ดวงตาสีเหลืองอำพันคู่นั้นไม่ได้กะพริบเลยแม้แต่น้อย ท่ามกลางความเงียบงันของผืนป่าและสวนร้างที่ถูกปล่อยให้รกร้างมานานแรมปี เสียงหัวใจของกรณ์เต้นกระหน่ำราวกับมีใครมารัวกลองชุดอยู่ข้างใบหู ความเย็นเยียบจากความหวาดระแวงเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ปลายนิ้วที่ยังคงกำจ옵เสียมด้ามเก่าแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวโพลน เขากลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ปล่อยให้สัญชาตญาณดิบของมนุษย์ทำหน้าที่ประเมินภัยคุกคามเบื้องหน้า
"ถ้าคุณยังทำหน้าเหมือนเห็นผีแบบนั้น เจ้าส้มจี๊ดคงคิดว่าคุณเป็นโจรขโมยปุ๋ยคอกจริงๆ นะครับ"
น้ำเสียงใสกระจ่างที่แทรกขึ้นทำลายความเงียบงัน ไม่ได้ทำให้กรณ์คลายความตกใจลงเลยสักนิด ตรงกันข้าม ร่างของเขาผวาเฮือกเล็กน้อยเมื่อเงาร่างเล็กในชุดเสื้อคลุมกันหนาวตัวเก่าเดินถือกระบอกไฟฉายออกมาจากหลังพุ่มไม้ พร้อมกับร่างสีส้มลายเสือโคร่งที่ส่งเสียงร้อง "เหมียว" ออกมาอย่างเกียจคร้าน มันเดินยืดเส้นยืดสายผ่านข้อเท้าของกรณ์ไปอย่างไร้ความเกรงกลัว ก่อนจะไปหย่อนตัวลงนอนขดตัวบนกองใบไม้แห้งอย่างสบายใจ
รินรดาหรี่ตามองเขาด้วยรอยยิ้มบางๆ แฝงความขบขันในแววตา เธอยกกระบอกไฟฉายขึ้นส่องสำรวจสภาพของอดีตเชฟหนุ่มที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยคราบเหงื่อและฝุ่นดิน "แปลกนะครับ สำหรับคนที่เคยอยู่แต่ในห้องครัวติดแอร์เย็นฉ่ำ การมายืนถือเสียมจ้องตากับแมวในสวนมืดๆ ตอนตีสี่ครึ่ง น่าจะเป็นเมนูเรียกน้ำย่อยที่แปลกประหลาดทีเดียว"
"คุณมาทำอะไรที่นี่เวลานี้?" กรณ์เอ่ยถามเสียงแหบพร่า พยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติเพื่อกลบเกลื่อนความตื่นตระหนกเมื่อครู่ เขาผ่อนแรงที่มือลง ปล่อยให้เสียมคู่ใจปักลงบนพื้นดินร่วนซุย
"ฉันควรเป็นคนถามคุณมากกว่านะครับ กรณ์" รินก้าวเข้าไปใกล้กองดินที่ถูกขุดทิ้งไว้เมื่อวาน เธอใช้ปลายรองเท้าบูทเขี่ยกองปุ๋ยหมักที่ส่งกลิ่นอุ้นจางๆ ขึ้นมาสัมผัสจมูก "นี่คุณยังไม่ได้นอนเลยสินะครับ ตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็นจนถึงตอนนี้... อย่าบอกนะว่าคุณตั้งหน้าตั้งตาขุดดินตรงนี้มาตลอดทั้งคืน?"
กรณ์ไม่ตอบ เขาเบือนหน้าหนีสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้ทันนั้น ความเงียบระหว่างเขากับเธอดังขึ้นอีกครั้ง มีเพียงเสียงหรีดหริ่งเรไรยามใกล้รุ่งและเสียงลมหายใจผ่าวๆ ของเขาเองที่สะท้อนความเหนื่อยล้าออกมาอย่างปิดไม่มิด แผ่นหลังของกรณ์ปวดร้าวไปหมด กล้ามเนื้อทุกมัดประท้วงด้วยความระบมจากการใช้แรงงานที่เขาไม่ได้สัมผัสมานานนับสิบปี ในอความทรงจำของเขา มีแต่เสียงตะโกนสั่งการในครัวที่ร้อนระอุ กลิ่นเนยละลาย และความกดดันของเวลา แต่นี่คือความเหนื่อยล้าอีกรูปแบบหนึ่ง... ความเหนื่อยที่มาจากดินโคลนและหยาดเหงื่อของตนเอง
"ดินตรงนี้ตายแล้วครับ" กรณ์พูดขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขาเรียบสนิท แต่แฝงความหม่นหมองไว้อย่างลึกซึ้ง "ผมพยายามพลิกมันขึ้นมา พยายามใส่ปุ๋ยหมักสูตรที่คุณบอก แต่ทุกครั้งที่ผมเอาเสียมจิ้มลงไป มันมีแต่ความแข็งกระด้าง ไม่มีไส้เดือน ไม่มีชีวิต... เหมือนกับผมตอนนี้ไม่มีผิด"
รินชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มขี้เล่นบนใบหน้าของเธอจางหายไป ถูกแทนที่ด้วยแววตาจริงจังที่คาดไม่ถึง เธอย่อตัวลง ใช้มือเปล่ากอบดินสีคล้ำขึ้นมาขยี้เบาๆ ระหว่างนิ้วมือ สัมผัสความชื้นและกลิ่นอายที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย
"คุณคิดว่าดินที่ตายแล้ว มันจะฟื้นคืนชีพได้ด้วยแค่สูตรปุ๋ยดีๆ หรือครับ กรณ์?" รินเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แสงไฟฉายสลัวๆ สะท้อนดวงตาคู่นั้นให้สว่างวาบขึ้นมาในความมืด "ถ้าคุณยังทำด้วยความเคียดแค้นและอารมณ์อยากเอาชนะ ดินก็จะเป็นแค่ก้อนอิฐดิบๆ ที่พร้อมจะหักปลายเสียมของคุณให้พังคามือ"
กรณ์ขมวดคิ้วเล็กน้อย "ผมไม่ได้อยากเอาชนะใคร"
"แต่คุณกำลังเอาชนะตัวเอง... และนั่นคือศัตรูที่ร้ายกาจที่สุด" รินลุกขึ้นยืนปัดเศษดินออกจากฝ่ามือ เธอเดินเลี่ยงผ่านเขาไปหยิบกระสอบปุ๋ยหมักชีวภาพที่หมักไว้ตามสูตรธรรมชาติของเธอเองขึ้นมาพาดบ่าอย่างคล่องแคล่ว "มานี่สิครับท่านเชฟ ถ้าคุณอยากรู้ว่าแผ่นดินนี้มันพูดกับเราอย่างไร คุณต้องเรียนรู้วิธีที่จะ 'ฟัง' มากกว่าที่จะ 'บังคับ'"
ความลังเลฉายชัดขึ้นในแววตาของกรณ์ แต่ท้ายที่สุด เขาก็เดินตามหญิงสาวไปยังแปลงผักท้ายสวนที่เริ่มมีแสงสีเทาจางๆ ของยามเช้ามาเยือน ขอบฟ้าทางทิศตะวันออกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมชมพู บรรยากาศยามรุ่งอรุณห้อมล้อมด้วยไอหมอกจางๆ ที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือยอดหญ้า
รินวางกระสอบปุ๋ยลง ก่อนจะยื่นจอบขนาดเล็กให้อดีตเชฟหนุ่ม "วันนี้เราจะไม่ขุดลึกครับ แต่เราจะพรวนผิวหน้าดิน เปิดโอกาสให้อากาศและความชื้นได้หายใจ จับจังหวะตามลมหายใจของผืนดิน... หายใจเข้าลึกๆ ผ่อนออกช้าๆ แล้วปล่อยให้ความเหนื่อยล้าไหลลงไปตามด้ามจอบ"
กรณ์มองจอบในมือสลับกับใบหน้าของริน แม้ในใจจะเต็มไปด้วยข้อกังขา แต่น้ำเสียงที่ราบเรียบแต่หนักแน่นของเธอกลับมีแรงดึงดูดประหลาด เขาตัดสินใจทำตามโดยไม่เอ่ยคำปฏิเสธ มือหนาจับด้ามจอบมั่น ย่อเข่าลงเล็กน้อย แล้วปักคมจอบลงบนผืนดินเบาๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ
*ฉับ... ฉับ...*
เสียงคมจอบกระทบดินดังขึ้นเบื้องล่าง ผสมผสานกับเสียงลมหายใจของคนทั้งคู่ กลิ่นไอของดินยามเช้าที่ถูกพลิกขึ้นมาปะทะเข้ากับจมูก กลิ่นของความชื้น กลิ่นของจุลินทรีย์ และกลิ่นอายธรรมชาติที่ค่อยๆ ซึมซับเข้าสู่โสตประสาท มันไม่ใช่กลิ่นหอมปรุงแต่งแบบในห้องครัวระดับมิชลินสตาร์ แต่มันคือกลิ่นของ "ชีวิต" ที่แท้จริง กรณ์รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านมาตามด้ามไม้ เข้าสู่ฝ่ามือ และไหลลึกผ่านกระดูกสันหลัง ความตึงเครียดที่สะสมมานานนับปีในอกเริ่มคลายตัวลงทีละน้อย หยาดเหงื่อเม็ดโตไหลย้อยลงตามกรอบหน้า แต่เขากลับไม่รู้สึกรำคาญใจเหมือนเคย
รินยืนมองภาพนั้นเงียบๆ ริมฝีปากบางระบายยิ้มจางๆ ออกมาอย่างพอใจ เมื่อเห็นว่าแววตาที่เคยว่างเปล่าและเหนื่อยล้าของชายหนุ่ม เริ่มมีประกายความมีชีวิตชีวาขึ้นมาทีละน้อยราวกับไฟใต้เถ้าถ่าน
"เห็นไหมครับ..." รินกระซิบเบาๆ ท่ามกลางเสียงลมพัดผ่านยอดไม้ "ดินไม่ได้ใจร้ายกับเราหรอกครับ... มันแค่รอให้ใครสักคนกล้าพอที่จะเปิดใจรับความเจ็บปวด เพื่อเริ่มต้นใหม่ไปพร้อมกับมัน"
กรณ์หยุดมือลงชั่วขณะ เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเบื้องบนที่ตอนนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีฟ้าสดใส แสงแรกของวันสาดส่องลงมาต้องร่างของเขากับริน ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่างออกไป เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นจากทางเข้าสวนร้าง เสียงนั้นย่ำก้าวผ่านพงหญ้าแห้งอย่างเร่งรีบและไร้ความเกรงใจ
ทั้งคู่หันขวับไปมองพร้อมกัน ร่างสูงใหญ่ของชายแปลกหน้าในชุดเสื้อแจ็คเก็ตกันหนาวสีเข้มสวมหมวกแก้วปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่ง กำลังยืนกอดอกจ้องมองมาที่พวกเขาจากแนวรั้วไม้ไผ่ที่พังเสียหาย ดวงตาภายใต้เงาหมวกคู่นั้นจ้องเขม็งมาที่กรณ์ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
"ในที่สุดก็เจอตัวแกสักที... กรณ์ระวี" เสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าเอ่ยลอดไรฟันออกมา พร้อมกับรอยยิ้มเยียบเย็นที่มุมปาก ซึ่งทำให้เลือดในกายของอดีตเชฟหนุ่มเย็นเฉียบลงในพริบตา
ฟาร์มเมอร์สุขใจขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางพลิกฟื้นผืนดินไปพร้อมกับกรณ์และรินในตอนนี้นะครับ
กลิ่นดิน ไอฝน และปิ่นโตแห่งความสุข•ตอนที่ 5
ขุดดิน พรวนใจ คืนชีวิตให้ผืนฟ้า
ผลงานโดย ฟาร์มเมอร์สุขใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟาร์มเมอร์สุขใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลิ่นดิน ไอฝน และปิ่นโตแห่งความสุข นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!