"ท่าน... ท่านผู้นำอาวุโสเจ็ด...?"
เสียงครางต่ำของข้าหลุดรอดจากไรฟัน ท่ามกลางละอองฝุ่นสีเทาที่ร่วงหล่นลงมาจากเพดานหินอัคนีอันมืดทึบ เบื้องหน้าข้าคือร่างชราภาพที่ควรจะสูญสลายไปนับร้อยปีตามหน้าประวัติศาสตร์ยุทธภพ ทว่าบัดนี้ เขากลับนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นศิลาจารึกสวรรค์ ร่างกายโปร่งแสงดั่งภาพลวงตา แต่แรงกดดันจากลมปราณระดับ "ราชันย์ไร้ลักษณ์" กลับแผ่ซ่านกดทับจนกระดูกในกายของข้าและหลี่มู่เหยาแทบแหลกสลาย
"เด็กน้อย... เจ้าถือสุราหมักร้อยบุปผาของไอ้แก่จอมกวนประสาทนั่นมาสินะ..." เสียงแหบพร่าดั่งสายลมหนาวพัดผ่านซากปรักหักพัง ดังสะท้อนก้องในโสตประสาทโดยที่ริมฝีปากของผู้นำอาวุโสเจ็ดไม่ได้ขยับแม้แต่น้อย
ข้า—ไป๋เฉิน แสร้งทำเป็นยกไหสุราขึ้นจิบกลบเกลื่อนความตื่นตระหนก แม้ภายในอกหัวใจจะเต้นระรัวดั่งกลองศึก ปราณแท้จริงในจุดตันเถียนหมุนวนพลุ่งพล่านเพื่อต้านทานแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวนี้ ข้าเหลือบมองสหายร่วมทาง นางเซียนน้ำแข็งแห่งสำนักหิมะนิรันดร์ หลี่มู่เหยา ในยามนี้ใบหน้าที่เคยเยือกเย็นราวน้ำแข็งพันปีกลับซีดเผือด เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายตามขมับ เส้นผมสีดำสนิทลู่แนบแก้มเนียน นางกำลังโคจรเคล็ดวิชา 'เหมันต์นิรันดร์' อย่างสุดกำลังเพื่อพยุงกายไม่ให้ทรุดฮวบลงคุกเข่าต่อหน้าผู้อาวุโส
นี่คือเบาะแสแรกที่เราดั้นด้นติดตามมาจากคัมภีร์โบราณ และบัดนี้ เราได้ก้าวเข้ามาสู่ใจกลางของ "เมืองไร้กาลเวลา" เมืองโบราณที่ถูกลบเลือนไปจากแผนที่ยุทธภพ สถานที่ซึ่งกาลเวลาหยุดนิ่ง ผู้คนกลายเป็นหิน และความลับของบันทึกบรรพกาลกำลังรอการเปิดเผย
"ผู้อ้ว... เอ่อ ผู้อาวุโสเจ็ด" ข้าแย้มยิ้มกวนประสาทตามนิสัยที่แก้ไม่หาย แม้สถานการณ์จะคับขันเพียงใด "พวกเรามิได้มีเจตนารบกวนการจำศีลอันยาวนานของท่าน เพียงแต่บันทึกสวรรค์หน้าสุดท้าย... มันหายสาบสูญไปพร้อมกับสำนักมารโลหิตเมื่อสามร้อยปีก่อน และมีเพียงท่านเท่านั้นที่อาจล่วงรู้ว่ามันอยู่ที่ใด"
หลี่มู่เหยาปรายตามองข้าด้วยแววตาตำหนิระคนหมั่นไส้ นางคงคิดว่าในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ข้ายังคงมีอารมณ์มาหยอกเย้าเล่นหัวกับวิญญาณบรรพบุรุษผู้ทรงพลัง ทว่านางไม่รู้หรอกว่า การแสดงออกอย่างไร้ความเกรงกลัวคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดเมื่อเผชิญหน้ากับยอดฝีมือที่เหนือกว่าหลายขอบเขตพลัง
ผู้นำอาวุโสเจ็ดแค่นเสียง "หึ" ออกมาคราหนึ่ง แรงลมมหาศาลก็พัดกระโชกจนชายเสื้อผ้าของเราสะบัดรุนแรง
"ความกล้าหาญไม่เลว... สมกับที่เป็นผู้สืบทอดวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ แต่เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการจะครอบครอง 'บันทึกชะตาสวรรค์' นั้นเป็นเรื่องง่ายดายปานนั้น? เมืองไร้กาลเวลาแห่งนี้... ผู้ใดที่ก้าวเข้ามาแล้ว ล้วนต้องแลกเปลี่ยนบางสิ่งบางอย่าง... ด้วยกาลเวลาของตนเอง!"
สิ้นเสียงคำรามกึกก้อง ผนังหินโดยรอบก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ภาพวาดบนผนังถ้ำที่เคยหยุดนิ่งกลับเคลื่อนไหวได้ เหล่าทหารโบราณในชุดเกราะศิลาเริ่มขยับดาบในมือ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนับพันดังขึ้นจากความมืดมิดรอบทิศทาง พวกมันไม่ใช่หุ่นเชิดธรรมดา แต่เป็นค่ายกลสังหารโบราณที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยจิตสังหารของผู้นำอาวุโสเจ็ด!
"ระวัง!" หลี่มู่เหยาอุทานเสียงหลง ร่างระหงของนางทะยานขึ้นสู่อากาศในพริบตา กระบี่หิมะครามในมือถูกชักออกจากฝักอย่างรวดเร็ว ประกายแสงสีฟ้าใสแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง อุณหภูมิในห้องโถงลดฮวบลงจนหยาดน้ำกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในพริบตา
*ฉับพลัน!*
กระบวนท่าแรก 'เหมันต์โปรยปรายพิชิตบูรพา' ถูกปลดปล่อยออก It รัศมีพลังกระบี่เยือกแข็งพุ่งเข้าปะทะกับแนวทหารศิลาแถวหน้าที่ดาหน้าเข้ามา เสียงเหล็กกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว เศษหินและเกล็ดน้ำแข็งกระจายฟุ้งไปทั่วบริเวณ ทว่าทหารศิลาเหล่านั้นหาได้แตกสลายไม่ เมื่อพวกมันถูกแช่แข็ง ร่างกายกลับสลายกลายเป็นละอองหมอกสีเทา แล้วรวมตัวกันใหม่ในจุดอื่นอย่างไร้รอยต่อ!
"ไร้ประโยชน์..." ข้าพึมพำในลำคอ นัยน์ตาหรี่ลงอย่างใช้ความคิด ในเมืองที่กาลเวลาถูกแช่แข็งเช่นนี้ การโจมตีด้วยกายภาพย่อมไม่มีวันทำลายพวกมันได้ เพราะพวกมันมี 'เวลา' เป็นอมตะอยู่ที่นี่!
"ไป๋เฉิน! หากเจ้ายังมัวแต่ยืนดื่มสุราอยู่แบบนี้ ข้าคงต้องกลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งไปเสียก่อนจริงๆ!" หลี่มู่เหยาตวาดเสียงกร้าว ใบหน้างามชุ่มไปด้วยเหงื่อ ปราณในร่างของนางเริ่มปั่นป่วนเพราะต้องต้านทานแรงกดดันจากทั้งผู้นำอาวุโสและค่ายกลพร้อมกัน
ข้าหัวเราะในลำคอ "คุณหนูหลี่ อย่าเพิ่งใจร้อนไป... สุราดี ย่อมต้องดื่มด่ำในยามที่บรรยากาศเป็นใจ มิใช่หรือ?"
ว่าแล้ว ข้าก็สะบัดข้อมือ ไหสุราในมือซ้ายพลันปลดปล่อยไอสุราพวยพุ่งออกมาราวกับมังกรเพลิง ข้าใช้นิ้วมือขวาแทนกระบี่ วาดอักษรปราณกลางอากาศอย่างรวดเร็ว นี่คือเคล็ดวิชาที่อาจารย์ผู้ล่วงลับถ่ายทอดให้—'กระบี่สุราเมามาย ทะลวงมิติ'
*เปรี้ยง!*
ลำแสงสีทองผสมผสานกับกลิ่นอายสุราชั้นเลิศพุ่งทะยานเข้าใส่แท่นศิลาที่ผู้นำอาวุโสเจ็ดนั่งอยู่โดยตรง ปราณกระบี่อันคมกริบแหวกอากาศจนเกิดเสียงแหลมสูงน่าขนลุก ทว่าเป้าหมายของข้ามิใช่การทำร้ายผู้อาวุโส แต่เป็นการกระแทกเข้าที่จุดอับของค่ายกล—ใจกลางเงาสะท้อนของกาลเวลา!
*ตูมมม!*
แรงปะทะส่งผลให้เกิดคลื่นกระแทกสะท้อนกลับจนร่างของข้ากระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว รสชาติคาวเลือดเอ่อล้นขึ้นมาที่ริมฝีปาก ทว่าสิ่งที่แลกมาคือ ภาพลวงตาทั้งหมดในห้องโถงพลันหยุดชะงักลงชั่วพริบตา!
ในวินาทีที่ทุกสิ่งหยุดนิ่ง ดวงตาของผู้นำอาวุโสเจ็ดที่เคยว่างเปล่า กลับเปล่งประกายแสงสีชาดขึ้นมาวูบหนึ่ง เขายื่นมือเหี่ยวย่นชี้ไปยังใจกลางแท่นศิลาที่แตกออกเป็นเสี่ยงๆ เผยให้เห็นหีบห่อผ้าไหมสีดำที่ถูกผนึกไว้ด้วยยันต์อักขระโบราณ
"พวกเจ้า... มาได้แค่นี้จริงๆ หรือ..." เสียงของเขากล่าวแผ่วเบาก่อนที่ร่างโปร่งแสงจะเริ่มสลายกลายเป็นละอองแสงสีทอง "หากต้องการบันทึกชะตาสวรรค์... จงพิสูจน์ว่าพวกเจ้ามี 'เวลา' เหลือพอที่จะเดินออกจากเมืองนี้หรือไม่..."
ทันใดนั้น พื้นเบื้องล่างที่เรายืนอยู่ก็ยุบตัวลงอย่างกะทันหัน ความมืดมิดอันไร้ก้นบึงอ้าปากรอรับพวกเราทั้งสองคนลงไปสู่เบื้องล่าง หลี่มู่เหยาอุทานออกมาด้วยความตกใจ ขณะที่มือเรียวคว้าชายเสื้อของข้าไว้แน่นเพื่อเหนี่ยวรั้งไม่ให้ร่วงหล่น
ก่อนที่ร่างของเราจะดิ่งพสุธาหายไปในความมืด แสงไฟจากคบเพลิงสุดท้ายบนผนังก็ดับวูบลง พร้อมกับเสียงฝีเท้าปริศนา... และเสียงหัวเราะเยือกเย็นของใครบางคนที่ยืนอยู่ขอบเหวเบื้องบน เอ่ยกระซิบไล่หลังลงมา
*“ยินดีต้อนรับสู่บททดสอบสุดท้าย... ผู้มาเยือนจากโลกภายนอก”*
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันอุปสรรคไปกับเซียนสุราและนางเซียนน้ำแข็งนะครับ
เซียนสุรากวนบาทา กับนางเซียนน้ำแข็งผู้ฝืนชะตาฟ้า•ตอนที่ 7
เมืองไร้กาลเวลา
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุรากวนบาทา กับนางเซียนน้ำแข็งผู้ฝืนชะตาฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!