“คุณกำลังทำลายหลักการคัดเลือกสายพันธุ์ที่ดีที่สุดนะกรณ์!”
เสียงของรินดังแทรกขึ้นท่ามกลางความเงียบในโรงเรือนไม้เก่า เธอคว้ามือที่กำลังหยิบเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดสีแปลกตาของผมเอาไว้แน่น ปลายนิ้วของเธอยังคงเปื้อนดินจากการทำงานหนักมาทั้งวัน ดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องมองผมด้วยความไม่เข้าใจอย่างรุนแรง
ผมวางเมล็ดพันธุ์ลงบนฝ่ามือที่หยาบกร้านขึ้นจากการจับจอบจับเสียม แล้วเหลือบมองใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความโกรธของริน “ผมไม่ได้ทำลายหลักการ แต่ผมกำลังทำลายความเชื่อเดิมๆ ของคุณที่ว่าเมล็ดพันธุ์ที่หน้าตาสวยงามที่สุด คือเมล็ดพันธุ์ที่ให้ผลผลิตดีที่สุดต่างหาก”
กรณ์ระวี... อดีตเชฟที่เคยคัดสรรวัตถุดิบเกรดพรีเมียมจากทั่วโลกด้วยมาตรวัดความสมบูรณ์แบบ วันนี้กลับมายืนตัวสั่นอยู่ในโรงเรือนไม้กับผู้หญิงที่ดูเหมือนจะเข้าใจธรรมชาติมากกว่าเขาหลายเท่าตัว ผมถอนหายใจยาว พยายามระงับความประหม่าที่จู่ๆ ก็ตีตื้นขึ้นมาในอก
“ในครัว... ถ้าวัตถุดิบไม่ตรงตามสเปก ผมจะโยนมันทิ้งทันที” ผมพูดเสียงเรียบแต่มั่นคง “แต่ที่นี่ คุณสอนผมเองไม่ใช่หรือว่าทุกอย่างมีจังหวะของมัน เมล็ดพันธุ์พวกนี้ที่ดูเหี่ยวแห้งและขรุขระ มันผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่าเมล็ดพันธุ์ที่ถูกปั่นหัวด้วยสารเคมีจนตัวโตสวยงามเสียอีก”
รินปล่อยมือผมช้าๆ เธอเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งไม้ “คุณมองเห็นอะไรในนั้นกันแน่ กรณ์? มันก็แค่เมล็ดที่ใกล้ตาย”
“ผมเห็นความอดทน” ผมตอบพลางหยิบเมล็ดพันธุ์เมล็ดหนึ่งขึ้นมาพินิจใกล้ๆ “ตอนที่ผมป่วย... ตอนที่ทุกอย่างในชีวิตพังพินาศ ผมก็รู้สึกไม่ต่างจากเมล็ดพันธุ์พวกนี้หรอกครับ รู้สึกเหมือนตัวเองไร้ค่าและไม่มีทางงอกเงยขึ้นมาได้อีก แต่บางที... การรอคอยให้ถึงเวลาที่เหมาะสม อาจจะเป็นทางออกเดียวที่เรามี”
รินเงียบไปนาน บรรยากาศภายในโรงเรือนมีเพียงเสียงแมลงกลางคืนที่เริ่มบรรเลงเพลงแห่งค่ำคืน ความขัดแย้งในใจของผมกับเธอค่อยๆ คลายตัวลง เหลือเพียงความเข้าใจที่ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ราวกับหยดน้ำค้างที่เกาะตัวบนใบไม้
“ถ้าคุณเชื่อมั่นในเมล็ดพันธุ์ที่ ‘ขี้เหร่’ พวกนี้ขนาดนั้น” รินเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง เธอหยิบซองเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านออกมาจากกระเป๋ากางเกง “งั้นลองนี่ดูไหม? นี่คือเมล็ดพันธุ์ที่ตาของคุณเก็บไว้ก่อนท่านจะเสีย ความจริงแล้ว... ฉันตั้งใจจะให้คุณดูนานแล้ว แต่ฉันกลัวว่าคุณจะยังไม่พร้อม”
มือของผมสั่นเล็กน้อยเมื่อรับซองกระดาษสีน้ำตาลเก่าคร่ำคร่านั้นมา กลิ่นหอมจางๆ ของดินและกาลเวลาโชยออกมาจากซอง มันไม่ใช่แค่เมล็ดพันธุ์ แต่มันคือเศษเสี้ยวของความทรงจำที่ผมทำหล่นหายไปในอดีต
ผมค่อยๆ แกะซองออก เมล็ดพืชเล็กๆ ร่วงหล่นลงบนฝ่ามือ ความเย็นของมันสัมผัสผิวหนังราวกับเสียงกระซิบจากคุณตาที่ผมเฝ้าถามหามาตลอดหลายปี “ท่านเก็บมันไว้ทำไม?”
“เพราะท่านรู้ว่าสักวันคุณจะกลับมา” รินตอบเบาๆ “และท่านรู้ว่า เมื่อถึงวันนั้น คุณจะไม่ได้มองหาความสำเร็จที่รวดเร็ว แต่คุณจะมองหาสิ่งที่มีชีวิตและมีความหมาย”
ผมหลับตาลง นึกย้อนไปถึงวัยเด็กที่เคยวิ่งเล่นในสวนกับท่าน กลิ่นดินหลังฝนตกยังคงติดจมูกเสมอมา นี่ไม่ใช่แค่การปลูกพืช แต่มันคือการเริ่มต้นซ่อมแซมหัวใจที่แตกสลายของผมด้วยมือตัวเอง
จังหวะที่ผมกำลังจะหว่านเมล็ดพันธุ์ชุดสุดท้ายลงในถาดเพาะชำ จู่ๆ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นที่หน้าประตูโรงเรือน ทั้งที่เวลานี้ไม่ควรมีใครผ่านเข้ามาในฟาร์มได้อีกแล้ว แสงไฟฉายส่องวูบเข้ามาปะทะใบหน้าของผมจนต้องยกมือขึ้นบัง
“ขอโทษทีนะพ่อหนุ่ม... แต่เมล็ดพันธุ์พวกนั้นน่ะ มันไม่ใช่ของคุณคนเดียวหรอก” เสียงชายชราคนหนึ่งดังขึ้นจากความมืด พร้อมกับร่างที่ก้าวผ่านประตูเข้ามา เผยให้เห็นรอยแผลเป็นที่คุ้นตาบนมือขวาของเขา
นั่นคือชายคนที่ผมเคยเห็นในรูปถ่ายเก่าๆ บนโต๊ะทำงานของคุณตา... ชายที่หายตัวไปพร้อมกับความลับเรื่องที่ดินผืนนี้เมื่อสามสิบปีก่อน
ฟาร์มเมอร์สุขใจขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกฟื้นผืนดินไปพร้อมกับกรณ์และรินในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้านะครับ
กลิ่นดิน ไอฝน และปิ่นโตแห่งความสุข•ตอนที่ 7
เมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง
ผลงานโดย ฟาร์มเมอร์สุขใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟาร์มเมอร์สุขใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลิ่นดิน ไอฝน และปิ่นโตแห่งความสุข นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!