มิติรอบกายบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงกระซิบจากความว่างเปล่าที่ดังขึ้นก้องกังวานในโสตประสาท: *"ผู้ข้ามผ่านความตาย... ชะตากรรมเพิ่งเริ่มต้น..."*
ความเย็นเยียบของห้วงมิตินั้นแทรกซึมผ่านเนื้อผ้าและเข้ากระดูกดำ เยี่ยซิงเหอหอบหายใจถี่กระชั้น หยาดโลหิตสีชาดไหลรินจากมุมปากตัดกับผิวขาวซีดราวกระเบื้องเคลือบ เขากลืนความคาวเลือดนั้นลงคออย่างเงียบเชียบ แววตาคู่คมกริบดั่งเหยี่ยวซ่อนประกายความเจ้าเล่ห์และเด็ดเดี่ยวไว้ภายใต้ร่มเงาของค่ำคืนไร้จันทร์
แผนการขั้นแรกดำเนินไปอย่างไร้ที่ติ... แต่ราคาที่ต้องจ่ายคือการก้าวเข้าไปใกล้เงื้อมมือมัจจุราชอีกก้าวหนึ่ง
"คิดจะใช้ค่ายกลดาราผกผันสะกดรอยข้าอย่างนั้นหรือ... เจ้าสำนัก... ท่านช่างประเมินศิษย์ทรยศผู้นี้ต่ำเกินไปแล้ว"
เสียงกระซิบแหบพร่าหลุดจากริมฝีปากบางเฉียบ เยี่ยซิงเหอสะบัดแขนเสื้อ ปราณกระบี่ทมิฬพวยพุ่งออกมาปกคลุมร่างจนแทบกลืนหายไปกับความมืดมิด เขาไม่ได้ถอยหนี ทว่ากลับเลือกที่จะเดินสวนกระแสพลังกดดันมหาศาล มุ่งตรงสู่ "ตำหนักลับเมฆาควบแน่น" สถานที่ต้องห้ามใจกลางยอดเขาเมฆา ที่ซึ่งความลับดำมืดที่สุดของสำนักถูกฝังกลบไว้
เบื้องหน้าของเขาคือม่านพลังอักขระโบราณสีทองอร่ามที่แผ่ไอความร้อนระอุราวกับเปลวเพลิงสุริยัน อักขระแต่ละตัวลอยเคว้งคว้าง หมุนวนด้วยความเร็วสูง สร้างแรงกดทับจนอากาศรอบบริเวณบิดเบี้ยวเป็นคลื่น หากเป็นผู้ฝึกตนทั่วไป เพียงแค่เข้าใกล้ในระยะสตรีเดินผ่าน โลหิตในกายคงเดือดพล่านจนเส้นชีพจรแตกดับไปนานแล้ว
ทว่า เยี่ยซิงเหอกลับแย้มยิ้ม... รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเย้ยหยันต่อฟ้าดิน
เขาค่อยๆ ยกมือเรียวยาวขึ้น ปลายนิ้วเรียวชี้เป้าไปที่จุดอับของค่ายกล ซึ่งเป็นจุดที่เขาใช้เวลาแรมเดือนในการคำนวณผ่านตำราต้องห้ามที่ขโมยมา นี่คือ "เล่ห์กลแห่งกระบี่" ที่แท้จริง—ไม่ใช่การใช้กำลังทะลวงหักหาญ ทว่าเป็นการหาจุดเปราะบางที่สุดในหัวใจและจิตวิญญาณของผู้สร้าง แล้วแทรกซึมเข้าไปดั่งสายฝนที่โปรยปรายลงสู่ผืนดินแห้งผาก
"วิชากระบี่ไร้ใจ... ยิ่งไร้ใจ ไร้ความรู้สึกเท่าใด ช่องว่างย่อมกว้างใหญ่ขึ้นเท่านั้น อาจารย์... ท่านสอนข้าเองมิใช่หรือ?"
เยี่ยซิงเหอพึมพำเบาๆ พร้อมกับถ่าย
ปราณกระบี่สายหนึ่งออกจากปลายนิ้ว มันมิได้ทรงพลังเกริกไกร แต่กลับแหลมคมและเยือกเย็นราวกับเข็มพิษที่อาบด้วยความแค้น ปราณเส้นนั้นแทรกตัวผ่านช่องว่างอันน้อยนิดของอักขระทองคำราวกับงูพิษลอบเลื้อย
*ฉับพลัน!*
ม่านพลังอักขระเกิดเสียงคำรามต่ำในลำคอ คล้ายสัตว์ป่าบาดเจ็บ แสงสีทองสווกวาวโรจน์ขึ้นวูบหนึ่งก่อนจะค่อยๆ แตกสลายออกเป็นเสี่ยงๆ ดั่งกระจกที่ร้าวราน ประตูหินโบราณหนักอึ้งที่ปิดตายมานับร้อยปีค่อยๆ เคลื่อนตัวเปิดออก เผยให้เห็นไอหมอกสีเทาหม่นและกลิ่นอายโบราณที่โชยออกมาพร้อมกับความกดดันอันน่าสะพรึงกลัว
เยี่ยซิงเหอก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเข้าไปอย่างเงียบเชียบ ราวกับภูตผีที่ไร้เงา ทว่า ทันทีที่เท้าขวาแตะลงบนพื้นศิลาภายในตำหนัก บรรยากาศรอบด้านก็เปลี่ยนผันไปในพริบตา
ความมืดมิดถูกขับไล่ด้วยแสงสว่างวาบจากคบเพลิงสีครามที่ลุกโชนขึ้นเองโดยไร้ผู้จุด
กลางโถงกว้าง ปรากฏร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ปักลายเมฆาด้วยด้ายเงินสะท้อนแสงจันทร์ เส้นผมสีดำสนิททิ้งตัวยาวถึงสะโพกโดยไม่มีเครื่องประดับใดๆ ร่างนั้นยืนหันหลังให้ ทว่าแผ่นหลังตรงสง่างามราวยอดเขาค้ำฟ้าที่ไม่มีวันสลาย ทั่วทั้งร่างแผ่ไอเย็นเยียบที่ทำให้สรรพสิ่งรอบกายราวกับถูกแช่แข็งในชั่วพริบตา
หลี่มู่เฉิน...
ประมุขยอดเขาเมฆา ผู้บรรลุขั้นเซียนกระบี่ไร้ใจผู้เลื่องชื่อ ไม่ได้หันกลับมามองผู้บุกรุกแม้แต่น้อย ราวกับล่วงรู้อยู่แล้วว่าศิษย์ทรยศผู้นี้จะต้องมาเยือน
"เจ้ากล้าดียังไง ถึงได้เหยียบย่างเข้ามาในสถานที่แห่งนี้, ซิงเหอ"
น้ำเสียงทุ้มนุ่ม เย็นเยียบ และไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ใดๆ ดังขึ้น ทำลายความเงียบงัน มันเป็นน้ำเสียงที่เยี่ยซิงเหอทั้งโหยหาและเกลียดชังฝังจิตฝังใจมาตลอดหลายปี
เยี่ยซิงเหอหยุดยืนห่างออกไปเพียงสามก้าว ดวงตาทอประกายซับซ้อน เขากัดริมฝีปากแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือดอีกครั้ง หัวใจในอกเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมาจากXอก ไม่ใช่เพราะความกลัว... แต่เป็นเพราะแรงดึงดูดอันร้าวรานที่ผูกพันพวกเขาทั้งสองไว้ด้วยโซ่ตรวนแห่งความแค้นและบาปกรรม
"ข้ากล้าดียังไงงั้นหรือ?" เยี่ยซิงเหอแค่นหัวเราะเสียงต่ำ น้ำเสียงสั่นระริกด้วยแรงอารมณ์ที่อัดอั้น "ท่านขังความจริงทั้งหมดไว้หลังประตูนี้ ท่านพรากทุกสิ่งไปจากข้า... แล้วยังกล้าถามหาความกล้าจากข้าอีกหรือ อาจารย์!"
หลี่มู่เฉินค่อยๆ หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า ใบหน้าหล่อเหลาดั่งหยกสลักไร้ซึ่งความรู้สึก ดวงเนตรคู่คมสีดำสนิทลึกล้ำดั่งเหวลึก ราวกับมองทะลุปรุโปร่งถึงจิตวิญญาณที่เน่าเฟะของเยี่ยซิงเหอ
มือเรียวของหลี่มู่เฉินวางอยู่บนด้ามกระบี่วิญญาณที่เหน็บไว้ที่เอว นิ้วเรียวยาวขยับเพียงเล็กน้อย...
และในวินาทีนั้นเอง พื้นศิลาใต้เท้าของเยี่ยซิงเหอพลันแตกละเอียดเป็นจุล แรงกดดันระดับเซียนกระบี่ขั้นสูงพุ่งเข้ากดทับร่างของเขาจนกระดูกลั่นดังกรอบ ลมหายใจสะดุดติดขัด ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบลำคอไว้จนแน่นหนา
หลี่มู่เฉินก้าวเข้ามาใกล้ชิดทีละก้าว... ช้าๆ ทว่ามั่นคง แววตาของเซียนผู้ไร้ใจไร้ซึ่งความปรานี มีเพียงความว่างเปล่าที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"ศิษย์ทรยศเช่นเจ้า... สมควรถูกประหารด้วยกระบี่นี้ตั้งแต่แรกแล้ว" หลี่มู่เฉินเอ่ยเสียงเรียบ พร้อมกับนิ้วเรียวที่เริ่มขยับชักกระบี่ออกจากฝักทีละน้อย เสียงโลหิตกระทบฝักกระบี่ดังเสียดแก้วหู ราวกับเสียงกงล้อแห่งโชคชะตาที่กำลังบดขยี้ทุกสิ่ง
เยี่ยซิงเหอไม่ถอยหนี เขายืดอกรับแรงกดดันทั้งหมด แววตาฉายแววดื้อรั้นและท้าทายถึงขีดสุด มุมปากหยักยิ้มเย้ยหยันแม้ลมหายใจจะโรยริน
ทว่า... ในวินาทีที่คมกระบี่สีเงินยวดยิ่งโผล่พ้นฝักเพียงครึ่งนิ้ว และแสงประกายเจิดจ้าบาดตาพุ่งทะยานเข้าสู่กลางหน้าผากของเยี่ยซิงเหอนั้นเอง...
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนาย พร้อมกับเสียงตะโกนกึกก้องที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งยอดเขาก็ระเบิดขึ้นจากด้านนอกตำหนัก
*“ประมุข! แย่แล้วเพคะ! ค่ายกลพิทักษ์สำนักถูกทำลาย... ผู้อาวุโสสามถูกลอบสังหารสิ้นใจแล้ว!”*
หลี่มู่เฉินชะงักกึก ปลายกระบี่ที่จ่ออยู่ตรงหว่างคิ้วของเยี่ยซิงเหอหยุดนิ่งในพริบตา ดวงเนตรคมกล้าเปลี่ยนเป็นวาบประกายเย็นเยียบราวน้ำแข็งเกาะกุม
เยี่ยซิงเหอแย้มยิ้มกว้างขึ้น รอยยิ้มที่งดงามราวกับดอกไม้มรณะผลิบานในกองเลือด ก่อนที่เขาจะกระซิบข้างหูหลี่มู่เฉินด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่บาดลึกถึงวิญญาณ
*"อาจารย์... หมากกระดานนี้... ท่านคิดว่าใครกันแน่ที่เป็นคนเดิน?"*
หวังว่ารี้ดเดอร์ทุกท่านจะเพลิดเพลินและตื่นเต้นไปกับบทนี้เสมือนได้ก้าวเข้าไปยืนอยู่ท่ามกลางสมรภูมิเซียนด้วยกันนะคะ หลิวเยี่ยนซีขอขอบพระคุณทุกกำลังใจและการติดตามอย่างอบอุ่นเช่นเคยค่ะ!
เซียนกระบี่ไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ช่วงชิงชะตา•ตอนที่ 17
เล่ห์กลแห่งกระบี่
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่ไร้ใจกับศิษย์ทรยศผู้ช่วงชิงชะตา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!