คมกระบี่ที่พาดผ่านลำคอไม่ได้ทำให้ไป๋เฉินรู้สึกสะท้านแม้แต่น้อย เขายังคงยกไหสุราขึ้นจิบรสมะลิป่า ปล่อยให้หยดน้ำใสไหลย้อยลงตามลำคอที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากสมรภูมิเก่า ขณะที่เสียงตะโกนก้องด้วยความแค้นของ "ไป๋เฉิน... ศิษย์น้องอกตัญญู เจ้าคิดจะหนีหนี้อาจารย์ไปถึงไหนกัน?" ยังคงสะท้อนก้องกังวานอยู่ในหุบเขาแคบแห่งนี้
เบื้องหน้าของเขาคือหน้าผาน้ำแข็งสูงชันที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบ บรรยากาศรอบกายหนาแน่นไปด้วยจิตสังหารที่กดดันจนแม้แต่นกกาบนท้องฟ้ายังไม่กล้าบินผ่าน
"หนี้อาจารย์หรือ?" ไป๋เฉินหัวเราะในลำคอ ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยอย่างเกียจคร้าน "ตาเฒ่าหนวดเฟิ้ยนั่นสอนข้าแค่สามอย่าง หนึ่งคือวิธีลักลอบดื่มสุราหลังหอคัมภีร์ สองคือวิธีวิ่งหนีตีนหมาให้เร็วกว่ากระบี่ของศัตรู และสาม... คือการไม่ก้มหัวให้ใครหน้าไหนบนฟ้าดิน หากข้าจะหนี ก็คงหนีเพื่อไปตามหาตับหมูย่างแกล้มสุราดีๆ สักไห ไม่ใช่เพราะกลัวไอ้พวกเจ้าสำนักหน้าโง่ที่เอาแต่ท่องคัมภีร์จนสมองฝ่อหรอกนะครับ"
"ปากกล้าไม่เบา!"
เงาร่างในชุดคลุมสีครามเข้มพุ่งทะยานลงมาจากยอดผา แรงกดดันจากลมปราณระดับหลอมรวมวิญญาณแผ่ซ่านจนพื้นหุบเขาร้าวราน เศษหินเกล็ดน้ำแข็งลอยเคว้งคว้างกลางอากาศด้วยแรงปะทะของพลังอันน่าสะพรึงกลัว นั่นคือศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักกระบี่เมฆา ผู้มีนามว่า "หานเฟิง" ผู้ซึ่งถือครองกระบี่เบิกนภาอันเลื่องชื่อ
ทว่า ก่อนที่กระบี่เล่มนั้นจะถึงตัวไป๋เฉิน กลับมีประกายแสงสีฟ้าครามสายหนึ่งพุ่งตัดผ่านความว่างเปล่าอย่างเฉียบคม!
*เคร้ง!*
ประกายไฟแตกกระจายดั่งดอกไม้ไฟยามค่ำคืน ร่างของหลี่มู่เหยาปรากฏขึ้นเบื้องหน้าไป๋เฉินอย่างงดงามและเย็นชา นางถือกระบี่น้ำแข็งที่หลอมขึ้นจากลมปราณเหมันต์บริสุทธิ์ ดวงตาดั่งหยกแกะสลักจ้องมองไปยังหานเฟิงด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์
"หานเฟิง เจ้ากล้าดียังไงถึงมารังแกคนของสำนักหิมะนิรันดร์ในเขตแดนรอยต่อนี้" น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งผิวน้ำในฤดูหนาว แต่กลับแฝงไว้ด้วยอำนาจที่ทำให้ผู้ฟังต้องหนาวสะท้านถึงขั้วหัวใจ
หานเฟิงชะงักฝีเท้าลง ดวงตาหรี่มองสตรีตรงหน้าด้วยความระแวง แม้เขาจะอยู่ขอบเขตที่สูงกว่าครึ่งก้าว แต่ชื่อเสียงของ "นางเซียนน้ำแข็ง" หลี่มู่เหยาแห่งสำนักหิมะนิรันดร์นั้นขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาดและเคล็ดวิชาที่ไร้ปรานี ยิ่งไปกว่านั้น นางยังเป็นผู้ครอบครองคัมภีร์บรรพกาลที่สำนักต่างๆ ต่างหมายปอง
"คุณหนูหลี่... ข้าเพียงมาทวงคืนความยุติธรรมให้กับสำนักของพวกเรา ไป๋เฉินผู้นี้ขโมยเคล็ดวิชาลับประจำสำนักไป หากปล่อยมันลอยนวล เกรงว่าชื่อเสียงของชาวยุทธย่อมเสื่อมเสีย" หานเฟิงประสานมือคารวะอย่างขอไปที แต่สายตายังคงจ้องเขม็งไปที่ไป๋เฉินซึ่งกำลังเคี้ยวเนื้อแห้งอย่างสบายอารมณ์
"ขโมยงั้นหรือ?" ไป๋เฉินแค่นAยิ้ม โยนเศษกระดูกทิ้งลงพื้น "ไอ้เคล็ดวิชา 'กระบี่ไร้เงา' อะไรนั่น ข้าใช้รองขาเตียงยังรู้สึกว่ามันโยกเยกไม่มั่นคงเลยด้วยซ้ำ หากเรียกว่าขโมย สู้เรียกว่าข้าเมตตาช่วยเผาทิ้งเพื่อไม่ให้ลูกหลานรุ่นหลังต้องตาบอดเพราะฝึกวิชาขยะๆ แบบนั้นไม่ดีกว่าหรือครับ ศิษย์พี่หาน"
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนน้ำมันราดลงบนกองเพลิง เส้นเลือดบนขมับของหานเฟิงปูดโปนด้วยความโกรธเกรี้ยว ปราณกระบี่รอบตัวระเบิดออกจนหินผาแตกละเอียดเป็นผุยผง
"ไป๋เฉิน! วันนี้ต่อให้เจ้ามีปีกบินได้ ก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือข้า!"
หานเฟิงคำรามลั่น ร่างกายพุ่งทะยานเข้าหาด้วยความเร็วเหนือแสง กระบี่เบิกนภาชักออกจากฝักเปล่งแสงสีทองเจิดจ้า ผ่าอากาศแยกออกเป็นสองเสี่ยง แรงกดดันระดับนี้หากโดนเข้าไปแม้แต่เฉี่ยวๆ ร่างกายย่อมแหลกสลายเป็นจุล
หลี่มู่เหยาขมวดคิ้วมุ่น นางก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว เตรียมประสานมือใช้วิชาเหมันต์สกัดกั้น แต่ทว่า... ไหล่ของนางกลับถูกมืออุ่นจัดของใครบางคนแตะเบาๆ
"ถอยไปก่อนเถอะครับคุณหนูหลี่..." เสียงกระซิบข้างหูของไป๋เฉินแผ่วเบา แต่กลับเปี่ยมด้วยพลังอำนาจประหลาดที่ทำให้หัวใจของนางกระตุกวูบ "สุนัขบ้าที่กำลังคลั่ง ปล่อยให้มันเห่าจนหมดแรงก่อน แล้วค่อยตบรางวัลด้วยหมัดหนักๆ สักที น่าจะสนุกกว่ากันเยอะนะครับ"
ชั่วพริบตานั้นเอง ร่างของไป๋เฉินก็หายวับไปจากจุดเดิม ปรากฏขึ้นอีกครั้งกลางอากาศเหนือร่างของหานเฟิง ไหสุราในมือถูกเหวี่ยงออกราวกับอาวุธลับ กลิ่นหอมของสุราหมักหมื่นปีฟุ้งกระจายไปทั่วหุบเขา
หานเฟิงแค่นเสียงเย้ยหยัน ตวัดกระบี่ฟันไหสุรานั้นจนแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ แต่ทว่า... หยดสุราที่กระเซ็นออกมากลับมิได้ร่วงหล่นสู่พื้น แต่มันกลับแปรเปลี่ยนเป็นอักขระโบราณนับพันตัว ล้อมรอบร่างของหานเฟิงเอาไว้ในพริบตา!
"นี่มัน... วิชาอะไรกัน!" หานเฟิงเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก เมื่อพบว่าลมปราณของตนถูกพันธนาการไว้จนแทบขยับไม่ได้
ไป๋เฉินร่อนลงยืนบนยอดกระบี่ของหานเฟิงอย่างสง่างาม มือหนึ่งถือจอกสุรา อีกมือไขว้หลัง รอยยิ้มกวนประสาทปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"วิชาที่สั่งสอนให้เจ้ารู้จักสำรวมปากไงล่ะครับ... ศิษย์พี่ใหญ่"
หลี่มู่เหยาที่ยืนมองอยู่เบื้องล่าง หัวใจเต้นระรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ นางไม่เคยเห็นวิชาประหลาดเช่นนี้มาก่อน มันไม่ใช่ลมปราณของสำนักกระบี่เมฆา และไม่ใช่พลังของสำนักหิมะนิรันดร์ แต่เป็นวิชาที่อิสระเสรี ดุดัน และทรงพลังจนน่าหวาดหวั่น ทว่าในขณะที่นางกำลังจะเอ่ยปากถามความจริงบางอย่างจากชายหนุ่ม...
*ครืนนน!*
พื้นดินใต้หุบเขาแคบสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง หมอกหนาทึบบนยอดผาพลันเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท พร้อมกับเงาร่างนับร้อยที่สวมชุดเกราะโลหิตปรากฏตัวขึ้นปิดล้อมทุกเส้นทางหลบหนี และที่น่าตกใจที่สุดคือ ผู้นำของกองกำลังลึกลับนั้นคือนางชีผู้ถือครองระฆังโลหิต บุคคลที่ควรจะตายไปแล้วเมื่อสามปีก่อน!
"ไป๋เฉิน... ในที่สุดข้าก็เจอตัวเจ้าจนได้ ส่งกระดูกมังกรมาซะ มิฉะนั้น... หุบเขานี้จะกลายเป็นหลุมศพของพวกเจ้าทั้งสาม!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านลมหนาวและกลิ่นสุรามาด้วยกัน ณ ที่นี้นะครับ
เซียนสุรากวนบาทา กับนางเซียนน้ำแข็งผู้ฝืนชะตาฟ้า•ตอนที่ 4
รอยร้าวบนแผ่นน้ำแข็ง
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุรากวนบาทา กับนางเซียนน้ำแข็งผู้ฝืนชะตาฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!