"ถ้าคุณยังยืนถือตะหลิวทำหน้าเครียดเหมือนกำลังกู้ระเบิดแบบนั้น ไข่เจียวหมูสับจานนี้คงไหม้กลายเป็นถ่านก่อนที่ผมจะได้ชิมนะครับ คุณกรณ์"
เสียงใสแต่เจือแววเย้าแหย่ดังขึ้นเหนือหัว ท่ามกลางเสียงคำรามต่ำของท้องฟ้าที่อึมครึมมาตั้งแต่ช่วงบ่าย กรณ์สะดุ้งเล็กน้อย หลุดออกจากภวังค์ความคิดอันดำมืดที่กัดกินจิตใจเขามาตลอดหลายสัปดาห์ ชายหนุ่มละสายตาจากกระทะเหล็กหล่อที่เริ่มมีควันจางๆ ลอยขึ้นมา หันไปมองรินรดาที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูห้องครัว ยิ้มมุมปากด้วยแววตารู้ทันเช่นเคย
บรรยากาศในบ้านไม้ปลายนาวันนี้อบอ้าวเสียจนหายใจไม่ออก ความกดอากาศต่ำแผ่ซùmปกคลุมไปทั่วท้องทุ่ง เมฆฝนสีเทาเข้มทะมึนเคลื่อนตัวเข้ามาบดบังแสงอาทิตย์จนแทบมืดสนิท ราวกับโลกทั้งใบกำลังกลั้นหายใจรอคอยบางสิ่ง
"ผมไม่ได้เครียด ริน... แค่กำลังใช้สมาธิ" กรณ์ตอบเสียงเรียบ พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นไหว เขาตักไข่เจียวฟูหนาขึ้นจากกระทะ วางลงบนจานกระเบื้องเคลือบสีขาวที่รองด้วยใบตองสดสีเขียวเข้ม กลิ่นหอมของไข่ทอดและน้ำปลาดีลอยกรุ่นตัดกับกลิ่นอายความอับชื้นของอากาศภายนอก
"สมาธิหรือครับ หรือกำลังคิดถึงเรื่องที่คุณตาเคยสอนตอนที่คุณยังเป็นเด็กฝึกงานในครัวฝรั่งเศสระดับมิชลินกันแน่" รินรดาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่ ดวงตากลมโตคู่นั้นมองทะลุผ่านแว่นตาไร้กรอบเข้าไปถึงก้นบึ้งความรู้สึกของเขา "คุณแบกอดีตไว้หนักเกินไปแล้วนะครับกรณ์... ปลดมันลงบ้างเถอะ ก่อนที่ฟ้าจะรั่วจริงๆ"
คำพูดของเธอบาดลึกเข้าไปในความทรงจำ กรณ์กำด้ามจับตะหลิวแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ภาพความล้มเหลวในห้องอาหารหรูที่ปารีส ภาพคำตำหนิของนักวิจารณ์อาหาร และภาพเงาร่างของคุณตาที่ยืนยันให้เขากลับมาหาตัวตนที่แท้จริง ซ้อนทับกันอยู่ในหัวจนแยกไม่ออก ความรู้สึกผิดที่รักษาคำสัญญาสุดท้ายไม่ได้ยังคงเกาะกุมหัวใจของอดีตเชฟหนุ่มผู้เคยยิ่งใหญ่คนนี้อย่างไม่ยอมปล่อยวาง
ทว่า ก่อนที่เขาจะได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดเพื่อกลบเกลื่อนความอ่อนแอ สายลมกรรโชกแรงระลอกแรกก็พัดกรรโชกเข้ามาทางหน้าต่างบานเกล็ด ฝุ่นละอองจากท้องนาปลิวฟุ้ง กลิ่นเฉพาะตัวบางอย่างลอยแตะจมูก
มันไม่ใช่กลิ่นของความแห้งแล้งที่คุ้นเคยตลอดฤดูร้อน แต่มันคือ "กลิ่นดิน"
กลิ่นไอมٹیที่ระเหยขึ้นมาจากพื้นดินแห้งผากเมื่อถูกละอองน้ำฝนหยดแรกสัมผัส หรือที่ในทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า *Petrichor* และในทางจิตวิญญาณของคนทำสวน มันคือกลิ่นแห่งการชำระล้าง กลิ่นแห่งการเริ่มต้นใหม่ที่ทรงพลังที่สุด
เปาะ... แปะ...
หยาดฝนเม็ดแรกกระทบหลังคากระเบื้องยับย่น ตามด้วยเสียงซัดสาดของสายฝนที่เทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ม่านน้ำสีเทาทึบแผ่ขยายออกไปทั่วทุ่งนา กลบภาพความแห้งแล้งและต้นข้าวที่เคยเหี่ยวเฉาให้หายลับไปในพริบตา
กรณ์วางตะหลิวลงบนเคาน์เตอร์ เขาเดินช้าๆ ไปที่ระเบียงไม้ ยื่นมือออกไปรับละอองฝนที่สาดกระเซ็น ความเย็นเยียบของน้ำฝนปะทะฝ่ามือ แผ่ซ่านความสดชื่นเข้าสู่เส้นประสาทที่เคยด้านชา ความเหนื่อยล้าสะสม ความกดดันจากการทำตามความคาดหวังของคนอื่น และความเจ็บปวดจากการสูญเสีย คล้ายจะถูกสายฝนนี้ชะล้างให้ไหลซึมลงสู่ผืนดินเบื้องล่างทีละน้อย
รินรดาลุกขึ้นยืนเดินมาเคียงข้าง เธอไม่ได้พูดอะไร ปล่อยให้ความเงียบท่ามกลางเสียงฝนทำหน้าที่เยียวยา ทั้งสองยืนมองผืนนาที่กำลังดื่มกินน้ำฝนด้วยความกระหาย เม็ดฝนที่กระทบยอดข้าวขยับไหวระริกราวกับกำลังเต้นรำต้อนรับการกลับมาของชีวิต
"ธรรมชาติไม่เคยบังคับให้เรารีบร้อนเลยนะครับกรณ์" รินรดาเอ่ยขึ้นเบาๆ น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลกว่าทุกครั้ง "ดูกลุ่มดินตรงแปลงผักนั่นสิครับ มันแห้งแล้งมาเป็นเดือน แต่พอฝนมา มันก็แค่เปิดรับ แล้วยอมให้สายน้ำหล่อเลี้ยงรากฝอยที่เคยตายด้านให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง... คุณเองก็เป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องแบกรับทุกอย่างไว้บนบ่าตลอดเวลาหรอกครับ"
กรณ์หันไปมองเสี้ยวหน้าของหญิงสาว แสงสลัวจากท้องฟ้าครึ้มฝนสะท้อนนัยน์ตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยความจริงใจ หัวใจที่แข็งกระด้างมานานนับปีของเชฟหนุ่มกระตุกวูบ ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านขึ้นมาในอกอย่างประหลาด นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าการหลบหนีความวุ่นวายมาอยู่ที่นี่ อาจไม่ใช่ความพ่ายแพ้... แต่อาจเป็นการเดินทางกลับบ้านที่แท้จริง
เขากำลังจะอ้าปากเอמהตอบความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในใจ แต่แล้วเสียงเคาะประตูหน้าบ้านอย่างเร่งรีบและรุนแรงก็ดังแทรกขึ้นท่ามกลางเสียงฝน
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
ทั้งคู่หันขวับไปมองประตูไม้สักบานเก่าด้วยความตกใจ รินรดาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย เพราะในยามพายุฝนตกหนักเช่นนี้ แทบไม่มีใครออกเดินทางมาเยี่ยมเยียนกัน เว้นแต่จะมีเรื่องคอขาดบาดตาย
กรณ์สูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ก่อนจะก้าวเท้ายาวๆ ไปที่ประตู มือหนาบิดกลอนแล้วดึงประตูเปิดออกอย่างระแวดระวัง
สายฝนสาดส่องเข้ามาภายในบ้าน พร้อมกับร่างเปียกปอนของผู้มาเยือนที่ยืนหอบหายใจโยนอยู่ตรงหน้าบันได ชายสูงวัยในชุดเสื้อแจ็กเก็ตกันฝนเก่าๆ เงยหน้าขึ้นมองกรณ์ แว่นตาหนาเตอะเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำจนแทบมองไม่เห็นดวงตา แต่รอยแผลเป็นบริเวณมุมปากและแหวนเงินโบราณที่นิ้วก้อยซ้ายนั้น... ทำให้กรณ์ถึงกับผงะ ถอยหลังกรูดด้วยความตกตะลึงจนเกือบสะดุดขอบประตู
"ไม่เจอกันนานนะ... หลานชาย" เสียงแหบพร่าเอ่ยทักทายขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้โลกรอบตัวของกรณ์พังทลายลงในพริบตา
หวังว่าทุกท่านจะมีความสุขกับเรื่องราวที่ค่อยๆ เผยความลับอันคาดไม่ถึงในตอนนี้ทว่าเต็มไปด้วยกลิ่นอายความอบอุ่นนะครับ
ฟาร์มเมอร์สุขใจ
กลิ่นดิน ไอฝน และปิ่นโตแห่งความสุข•ตอนที่ 11
ฝนแรกของฤดูร้อน
ผลงานโดย ฟาร์มเมอร์สุขใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟาร์มเมอร์สุขใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลิ่นดิน ไอฝน และปิ่นโตแห่งความสุข นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!