โลหิตในกายพลุ่งพล่านจนรสคาวคละคลุ้งติดปลายลิ้น ไป๋เฉินไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองเจ้าของเสียงแหบแห้งเย็นยะเยือกราวดังก้องมาจากขุมนรกผู้นั้น เขากลับยกไหสุราขึ้นกระทบกับความว่างเปล่าเบื้องหน้า ยกดื่มรวดเดียวจนหมดหยดสุดท้าย สายลมยามวิกาลพัดพาเอาไอสังหารเข้มข้นจนใบไม้รอบกายแห้งกรอบและร่วงหล่นในพริบตา
"มาช้ากว่าที่ข้าคิดไว้เสียจริง... หรือว่าสุนัขแก่เช่นเจ้า แก่จนเดินไม่ไหวต้องให้ลูกหลานพยุงมา?"
น้ำเสียงของไป๋เฉินเจือรอยยิ้มเยาะหยัน ดวงตาหรี่ลงครึ่งหนึ่งราวกับคนเมามายที่ไร้พิษภัย ทว่าทั่วร่างกลับแผ่คลื่นพลังปราณไร้รูปที่บีบอัดบรรยากาศรอบตัวจนบิดเบี้ยว หลี่มู่เหยาที่ยืนอยู่เคียงข้างพลชักกระบี่น้ำแข็งคู่กายออกครึ่งนิ้ว ประกายความเย็นเยียบแผ่ซ่านสะท้อนแสงจันทร์จนเกิดเป็นเกล็ดน้ำแข็งโปรยปราย นางเหลือบมองบุรุษข้างกายด้วยหางตา
แม้ในยามวิกฤตเช่นนี้ บุรุษผู้นี้ก็ยังคงรักษาท่าทีกวนประสาทไว้ได้ไม่เสื่อมคลาย
"ไป๋เฉิน! วันนี้คือวันตายของเจ้า สำนักมารโลหิตของพวกเราตามล่าเจ้ามาสามปีเต็ม หนี้เลือดนี้ย่อมต้องชดใช้ด้วยเลือด!"
เงาร่างสีดำทะมึนสามร่างพุ่งทะยานแหวกอากาศลงมาดั่งภูตผี ผู้นำกลุ่มคือชายชราหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว ใบหน้าครึ่งซีกถูกเผาไหม้จนอัปลักษณ์ สองมือสวมกรงเล็บกระดูกมนุษย์ที่ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนของวิญญาณอาฆาต ปราณมารพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าย้อมเมฆาให้กลายเป็นสีเลือด
หลี่มู่เหยาขยับกายเตรียมพุ่งออกไปรับมือ นางไม่ชอบความระُรื่นและวาจาเหลวไหลของไป๋เฉิน แต่ในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ นางไม่มีทางปล่อยให้คนชั่วรังแกผู้ใดต่อหน้า... โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเป้าหมายของพวกมันคือสิ่งสำคัญที่นางต้องไขว่คว้า ทว่า มือใหญ่หยาบกร้านข้างหนึ่งกลับยื่นมาแตะที่ไหล่เรียวบางของนางเบาๆ
"ช้าก่อน แม่นางหลี่... เรื่องตบตีกับสุนัขรับใช้เช่นนี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนจรจัดเช่นข้าเถอะนะกครับ" ไป๋เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องดินฟ้าอากาศ
"เจ้า... อย่าหาว่าข้าไม่เตือน ปราณมารโลหิตของพวกมันอยู่ในขอบเขตเบิกนภาขั้นสมบูรณ์แล้ว เจ้าตัวคนเดียว..." หลี่มู่เหยาขมวดคิ้วมุ่น ความเย็นชาบนใบหน้าราวกับน้ำแข็งพันปีสั่นคลอนเล็กน้อยด้วยความกังวลที่นางเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงเกิดขึ้น
"คนเดียวหรือ? ใครว่าข้าตัวคนเดียวเล่า" ไป๋เฉินหัวเราะร่วน แววตาคมกริบราวกับกระบี่ที่ซ่อนฝักมานานปีวาวโรจน์ขึ้นวูบหนึ่ง "ข้ายังมีสุราดีอีกหนึ่งไห และเหตุผลสำคัญยิ่งยวด... ที่ทำให้ข้าจำเป็นต้องร่วมเดินทางไปกับท่านอย่างไรล่ะครับ"
ฉับพลันนั้น ร่างของไป๋เฉินก็หายวับไปจากจุดเดิม ราวกับภาพลวงตา!
*เปรี้ยง!*
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหว ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์พุ่งทะยานออกจากปลายนิ้วของไป๋เฉิน ตัดผ่านความมืดมิดดั่งสายฟ้าฟาด ชายชราหน้าอัปลักษณ์ผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มมารโลหิตหน้าเปลี่ยนสีในพริบตากลีบ มันรีบยกกรงเล็บกระดูกขึ้นป้องกันอกกอดรับพลังกระบี่นั้นทันที ทว่าแรงปะทะกลับมหาศาลจนร่างชรากระเด็นถอยหลังไปไกลกว่าสิบวา พื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าแตกละเอียดเป็นจุล
"วิชา... วิชาอะไรกันนั่น!" ชายชรากระอักโลหิตสีดำออกมาคำโต ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ข้อมูลที่มันได้รับมาบอกว่าไป๋เฉินเป็นเพียงจอมยุทธ์พเนจรตกอับที่บาดเจ็บสาหัส เหตุใดพลังยุทธ์ของอีกฝ่ายจึงฟื้นฟูและน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้!
ไป๋เฉินยืนไขว่ห้ามือหนึ่งถือไหสุรา อีกมือหนึ่งใช้นิ้วชี้ต่างกระบี่ ชี้หน้าศัตรูด้วยท่าทางกวนบาทา "แก่เสียเปล่าแต่ไร้สมอง วิชาตบะกระจอกงอกง่อยเช่นนี้ ยังกล้าอาจหาญมาทวงหนี้เลือดกับข้า? กลับไปฝึกปรือใหม่อีกสักร้อยปีเถอะนะกครับ... อ้อ หรือถ้าไม่อยากกลับไป ก็ฝังศพไว้ที่นี่เลยเป็นอย่างไร?"
คำพูดนั้นสร้างความโกรธเกรี้ยวให้แก่เหล่าผู้อยู่ในขอบเขตมารโลหิตจนเส้นเลือดปูดโปน พวกมันแผดเสียงคำรามลั่น ประสานพลังกันจนเกิดเป็นพายุโลหิตมหึมาพัดถล่มผืนป่ารอบด้านให้ราบเป็นหน้ากลอง ปราณมารสีเลือดแผ่ขยายปกคลุมรัศมีร้อยลี้ กดทับสรรพชีวิตจนแทบหายใจไม่ออก
หลี่มู่เหยาพSือตาสีครามขึ้นเล็กน้อย พลังปราณเหมันต์นิรันดร์ในกายระเบิดออก น้ำแข็งสีฟ้าใสก่อตัวเป็นรูปดอกบัวยักษ์ปกป้องร่างของนางไว้ นางรู้ดีว่าหากปล่อยให้พวกมันตั้งกระบวนท่าสำเร็จ แม้แต่ตัวนางเองก็คงต้องรับมืออย่างยากลำบาก แต่นางยังไม่ทันได้ขยับ ไป๋เฉินก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังเป็นครั้งแรกในค่ำคืนนี้
"แม่นางหลี่... ท่านกำลังตามหา 'บันทึกฟ้าดิน' เพื่อฝืนชะตาของสำนักหิมะนิรันดร์ใช่หรือไม่?"
ร่างบางชะงักกุน ดั่งถูกสายฟ้าฟาดกลางศีรษะ ดวงตาคู่งามหันขวับมามองบุรุษข้างกายทันที ความลับสูงสุดของสำนักหิมะนิรันดร์... เหตุใดคนนอกเช่นเขาจึงล่วงรู้!
"เจ้าหมายความว่าอย่างไร..." หลี่มู่เหยาเค้นเสียงถาม ไอเย็นรอบตัวแผ่ซ่านจนอากาศรอบกายกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งคมกริบ
ไป๋เฉินยกย่องมุมปาก รอยยิ้มนั้นทั้งเจ้าเล่ห์และเปี่ยมด้วยเสน่ห์อันตราย เขาย่างสามขุมเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นหอมจางๆ จากกายของนาง ผสมผสานกับกลิ่นสุราที่คุ้นเคย กระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในโสตประสาท
"ข้าบอกแล้วอย่างไรล่ะครับ... ว่าเหตุผลที่ข้าต้องร่วมทางไปกับท่าน ก็เพราะว่า 'บันทึกฟ้าดิน' เล่มนั้น ข้าคือผู้เดียวในใต้หล้าที่รู้ว่ามันถูกซ่อนไว้ที่ใด และหากไม่มีข้า ต่อให้ท่านพลิกแผ่นดินหาอีกสิบชาติ ก็ไม่มีวันพบเจอหรอกนะกครับ"
ในวินาทีที่ความตึงเครียดระหว่างคนทั้งสองกำลังพุ่งถึงขีดสุด พายุโลหิตของสำนักมารโลหิตก็พัดถล่มเข้ามาถึงตัว ทว่าก่อนที่การประมือครั้งใหญ่จะปะทุขึ้น ท้องน้ายามวิกาลที่ควรจะมีดวงจันทร์ส่องแสง กลับถูกกลืนกินด้วยความมืดมิดสนิททันที
*เปรี้ยง! ครืนนน—!*
สายฟ้าสีทองอร่ามเส้นมหึมาผ่าลงมาจากนภากาศอย่างไร้ที่มา ราวกับทัณฑ์สวรรค์กำลังพิโรธ และตรงใจกลางสายฟ้านั้น เงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ ปักลายกระบี่ไขว้ด้วยด้ายสีทอง กำลังลอยตัวลงมาอย่างเชื่องช้า แรงกดดันระดับที่ทำให้แม้แต่ปรมาจารย์ยังต้องคุกเข่าแผ่ซ่านไปทั่วสารทิศ
และเสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยขึ้น ทำเอาไป๋เฉินถึงกับหุบยิ้ม ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเป็นครั้งแรก
"ไป๋เฉิน... ศิษย์น้องอกตัญญู เจ้าคิดจะหนีหนี้อาจารย์ไปถึงไหนกัน?"
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษอันท้าทายนี้ไปด้วยกันนะครับ — เซียนสุราเมามาย
เซียนสุรากวนบาทา กับนางเซียนน้ำแข็งผู้ฝืนชะตาฟ้า•ตอนที่ 3
เหตุผลที่ข้าต้องร่วมทาง
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุรากวนบาทา กับนางเซียนน้ำแข็งผู้ฝืนชะตาฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!