู้สึก แต่ในแววตาคู่นั้นกลับมีความเจ็บปวดร้าวรานที่ซ่อนเร้นไว้ภายใต้รอยยิ้มเย้ยหยัน
"ซิงเหอ... เจ้ารู้อะไรมา?" มู่เฉินเอ่ยถาม น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เคยราบเรียบมาตลอดกลับสั่นเครือเล็กน้อย
เยี่ยซิงเหอย่างสามขุมเข้ามาใกล้ ปลายกระบี่ไร้ใจจ่อติดกับอกเสื้อของเขาโดยที่เจ้าตัวไม่แม้แต่จะหลบเลี่ยง แววตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตาของอาจารย์ผู้สูงส่ง "ข้าู้อะไรน่ะหรือ? ข้ารู้ว่าคนที่ฆ่าครอบครัวของข้า... คนที่ทำลายเผ่าพันธุ์มารจนสิ้นซาก... และคนลบความทรงจำของท่าน ก็คือตาทฒ่าผู้เป็นเจ้าสำนักคนก่อนที่ท่านเคารพรักนักหนานั่นอย่างไรเล่า!"
ราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจกลางหุบเขาเมฆา หลี่มู่เฉินเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งทื่อดุจถูกสาปให้กลายเป็นหิน ความจริงอันโหดร้ายและบิดเบี้ยวถูกกระชากหน้ากากออกจนหมดสิ้น ทว่าก่อนที่เขาจะได้เอ่ยคำใดออกมา ท้องฟ้าเบื้องบนก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด เมฆดำทะมึนก่อตัวหมุนวนเป็นพายุหมุนขนาดยักษ์ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังสะท้อนมาจากมิติเบื้องบน...
*ครืนนนม!*
แสงสีทองอร่ามสว่างวาบตัดผ่านความมืดมิด พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างเงานับพันที่รายล้อมยอดเขาเมฆาไว้ทั้งหมด และเงาร่างหนึ่งที่ก้าวออกมาจากใจกลางพายุ ก็คือผู้ที่ควรจะตายไปแล้วเมื่อร้อยปีก่อน—อดีตเจ้าสำนักผู้ล่วงลับ!
"ศิษย์รักของข้า... เจ้าพร้อมที่จะชดใช้บาปในฐานะ 'ภาชนะ' ของกระบี่ไร้ใจแล้วหรือยัง?"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับพันธะแห่งกระบี่และหัวใจนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
เซียนกระบี่ไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ช่วงชิงชะตา•ตอนที่ 4
รอยร้าวในคัมภีร์เซียน
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ช่วงชิงชะตา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!