"อาจารย์... หมากกระดานนี้... ท่านคิดว่าใครกันแน่ที่เป็นคนเดิน?"
คำถามนั้นยังคงลอยเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในตำหนักกระบี่เมฆา ไอร้อนระอุจากลมปราณที่แผדซ่านออกมาจากร่างทั้งสองหลอมละลายเกล็ดน้ำแข็งที่เกาะอยู่ตามบานหน้าต่างไม้แกะสลักจนหยดลงมาดั่งหยาดน้ำตา
หลี่มู่เฉินไม่ขยับเขยื้อn ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งเซียนผู้ตัดขาดจากโลกียภัทรยังคงยืนนิ่งราวกับรูปสลักหยกสลัก ภายใต้ความเยือกเย็นที่แผ่ออกมาเป็นเกราะกำบังนั้น ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า หัวใจภายใต้อกเสื้อของประมุขยอดเขาผู้ไร้ใจกำลังเต้นระรัวดั่งกลองศึกที่ถูกรัวด้วยความบ้าคลั่ง ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่จ้องมองศิษย์เอกผู้กล้าดีเข้ามาประชิดตัวในระยะที่ลมหายใจรดริน
เยี่ยซิงเหอไม่ได้ถอยหนี นัยน์ตาหงส์คู่นั้นพราวระยับด้วยประกายไฟแห่งความท้าทายและความเจ็บปวดที่ซ่อนเร้น กลิ่นอายของพิษโลหิตและกลิ่นอายจันทร์เพ็ญผสมผสานกันจนกลายเป็นเสน่หาอันตราย ปลายกระบี่ในมือของหลี่มู่เฉินยังคงจ่ออยู่ที่คอระหง แต่เยี่ยซิงเหอกลับก้าวเข้าไปอีกก้าวหนึ่ง จนคมกระบี่เฉือนผิวเนื้อจนปรากฏหยดเลือดสีชาดไหลซึมลงมาตัดกับผิวขาวราวน้ำแข็งอย่างน่าหวาดเสียว
"เจ้าบ้าไปแล้วหรือ... ซิงเหอ" น้ำเสียงของหลี่มู่เฉินแหบพร่าลงเล็กน้อย ความเยือกเย็นที่เคยรักษาไว้ตลอดหลายร้อยปีพังทลายลงในชั่วพริบตา เมื่อปลายนิ้วเรียวยาวของเยี่ยซิงเหอเอื้อมขึ้นมาแตะลงบนคมกระบี่ของเขาอย่างไม่เกรงกลัวความตาย
"ศิษย์บ้าไปนานแล้ว อาจารย์... ตั้งแต่วันที่ท่านผลักไสศิษย์ลงสู่หุบเหวแห่งความมืดมิด" เยี่ยซิงเหอยิ้มเยาะ หยาดเลือดสีชาดที่ไหลเปื้อนปลายนิ้วถูกปาดไล้ลงบนริมฝีปากของตนเองอย่างเชิญชวน "ท่านบอกว่าวิถีกระบี่ไร้ใจคือหนทางสู่ความเป็นอมตะ แต่วันนี้... ขอให้ศิษย์ได้ลองพิสูจน์ดูสักครั้งเถิด ว่าใจที่ด้านชาของเซียนผู้สูงส่งผู้นี้ จะยังคงเต้นระรัวยามที่ถูกกระชากลงมาสู่โลกาแห่งความลุ่มหลงหรือไม่!"
สิ้นคำ สายลมยามราตรีก็พัดกรรโชกโหมกระหน่ำเข้ามาในตำหนักจนเปลวเทียนดับวูบ ความมืดมิดโรยตัวเข้าปกคลุม ทว่าแสงจันทร์สีนวลที่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างกลับขับเน้นให้ร่างของทั้งสองยิ่งงดงามราวภาพวาดโบราณ
หลี่มู่เฉินสะบัดมือเพียงเบาๆ กระบี่ในมือเล่มยาวร่วงหล่นลงกระทบพื้นศิลาเสียงดังสนั่น ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะพุ่งเข้าประชิดตัวศิษย์ทรยศผู้นี้ด้วยความเร็วที่เหนือกว่าสายฟ้า มือแกร่งคว้าหมับเข้าที่เอวบางของเยี่ยซิงเหอแล้วรวบเข้าหาตัวอย่างแรงจนแผ่นหลังของอีกฝ่ายกระแทกเข้ากับเสาหยกขาวของตำหนัก
สัมผัสที่แนบชิดทำให้ลมหายใจของทั้งคู่สะดุดกัก เยี่ยซิงเหอเบิกตากว้างด้วยความคาดไม่ถึง ไม่เคยคาดคิดว่าอาจารย์ผู้เคร่งครัดในกฎระเบียบและคุณธรรมจะกล้าแสดงด้านที่ดุดันป่าเถื่อนเช่นนี้ออกมา
"เจ้าอยากลองนักมิใช่หรือ..." เสียงกระซิบของหลี่มู่เฉินชิดริมหูของเยี่ยซิงเหอ น้ำเสียงนั้นทุ้มนุ่มแต่แฝงไว้ด้วยกระแสลมปราณอันทรงพลังที่กดทับจนเยี่ยซิงเหอแทบสิ้นเรี่ยวแรง "ความรู้สึกของการตกนรกทั้งเป็น... เจ้าพร้อมที่จะรับมันแล้วหรือยัง"
ริมฝีปากที่เยือกเย็นประทับลงมาอย่างไร้ความปรานี เป็นการจุมพิตที่มิใช่ความอ่อนหวาน แต่เป็นการลงทัณฑ์ การครอบครอง และการปลดปล่อยพันธนาการทั้งหมดที่สะสมมาแรมปี เยี่ยซิงเหอส่งเสียงครางประท้วงในลำคอ ร่างกายที่เคยต่อต้านกลับอ่อนระทวยลงด้วยพิษสงแห่งพลังปราณที่หลี่มู่เฉินถ่ายทอดเข้ามาผ่านการสัมผัส รสชาติของเลือดและความหอมหวานของดอกท้อป่าผสมปนเปกันในรสจุมพิตอันเร่าร้อนและร้าวราน
มือเรียวของเยี่ยซิงเหอที่เคยถืออาวุธหมายเอาชีวิต บัดนี้กลับเปลี่ยนเป็นจิกทึ้งลงบนลาดไหล่กว้างของอาจารย์เพื่อระบายความสั่นสะเทือนที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง อาภรณ์สีขาวและสีดำร่วงหล่นกองลงบนพื้นทีละชิ้นท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องกระทบผิวกายขาวผ่องที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งการต่อสู้และรอยแผลเป็นจากอดีต
นี่ไม่ใช่ความรัก... และไม่ใช่ความเกลียดชัง
นี่คือการหลอมรวมของสองวิญญาณที่ต่างฝ่ายต่างพยายามทำลายล้างกันและกันให้สิ้นซาก แต่กลับยิ่งผูกพันกันแน่นแฟ้นยิ่งกว่าโซ่ตรวนแห่งสวรรค์
หลี่มู่เฉินซุกใบหน้าลงกับซอกคอขาวเนียนของศิษย์เอก ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดผิวเนื้อจนเยี่ยซิงเหอสะท้านเฮือก ความรู้สึกผิดบาปและความเย่อหยิ่งในฐานะเซียนถูกแผดเผาจนมอดไหม้ เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบของความเป็นมนุษย์ที่โหยหาความอบอุ่นในค่ำคืนอันหนาวเหน็บ
"อาจารย์... ท่านพ่ายแพ้แล้ว..." เยี่ยซิงเหอหัวเราะเบาๆ ทั้งน้ำตา ขณะที่มือบางลูบไล้ไปตามเส้นผมสีดำสนิทที่สยายลงเคลียแผ่นหลังเปลือยเปล่าของหลี่มู่เฉิน
หลี่มู่เฉินเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาคมกริบลึกล้ำดึงดูดวิญญาณ "ต่อให้ฟ้าดินล่มสลาย หมากกระดานนี้... ข้าก็จะเป็นผู้ทำลายมันด้วยมือของข้าเอง"
ทว่า ในวินาทีที่ความเร่าร้อนกำลังพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด เสียงระฆังโบราณจากยอดเขาไท่ซานก็ดังขึ้นสามครา—ก้องกังวานเสียดแทงฟ้าดิน!
แสงสีทองอร่ามพุ่งทะลุทะลวงหลังคาตำหนักกระบี่เมฆาลงมา พร้อมกับเงาร่างของบุคคลผู้หนึ่งที่ก้าวเหยียบย่างเข้ามาบนกลีบเมฆ พร้อมประกาศก้องด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบที่ทำให้โลการอบด้านหยุดนิ่ง
"หลี่มู่เฉิน... เจ้าทำผิดกฎสวรรค์ขั้นร้ายแรง โทษฐานสมรู้ร่วมคิดกับมารร้าย... จงยอมจำนนแต่โดยดี!"
หลี่มู่เฉินชะงัก ร่างที่กำลังทาบทับอยู่เหนือเยี่ยซิงเหอหยุดนิ่งสนิท ขณะที่เยี่ยซิงเหอหันไปมองผู้ที่มาเยือนด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นที่มุมปาก—รอยยิ้มของผู้ที่วางหมากตานี้มาตั้งแต่ต้น
หวังว่ารี้ดเดอร์ทุกท่านจะร่วมเดินทางไปกับความร้าวรานนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
เซียนกระบี่ไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ช่วงชิงชะตา•ตอนที่ 18
ค่ำคืนใต้แสงจันทร์
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ช่วงชิงชะตา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!