"ข้อเสนอแบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆ นะครับคุณกรณ์... ปล่อยให้ผักออร์แกนิกงามๆ พวกนี้เน่าคากิ่ง หรือจะเลือกหยิบเงินก้อนโตแล้วให้ผมจัดการเรื่องกระจายสินค้าให้ทั้งหมดจบในที่เดียว?"
เสียงหัวเราะในลำคอของชายร่างท้วมในชุดสูทสีเทาเข้มดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของระเบียงบ้านไม้ที่ทอดยาวรับลมยามค่ำคืน กลิ่นอายของฝนที่เพิ่งซาลงไปเมื่อช่วงหัวค่ำยังคงหลงเหลือปะปนกับกลิ่นชื้นของดินโคลนและไอน้ำจากแปลงผักเบื้องล่าง แต่บรรยากาศรอบตัวกลับคุกกรุ่นด้วยแรงกดดันที่สัมผัสได้ด้วยผิวหนัง
กรณ์ยืนกอดอกพิงเสาเรือน ใบหน้าคมสันเรียบนิ่งจนอ่านไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่ แสงสลัวจากหลอดไฟนีออนดวงเล็กที่แขวนไว้ใต้ชายคาขับให้เงาของเขาดูยาวทอดทับร่างของ 'เสี่ยชัย' พ่อค้าคนกลางผู้กุมเส้นสายตลาดค้าส่งรายใหญ่ของจังหวัด ทว่าสิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขผลกำไรมหาศาลที่ถูกหยิบยกมาอ้างอิง คือแววตาของผู้มาเยือนที่ฉายแววความเหนือกว่าอย่างชัดเจน
เงาร่างของรินขยับไหวอยู่ที่กรอบประตูด้านหลัง เธอถือถาดไม้ที่มีถ้วยชาสมุนไพรร้อนกรุ่นมาด้วย แต่มือที่ประคองถาดกลับสั่นระริกเล็กน้อยจากความตึงเครียดที่แผ่ซ่านเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของพวกเขา
"คุณชัยคงเข้าใจอะไรผิดไปสักหน่อยแล้วล่ะครับ" กรณ์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเรียบเรื่อย ทว่ากังวานและทรงพลังพอที่จะทำให้เสียงจิ้งหรีดเรไรยามค่ำคืนราวกับเงียบเสียงลงไปถนัดตา
"ผิดตรงไหนกันครับคุณกรณ์?" เสี่ยชัยเลิกคิ้วหนาขึ้น รอยยิ้มการค้าถูกปั้นแต่งขึ้นบนใบหน้าอูมเอิบ "สวนของคุณเพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นาน ผลผลิตอินทรีย์ร้อยเปอร์เซ็นต์แบบนี้ ต้นทุนสูงลิ่ว ความเสี่ยงเรื่องแมลงและโรคพืชก็มาก ถ้าไม่มีเครือข่ายของผมคอยรับซื้อยกเข่งในราคาเหมาจ่ายแบบนี้ อีกไม่นานคุณได้ขาดทุนจนต้องยอมพับเสื่อกลับกรุงเทพฯ แน่ๆ... ผมแค่มอบทางรอด"
"ทางรอด หรือทางเดินสู่วิถีที่คุณเป็นคนกำหนดเองกันแน่ครับ?"
กรณ์ผละตัวออกจากเสา ก้าวเท้าช้าๆ เข้าไปประชิดชายตรงข้ามทีละน้อย กลิ่นจางๆ ของแป้งโดและเนยสดที่เคยคุ้นเคยในอดีตถูกแทนที่ด้วยกลิ่นไอดินและกลิ่นสาบสางของผลกำไรทางธุรกิจอย่างสิ้นเชิง ปลายจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของพ่อค้าคนกลางที่เริ่มไหววับ
"ผักทุกต้นในแปลงนั้น ปลูกขึ้นมาจากความเหนื่อยยาก ความเข้าใจ และวัฏจักรของธรรมชาติที่ผมและรินเฝ้าฟูมฟักมากับมือนะครับ มันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ราคาถูกให้ใครมาผูกขาดราคาตามใจชอบ เพื่อเอาไปแปะป้ายออร์แกนิกปลอมๆ แล้วโก่งราคาขายกินส่วนต่างมหาศาลบนหลังเกษตรกรหรอกครับ"
รอยยิ้มบนใบหน้าของเสี่ยชัยเลือนหายไปทีละนิด ความอบอุ่นและเป็นกันเองแบบนักธุรกิจใจดีถูกถอดหน้ากากออก เผยให้เห็นแววตาคมกริบแบบนักล่าผลประโยชน์
"คุณอย่าโลกสวยเกินไปเลยครับคุณกรณ์ โลกความจริงมันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความสุขุมลุ่มลึกหรือกลิ่นดินหอมๆ หรอกนะ เงินสดต่างหากที่ทำให้แปลงเกษตรของคุณมีปุ๋ยหล่อเลี้ยง ถ้าคุณปฏิเสธข้อเสนอของผมในวันนี้... รับรองได้เลยว่าสินค้าของคุณจะไม่มีทางหลุดรอดออกไปนอกเขตอำเภอนี้ได้แม้แต่กิโลกรัมเดียว ลองคิดดูให้ดีๆ สิครับ"
คำขู่ที่แฝงมากับน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เชือดเฉือน ทำให้บรรยากาศบนระเบียงลดอุณหภูมิลดฮวบลงจนเยียบเย็น รินที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ เม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง เธอรู้ดีว่าอำนาจมืดของพ่อค้าคนกลางกลุ่มนี้มีอิทธิพลมากแค่ไหนในตลาดท้องถิ่น หลายต่อหลายครั้งที่เกษตรกรรายย่อยต้องยอมจำนนเพราะเส้นทางระบายสินค้าถูกตัดขาด
กรณ์นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เขาสูดลมหายใจเข้าลึก1เฮือก ลมหายใจที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมชื้นของดินหลังฝนตก ความทรงจำในวัยเด็กแวบเข้ามาในหัว ภาพคุณตาที่ยอมก้มหน้าทำงานหนักหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินโดยไม่เคยยอมก้มหัวให้กับพ่อค้าหน้าเลือดที่กดขี่ราคาผลผลิต ปลุกไฟในอกของอดีตเชฟหนุ่มให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ใช่ไฟแห่งความเกรี้ยวกราด แต่เป็นความมั่นคงดั่งขุนเขา
"ถ้าผลผลิตของผมมันจะขายไม่ได้เพราะความซื่อสัตย์ต่อผืนดิน..." กรณ์พูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ ดวงตาคมกริบมองตรงไปยังเสี่ยชัยอย่างไม่เกรงกลัว "ผมก็ยินดีจะปล่อยให้มันเหี่ยวเฉาคาต้น หรือแจกจ่ายให้ชาวบ้านในชุมชนกินกันฟรีๆ เสียยังดีกว่าที่จะเอาหยาดเหงื่อแรงงานของผม ไปแลกกับเศษเงินสกปรกจากคนที่มองเห็นคุณค่าของชีวิตเป็นแค่ตัวเลขในบัญชีครับ"
"คุณกรณ์!" เสี่ยชัยผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้าอูมเอิบแดงก่ำด้วยความโกรธที่ถูกหักหน้าอย่างไม่ไว้หน้า "อย่าหาว่าผมไม่เตือนคุณก็แล้วกัน ทางเลือกที่คุณเลือกเนี่ย มันไม่ได้พาคุณรอดหรอกนะ!"
ไม่มีคำตอบใดๆอกจากปากของกรณ์นอกจากความนิ่งสงบที่เป็นดั่งกำแพงหินผา เขายกมือขึ้นผายไปทางบันไดบ้าน เป็นการไล่อย่างสุภาพแต่เด็ดขาดไร้เยื่อใย เสี่ยชัยสะบัดหน้าพรืดด้วยความโมโห กัดฟันกรอด เดินกระแทกเท้าผ่านหน้าศาลพระภูมิเก่าแก่หน้าบ้านลงไปโดยไม่แม้แต่จะชายตามองรินที่ยืนถือถาดชาอยู่
เสียงสตาร์ทเครื่องยนต์รถกระบะคันหรูพุ่งทะยานฝ่าความมืดของถนนลูกรังออกไปจนเสียงนั้นเงียบหายไปในสายหมอกยามดึก เหลือเพียงความเงียบงันที่กลับมาครอบคลุมบ้านไม้หลังน้อยอีกครั้ง
รินวางถาดชาลงบนโต๊ะไม้ไผ่ เสียงกระทบเบาๆ ทำลายความเงียบ เธอหันมามองกรณ์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลและความชื่นชมปะปนกัน "คุณกรณ์... ทำไมใจแข็งอย่างนี้ล่ะคะ? รู้ไหมว่าการทำแบบนี้มันเท่ากับเราประกาศสงครามกับกลุ่มทุนค้าส่งทั้งจังหวัดเลยนะ"
กรณ์หันมามองหน้าเธอ แววตานิ่งขรึมเมื่อครู่ผ่อนคลายลงเหลือเพียงความอ่อนโยนจางๆ เขายกมือขึ้นปัดเศษใบไม้แห้งที่ติดอยู่ตรงไหล่ของเธอเบาๆ
"ถ้าเรายอมก้มหัวให้เขาตั้งแต่ก้าวแรกที่เริ่มปลูก รินคิดว่าวิถีชีวิตที่เราพยายามสร้างกันมา มันจะมีค่าอะไรเหลืออยู่ล่ะครับ?" กรณ์ยิ้มบางๆ "อีกอย่าง... ปิ่นโตแกงเมื่อเย็นของคุณยังอร่อยอยู่เลย ผมไม่อยากให้มื้อค่ำนี้ต้องกร่อยเพราะเรื่องของคนแปลกหน้าหรอกนะ"
รินหัวเราะออกมาเบาๆ ทั้งที่ขอบตาเริ่มร้อนผ่าวกับความดื้อรั้นและจุดยืนที่มั่นคงของชายหนุ่มตรงหน้า บรรยากาศรอบตัวกำลังจะกลับเข้าสู่ความสงบ ทว่าในวินาทีที่ทั้งคู่กำลังจะหันหลังกลับเข้าตัวบ้าน เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นอย่างเร่งรีบที่หน้าประตูรั้วบ้าน พร้อมกับเสียงเคาะประตูรัวเร็วและเสียงหอบหายใจอย่างตื่นตระหนก
"คุณกรณ์! คุณริน! แย่แล้วครับ!" เสียงของผู้ใหญ่บ้านตะโกนข้ามรั้วเข้ามาด้วยความตกใจ "ตอนนี้... ตอนนี้แปลงผักออร์แกนิกแปลงใหญ่ทางทิศเหนือ กำลังเกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!"
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับกลิ่นดินและไอน้ำในทุกๆ หน้ากระดาษนะครับ
กลิ่นดิน ไอฝน และปิ่นโตแห่งความสุข•ตอนที่ 31
การมาถึงของพ่อค้าคนกลาง
ผลงานโดย ฟาร์มเมอร์สุขใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟาร์มเมอร์สุขใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลิ่นดิน ไอฝน และปิ่นโตแห่งความสุข นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!