"คุณกำลังจะทำพัง ทั้งที่มันยังไม่เริ่มด้วยซ้ำ กรณ์!"
เสียงของรินรดาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบในครัวไม้เก่าแก่ เธอคว้ากระทะทองเหลืองใบเก่าที่กรณ์เพิ่งขัดจนเงาวับออกมาจากมือเขา สีหน้าของหญิงสาวจริงจังจนกรณ์ที่กำลังตั้งสมาธิอยู่กับการเตรียมเครื่องแกงถึงกับชะงัก
"ผมแค่กำลังจะคั่วพริกแกงให้หอม ผมคำนวณอุณหภูมิไว้แล้วว่า..."
"นี่ไม่ใช่ห้องครัวในโรงแรมห้าดาวที่กรุงเทพฯ นะครับ" รินแทรกขึ้น เธอวางกระทะลงบนเตาถ่านที่ไฟกำลังแดงฉาน "ที่นี่เราไม่ใช้เทอร์โมมิเตอร์ เราใช้จมูกและสัญชาตญาณ คุณต้องดมกลิ่นของพริกแห้งผสมตะไคร้ที่มันเตะจมูกขึ้นมาจนคุณจามนั่นแหละ นั่นคือสัญญาณว่ามันพร้อมแล้ว"
กรณ์ยืนนิ่ง เขาขยับแว่นสายตาพลางมองมือของหญิงสาวที่ดูคล่องแคล่วและกร้านแดดกว่าเขามากนัก ความหงุดหงิดที่เคยมีเริ่มเปลี่ยนเป็นความสงสัย เขาเป็นเชฟที่ถูกฝึกมาให้ควบคุมทุกอย่าง แต่ที่นี่... ดินและน้ำดูเหมือนจะมีกฎเกณฑ์ที่เขายังเข้าไม่ถึง
"ถ้าคุณเก่งนัก งั้นสอนผมสิ" กรณ์เอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงด้วยความท้าทาย
จังหวะนั้นเอง เสียงไม้กระทบพื้นไม้กระดานหน้าบ้านก็ดังขึ้น ป้าบัว เพื่อนบ้านผู้ดูแลสวนผักข้างๆ เดินเข้ามาพร้อมกับปิ่นโตเถาใหญ่ที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งจนกลบกลิ่นเครื่องแกงในครัวไปจนสิ้น เธอวางปิ่นโตลงบนโต๊ะไม้พร้อมรอยยิ้มที่ดูจริงใจจนคนมองรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด
"ยังไม่เสร็จกันอีกหรือพ่อคนเก่ง แม่คนดื้อ" ป้าบัวหัวเราะเบาๆ พลางเปิดฝาปิ่นโตชั้นบนออก "เห็นพวกคุณง่วนอยู่กับครัวมาครึ่งวัน เลยยก 'แกงป่าหน่อไม้ดอง' ฝีมือป้ามาให้ชิม หน่อไม้นี่เพิ่งขุดจากกอหลังบ้านเมื่อเช้า กินกับข้าวสวยร้อนๆ จะได้มีแรงทำสวนต่อ"
กลิ่นหอมของพริกแกงโขลกมือผสมกับกลิ่นเปรี้ยวอ่อนๆ ของหน่อไม้ดองและความเผ็ดร้อนของใบกะเพราป่าลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ กรณ์มองแกงในถ้วยสีเก่าๆ นั้นอย่างพินิจ สายตาของเชฟมืออาชีพกำลังวิเคราะห์ส่วนประกอบในชามด้วยความทึ่ง ทั้งรสสัมผัสของหน่อไม้ที่ดูจะกรอบและสดใหม่กว่าที่เขาเคยสัมผัสมาตลอดชีวิต
"ป้าครับ..." กรณ์เอ่ยขึ้นเบาๆ หลังตักน้ำแกงชิมคำแรก รสชาติเผ็ดร้อนที่ตามด้วยความกลมกล่อมของเนื้อปลาแม่น้ำและกลิ่นหอมของเครื่องเทศท้องถิ่นทำให้เขานิ่งไป "ทำไมมันถึงได้... สะอาดและละมุนขนาดนี้ ทั้งที่มันเป็นแกงป่าที่จัดจ้าน"
ป้าบัวยิ้มกว้าง แววตาของหญิงชราเต็มไปด้วยความเอ็นดู "ความลับมันไม่ได้อยู่ที่พริกหรือกะปิหรอกพ่อกรณ์ แต่มันอยู่ที่เราใส่ 'ใจ' ลงไปเท่าไหร่ในตอนที่เราเตรียมวัตถุดิบ ดินดี น้ำถึง พืชผักมันก็ยิ้มให้เราเอง พอคนกินได้สัมผัสความจริงใจนั้น เขาก็จะยิ้มตอบกลับมา"
รินรดาหันมามองกรณ์ แววตาของเธออ่อนลงจากการปะทะคารมเมื่อครู่ "เห็นไหมกรณ์? อาหารไม่ได้มีไว้เพื่อความสมบูรณ์แบบ แต่มันมีไว้เพื่อเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน"
กรณ์มองปิ่นโตในมือสลับกับใบหน้าของป้าบัวและความมุ่งมั่นในดวงตาของริน ความรู้สึกผิดที่เคยเกาะกินใจเขาเรื่องคุณตาเริ่มจางหายไป สิ่งที่เขามองหาในห้องครัวที่หรูหราตลอดหลายปีมานี้ แท้จริงแล้วมันถูกฝังอยู่ใต้ผืนดินที่เขากำลังยืนอยู่นี่เอง
ทว่าในขณะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปอย่างอบอุ่นนั้น เสียงรถยนต์คันหรูที่เขาคุ้นตาเป็นอย่างดีก็เคลื่อนเข้ามาจอดหน้าบ้าน เสียงประตูรถที่เปิดออกอย่างรุนแรงตามด้วยร่างของชายวัยกลางคนที่กรณ์ไม่อยากพบที่สุดในตอนนี้ก้าวลงมา เขาคือเจ้าของเครือโรงแรมที่กรณ์เคยทำงานด้วย และดูเหมือนว่าการมาของเขาครั้งนี้จะไม่ใช่การมาเยี่ยมชมเพื่อพักผ่อนอย่างแน่นอน
ชายคนนั้นเดินตรงมาที่ระเบียง สายตากวาดมองสภาพบ้านไม้เก่าๆ และปิ่นโตแกงป่าด้วยความรังเกียจก่อนจะหยุดสายตาไว้ที่กรณ์ "ผมหาตัวคุณจนเจอเสียที กรณ์... คุณคิดจริงๆ หรือว่าการมาหลบซ่อนตัวอยู่ในป่าเขาแบบนี้จะทำให้โปรเจกต์ลับที่คุณขโมยไปมันหายไปได้? คืนงานมาให้ผม เดี๋ยวนี้!"
กรณ์นิ่งงัน มือที่ถือช้อนตักแกงค้างอยู่กลางอากาศ รินรดามองชายแปลกหน้าสลับกับกรณ์ด้วยความตกใจ ขณะที่ป้าบัวเริ่มถอยห่างอย่างรู้จังหวะ บรรยากาศแห่งความสุขที่เพิ่งก่อตัวขึ้นถูกทำลายลงในพริบตา ความลับที่เขาพยายามปิดบังไว้กำลังจะถูกเปิดเผยต่อหน้าคนที่เขาเพิ่งจะเริ่มเปิดใจให้
ฟาร์มเมอร์สุขใจขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและแบ่งปันความอบอุ่นในมื้ออาหารนี้ไปพร้อมกับกรณ์และรินในตอนนี้นะครับ
กลิ่นดิน ไอฝน และปิ่นโตแห่งความสุข•ตอนที่ 8
กลิ่นหอมของแกงป่าฝีมือแม่บ้าน
ผลงานโดย ฟาร์มเมอร์สุขใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟาร์มเมอร์สุขใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลิ่นดิน ไอฝน และปิ่นโตแห่งความสุข นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!