ไอเย็นยะเยือกของสายน้ำยามพลบค่ำไม่ได้ทำให้ผิวเนื้อของกรณ์ระวีสะท้านเท่ากับวัตถุสีทึบที่สะท้อนแสงจันทร์สลัวอยู่บนโขดหินเบื้องหน้า ปิ่นโตเถาเก่าเคลือบอีนาเมลสีเขียวขี้ม้า—รอยบุบที่มุมขวาด้านล่างนั้นเกิดจากการทำตกเมื่อครั้งช่วยคุณตาขนฟืนเข้ายุ้งฉางเมื่อสิบปีก่อน ไม่มีทางเป็นของเลียนแบบ และไม่มีทางที่ใครจะเก็บบันทึกร่องรอยความทรงจำนี้ไว้ได้ นอกจากเจ้าของรอยแผลเป็นที่ฝ่ามือซ้ายคนนั้น
"คุณไม่ได้ตาฝาดไปหรอกครับ..." เสียงฝีเท้าเบาหวิวพร้อมกับเงาร่างโปร่งที่ก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างทำให้กรณ์ต้องสูดลมหายใจเข้าลึก รินรดาไม่ได้ส่งยิ้มกวนประสาทอย่างเคย ดวงตาคมกริบภายใต้แสงเงาไม้ไหวด้านหลังฉายแววระมัดระวังและเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน "ฉันพยายามตามหาประวัติการโอนที่ดินแปลงนี้ย้อนหลังสิบปี... และเพิ่งค้นพบว่ามันไม่เคยถูกเปลี่ยนมือตั้งแต่คืนที่เกิดเพลิงไหม้ครั้งนั้น"
กรณ์ไม่ตอบ สายตาของเขาจดจ้องอยู่ที่เถาปิ่นโตซึ่งตั้งเด่นเป็นสง่าราวกับคำประกาศิตจากหลุมศพ หัวใจที่เคยด้านชาและสงบนิ่งราวกับผืนนาหลังเก็บเกี่ยวกลับมาเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจนิยาม—ความหวาดกลัว ความโหยหา และความสับสนที่ตีรวนจนแยกไม่ออกว่าสิ่งใดคือความจริง สิ่งใดคือภาพลวงตาจากอดีตที่ตามมาหลอกหลอน
นิ้วเรียวยาวสั่นเทาเล็กน้อยยามเอื้อมไปหยิบปิ่นโตเถาходилขึ้นมาจากพื้นผิวหินที่ชื้นน้ำค้าง น้ำหนักของมันเบาหวิวราวกับไม่มีอะไรอยู่ข้างใน แต่ทว่ากลับหนักอึ้งในความรู้สึก เมื่อฝาปิ่นโตชั้นบนถูกบิดออกด้วยความยากลำบาก กลิ่นอายบางอย่างก็โชยปะทะนาสิก กลิ่นที่ไม่ควรจะหลงเหลืออยู่ กลิ่นของขิงแก่ทุบสด รากผักชี และซีอิ๊วขาวหมักโบราณจากร้านโชห่วยท้ายหมู่บ้าน—กลิ่นเดียวกับมื้อสุดท้ายที่เขากินร่วมกับ 'เธอ' ก่อนที่โลกทั้งใบจะแหลกสลายลงในเปลวเพลิง
"ในนั้น... มีอะไรหรือเปล่าครับ?" รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก โน้มตัวเข้ามาใกล้ด้วยความระแวดระวัง
"กระดาษแผ่นหนึ่ง..." กรณ์หยิบแผ่นกระดาษสาหยาบๆ ที่ชุ่มไอน้ำขึ้นมา ตัวหนังสือเขียนด้วยหมึกซึมสีดำที่เริ่มเลือนราง แต่ลายมือเส้นตวัดเฉียบคมนั้นกรีดลึกลงไปในความทรงจำของเขา *'ปลาตัวนี้สดเกินกว่าจะปล่อยให้ตายอย่างโดดเดี่ยว... กลับมาทำให้มันมีชีวิตชีวาอีกครั้งสิ กรณ์ระวี'*
คำท้านั้นไม่ใช่เสียงสะท้อนจากคนตาย แต่เป็นเสียงของคนที่จงใจซ่อนตัวอยู่ในเงามืด และกำลังรอเวลาให้เขาเดินกลับเข้าไปในกรงขังแห่งอดีตด้วยความสมัครใจ
---
แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันก๊าดบนโต๊ะไม้สักเก่าๆ ส่องกระทบเนื้อปลากะพงขาวนวลที่เพิ่งขึ้นจากแม่น้ำเมื่อยามบ่าย กรณ์ยืนนิ่งอยู่หน้าเขียงไม้ไผ่ ลมหายใจเข้าออกถูกปรับให้สม่ำเสมอเพื่อขับไล่ความสั่นไหวในอกออกไป ในฐานะอดีตเชฟอาหารฝรั่งเศส มือของเขาถูกฝึกให้ควบคุมทุกรายละเอียดด้วยความแม่นยำระดับมิลลิเมตร แต่ในเวลานี้ มีเพียงความนิ่งงันของธรรมชาติรอบตัวและเสียงจิ้งหรีดเรไรรอบบ้านสวนเท่านั้นที่เป็นพยานในการเคลื่อนไหว
รินรดานั่งกอดอกพิงขอบประตูครัว ดวงตาสีเข้มมองดูแผ่นหลังกว้างที่ตึงเครียดของชายหนุ่มโดยไม่เอ่ยคำขัดจังหวะ เธอย่อมรู้ดีว่าเวลานี้กรณ์ไม่ได้กำลังทำอาหารเพื่อความเพลิดเพลิน หรือเพื่อเยียวยาโรคหมดไฟตามวิถีสโลว์ไลฟ์อีกต่อไปแล้ว แต่นี่คือการเผชิญหน้ากับปีศาจในใจผ่านสำรับอาหารที่ถูกกำหนดเงื่อนไขโดยบุคคลลึกลับ
"คุณจะทำตามเกมของเขาจริงๆ น่ะหรือครับ?" รินรดาถามขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงเจือความกังวลอย่างไม่ปิดบัง "เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นคนวางปิ่นโตนั่น หรือมันอาจจะเป็นแค่กับดักของใครสักคนที่จงใจเล่นกับความรู้สึกผิดของคุณ"
"ต่อให้เป็นกับดัก..." กรณ์วางมีดแล่ปลาลงบนเขียง เสียงคมมีดกระทบเนื้อไม้ดังเฉียบขาด สายตาคมกวาดมองเครื่องปรุงรสพื้นบ้านที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ ขิงแก่ซอยละเอียด ต้นหอมญี่ปุ่นหั่นท่อนยาว เห็ดหอมแห้งแช่น้ำจนนุ่ม และขวดซีอิ๊วขาวหมักธรรมชาติกลิ่นหอมละมุน "ผมก็ต้องกินมันให้หมดทุกคำ... เพื่อดูว่ารสชาตินั้นมันต่างจากสิ่งที่ผมจำได้มากแค่ไหน"
การทำอาหารในค่ำคืนนี้ไม่มีความซับซ้อนแบบฝรั่งเศส ไม่มีการเคี่ยวซอสเดมิกลาสนานสิบสองชั่วโมง หรือการจัดจานด้วยความประณีตบรรจงเพื่อความสมบูรณ์แบบ กรณ์เลือกใช้ความเรียบง่ายตามฤดูกาลและวัตถุดิบที่ซื่อตรงต่อผืนดิน
เขาเริ่มจากการเตรียมซอสนึ่งซีอิ๊วสูตรดั้งเดิม เทซีอิ๊วขาวลงในชามผสม เติมน้ำตาลอ้อยเคี่ยวเข้มข้นเพียงเล็กน้อยเพื่อตัดรสเค็ม ตามด้วยน้ำมันงาบริสุทธิ์ที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นยามต้องไอความร้อน จากนั้นจึงนำรากผักชีและกระเทียมที่โขลกหยาบๆ ลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน กลิ่นหอมของเครื่องเทศไทยเริ่มฟุ้งกระจายกลบกลิ่นอายความอับชื้นในยามค่ำคืนทีละน้อย
เนื้อปลากะพงสดใหม่ถูกวางลงบนจานกระเบื้องเคลือบสีขาวสะอาดตา กรณ์บรรจงวางขิงซอยและเห็ดหอมเรียงรายบนตัวปลาอย่างประณีต ก่อนจะราดน้ำซอสซีอิ๊วที่ปรุงรสชาติไว้อย่างกลมกล่อมลงไปให้ทั่วทุกอณู ความเรียบง่ายนี้สะท้อนตัวตนที่แท้จริงของวัตถุดิบ โดยไม่พยายามปรุงแต่งให้เกินงาม—ราวกับจะบอกว่าธรรมชาติได้มอบสิ่งที่ดีที่สุดไว้ให้แล้ว หน้าที่ของมนุษย์มีเพียงแค่การเคารพและดึงศักยภาพนั้นออกมาให้ถึงที่สุด
หม้อนึ่งอลูมิเนียมใบเก่าตั้งอยู่บนเตาถ่านที่ไฟกำลังลุกโชนพอดี ปลากะพงถูกนำลงไปสัมผัสไอความร้อน ฝาหม้อนึ่งถูกปิดลง พร้อมกับเสียงเดือดปุดๆ ของน้ำด้านล่างที่เริ่มส่งไอน้ำพวยพุ่ง
กรณ์ยืนนิ่งอยู่หน้าเตา มองดูไอความร้อนสีขาวที่ลอยละล่องกระทบกับกระจกหน้าต่าง ในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น ภาพเหตุการณ์เมื่อห้าปีก่อนซ้อนทับเข้ามาในหัว เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และกลิ่นกายของคนที่ควรจะสูญสลายไปกับกองเพลิง ความรู้สึกผิดที่กัดกินหัวใจเขามาตลอดหลายปีพรั่งพรูขึ้นมาอีกครั้ง รสชาติของอาหารจานนี้จะไม่ได้เป็นเพียงแค่มื้อค่ำเพื่อประทังชีวิต แต่จะเป็นบทพิสูจน์ว่า เขายังมีความกล้าพอที่จะเผชิญหน้ากับความจริงที่เจ็บปวด หรือจะยอมจมดิ่งลงไปในความรู้สึกผิดชั่วนิรันดร์
---
ผ่านไปสิบนาทีพอดี กรณ์ยกฝาหม้อนึ่งออก ไอความร้อนพวยพุ่งพร้อมกับกลิ่นหอมฉุยของซีอิ๊วสมุนไพรที่ผสานเข้ากับความหวานตามธรรมชาติของเนื้อปลาสด เนื้อปลากะพงขาวโพลนสุกกำลังพอดี หนังปลาปริแยกออกเล็กน้อยเผยให้เห็นความฉ่ำวาวของน้ำซอสที่ซึมซาบเข้าสู่เนื้อในอย่างล้ำลึก เขาโรยหน้าด้วยต้นหอมซอยและพริกชี้ฟ้าแดงเพื่อตัดสีสันให้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นอีกนิด ก่อนจะยกจานอาหารนั้นมาวางลงบนโต๊ะไม้กลางห้อง
รินรดานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อกลิ่นหอมละมุนแตะจมูก แม้บรรยากาศจะตึงเครียด แต่วินาทีนี้ความหิวโหยตามสัญชาตญาณกลับถูกปลุกเร้าด้วยฝีมือการปรุงอันยอดเยี่ยมที่ไร้ซึ่งความพยายามจะอวดอย่างแท้จริง
กรณ์ใช้ช้อนและตะเกียบตักเนื้อปลาส่วนท้องที่นุ่มที่สุดขึ้นมา ชิ้นปลาสีขาวสะอาดส่งควันกรุ่น รสชาติแรกที่สัมผัสบนปลายลิ้นคือความเค็มกลมกล่อมของซีอิ๊วที่ซึมลึก ตามด้วยความเผ็ดร้อนบางเบาจากขิงและกลิ่นหอมลึกของน้ำมันงา เนื้อปลาสดหวานละลายในปากโดยไม่ต้องเคี่ยวซับซ้อน มันเป็นรสชาติที่คุ้นเคย... รสชาติที่เขาเคยทำร่วมกับคุณตา และเป็นรสชาติเดียวกับที่ผู้หญิงคนนั้นเคยเอ่ยชมว่า *'อร่อยที่สุดในโลก'*
ความอิ่มเอมใจสายหนึ่งไหลซ่านเข้ามาในอก บรรเทาความเหน็บหนาวและความหวาดกลัวที่เกาะกุมจิตใจให้คลายลงทีละน้อย กรณ์หลับตาลงรับสัมผัสแห่งรสชาตินั้น ปล่อยให้ความอบอุ่นของอาหารพื้นบ้านเยียวยาร่างกายที่อ่อนล้า
ทว่า ในขณะที่เขากำลังเคี้ยวคำสุดท้ายด้วยความรู้สึกสงบสุขชั่วขณะนั้นเอง...
เสียงก้าวเท้าแผ่วเบาราวกับเสียงใบไม้ไผ่กระทบกันดังขึ้นที่นอกหน้าต่างกระจกฝั่งสวนหลังบ้าน กรณ์ลืมตาโพลงทันที รินรดาลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความตกใจ
ก่อนที่ใครจะทันได้เอ่ยคำใด เงาร่างหนึ่งก็ก้าวผ่านกรอบหน้าต่างเข้ามาในแสงไฟ ร่างนั้นสวมเสื้อคลุมสีเข้มฮู้ดคลุมศีรษะปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่ง แต่กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าและหยาดน้ำค้างยามค่ำคืนที่โชยมาแตะจมูกกลับชัดเจนเสียยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด
มือเรียวบางยื่นปิ่นโตเถาที่สองวางลงบนโต๊ะเคียงข้างจานปลานึ่งซีอิ๊วที่เพิ่งทานหมดไป พร้อมกับน้ำเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ดังลอดฮู้ดออกมา—เสียงที่ทำให้ลมหายใจของกรณ์หยุดชะงักไปในทันที
"ปลาตัวที่สอง... รอให้คุณไปตกมันที่ท่าน้ำเดิม... คืนนี้นะครับ กรณ์ระวี"
---
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและลิ้มรสชาติแห่งชีวิตไปพร้อมกับผมในตอนนี้นะครับ
กลิ่นดิน ไอฝน และปิ่นโตแห่งความสุข•ตอนที่ 20
ข้าวหน้าปลานึ่งซีอิ๊ว
ผลงานโดย ฟาร์มเมอร์สุขใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟาร์มเมอร์สุขใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลิ่นดิน ไอฝน และปิ่นโตแห่งความสุข นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!