เจ้านายขาสั่งได้...แต่ห้ามใจไม่เป็น•ตอนที่ 10

จูบแรกหลังเลิกงาน

ผลงานโดย โครโนสทริกเกอร์
เสียงปิดประตูห้องทำงานของ CEO ดัง *คลิก* เบา ๆ แต่กลับก้องกังวานในความเงียบสงัดของค่ำคืนที่เหลือเพียงเราสองคน "ลินิน... เย็นนี้ว่างไหม พี่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ อยากชวนเราไปทานข้าว..." ประโยคเดิมที่ยังวนเวียนอยู่ในโสตประสาท ไม่ใช่เสียงจากโทรศัพท์มือถือ หรือข้อความแชทที่ถูกส่งมาเล่น ๆ หากแต่เป็นน้ำเสียงทุ้มต่ำที่จริงจังจนน่าใจหายของ คีย์ ธันวา ชายหนุ่มผู้ไม่เคยแสดงความอ่อนโยนให้ใครเห็นง่าย ๆ ยกเว้นกับคนที่เขากำลังยืนประจันหน้าอยู่ ณ องศานี้ กองเอกสารบนโต๊ะทำงานถูกดันไปชิดมุมอย่างไม่ใส่ใจ แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟดีไซน์โมเดิร์นสาดส่องลงมากระทบสันจมูกคมสันและกรอบหน้าด้านข้างของเจ้านายหนุ่ม เจ้าของตำแหน่ง CEO จอมเนี้ยบผู้ขึ้นชื่อเรื่องความไร้ความปรานีในโลกธุรกิจ แต่ในวินาทีนี้... แววตาคู่นั้นกลับไร้ซึ่งเกราะป้องกันใด ๆ มีเพียงความเวิ้งว้างที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความดื้อรั้น ผมถอนหายใจออกมาเบา ๆ พยายามรักษาระยะห่างและรอยยิ้มเจื่อนที่คิดว่าปลอมเปลือกที่สุดในชีวิตการทำงานห้าปี "ท่านประธานครับ... งานสรุปยอดไตรมาสนี้ยังกองเป็นภูเขาเลาการ ถ้าผมหนีไปกินข้าวกับคุณ ภาพลักษณ์เลขาฯ ดีเด่นที่ผมเพิ่งได้มาคงต้องเอาไปทิ้งถังขยะหน้าตึกแน่ ๆ ครับ" ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย พยายามใช้กำแพงแห่งหน้าที่การงานมาคั่นกลาง "งานกองอยู่ตรงนั้นไม่หนีไปไหนหรอก... แต่คนชวน ถ้านั่งรอเก้อ อาจจะตายก่อนได้เห็นยอดสรุปของนายนะ ลินิน" ธันวาไม่พูดเปล่า เขาสกาวก้าวเท้าเข้ามาประชิดทีละนิด ทีละก้าว จังหวะการเดินที่มั่นคงแต่ทว่าเชื่องช้านั้นสร้างแรงกดดันมหาศาลจนผมต้องถอยหลังไปจนแผ่นหลังชนเข้ากับบานประตูห้องทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กลิ่นน้ำหอมแบรนด์โปรดของผู้ชายตรงหน้าผสมผสานกับกลิ่นอายความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกล ยิ่งทำให้บรรยากาศรอบตัวแคบลงจนแทบหายใจไม่ออก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำตัวเอาแต่ใจ แต่เป็นครั้งแรก... ที่แววตาของเขาไม่มีความเย่อหยิ่งหลงเหลืออยู่เลย "คุณคีย์... ถอยไปหน่อยครับ มันไม่เหมาะสม" ผมเอ่ยเตือนเสียงแผ่ว มือเรียวพยายามดันอกแกร่งเอาไว้ แต่สัมผัสจากเนื้อผ้าสูทเนื้อดีกลับทำให้รู้ว่าหัวใจใต้ร่มผ้านั้นกำลังเต้นรัวเร็วผิดจังหวะ ไม่ต่างจากผมในตอนนี้เลย "เหมาะสมเหรอ?" ธันวาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบก้มลงมองริมฝีปากที่กำลังเม้มเข้าหากันแน่นของผม "นายพูดคำนี้กับคนที่ยืนรอเวลาเลิกงานมาสามชั่วโมง เพื่อจะได้ชวนคนปากแข็งไปกินข้าวเนี่ยนะ ลินิน... นายใจร้ายเป็นบ้าเลยรู้ตัวไหม" คำพูดนั้นทำเอาผมชะงัก ร่างกายที่เคยเกร็งขืนค่อย ๆ คลายลงอย่างไม่รู้ตัว สามชั่วโมงเหรอ... เขาไม่ได้เพิ่งกลับมาจากสนามบินแล้วเดินตรงดิ่งมาหาหรอกหรือ ทำไมคนอย่างคีย์ ธันวา ถึงต้องมาเสียเวลานั่งรอเลขาฯ ปากจัดอย่างผมด้วยเล่า? "ผมไม่ได้ขอให้คุณมารอ..." "ใช่ นายไม่ได้ขอ แต่ฉันเต็มใจทำมันเอง" ประโยคตัดพ้อที่เจือความเอาแต่ใจแบบเด็ก ๆ ถูกพ่นออกมาจากริมฝีปากหยักลึก ก่อนที่ฝ่ามือหนาจะเอื้อมมาทาบลงบนบานประตูข้างศีรษะของผม กักขังผมไว้ในอ้อมแขนของเขาอย่างเบ็ดเสร็จ ไอร้อนจากร่างกายของเขาแผ่ซ่านทะลุกระดุมเสื้อเชيرจนผมรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งใบหน้า กำแพงความเยชาชาและอีโก้ที่ผมสร้างขึ้นมาตลอดหลายปีพังทลายลงในพริบตา เหลือเพียงความสั่นไหวในอกที่ยากจะควบคุม ผมเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้ นัยน์ตาสสีเข้มคู่นั้นสะท้อนภาพเงาของผมที่กำลังไร้ทางสู้ ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างเรา มีเพียงเสียงลมหายใจอุ่น ๆ ที่รดรินอยู่ใกล้กันจนรับรู้ได้ถึงความสั่นไหวของกันและกัน ธันวาโน้มใบหน้าลงมาเรื่อย ๆ ช้า ๆ ราวกับจะให้เวลาผมได้ปฏิเสธ แต่ทว่า... ขาทั้งสองข้างกลับหนักอึ้งราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น สมองที่เคยประมวลผลได้อย่างรวดเร็วกลับขาวโพลน ว่างเปล่า ไร้ซึ่งคำพูดใด ๆ ที่จะมาใช้ต่อปากต่อคำเหมือนทุกครั้ง ปลายจมูกของเราแตะเข้าหากันอย่างแผ่วเบา กลิ่นอายความอบอุ่นและความดุดันผสมผสานกันจนกลายเป็นแรงดึงดูดประหลาดที่ไม่อาจต้าน "ถ้าไม่อยากไปกินข้าว... งั้นเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นแทนดีไหม" เสียงกระซิบพร่าเลือนดังอยู่ชิดริมฝีปาก ก่อนที่ความนุ่มหยุ่นจะทาบทับลงมาปิดกั้นคำพูดทุกอย่างของผมไว้อย่างสนิท มันไม่ใช่จูบที่รุนแรงหรือเอาแต่ใจเหมือนนิสัยปรกติของเขา แต่เป็นสัมผัสที่ทั้งลึกล้ำ อ่อนโยน และโหยหา ราวกับเครื่องยืนยันความรู้สึกที่เขาเก็บซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความเยชาชามาโดยตลอด สมองของผมดับวูบลงชั่วขณะ มือที่เคยพยายามผลักไสค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นกำเสื้อสูทของเขาแน่นโดยไม่รู้ตัว รสชาติของความหวานปนขมเล็กน้อยจากกาแฟแก้วสุดท้ายที่เขากินยังคงหลงเหลืออยู่ แต่ความรู้สึกที่เอ่อล้นออกมาในอกกลับชัดเจนเสียจนทำให้ขอบตาร้อนผ่าว เราต่างจมดิ่งลงไปในห้วงอารมณ์ที่ถูกปลุกเร้า ท่ามกลางความเงียบงันของห้องทำงานที่มืดสลัว มีเพียงเสียงหัวใจสองดวงที่เต้นประสานกันเป็นจังหวะเดียว ทว่า... ในวินาทีที่ผมกำลังจะเผลอใจปล่อยตัวปล่อยใจไปกับสัมผัสอันแสนอันตรายนั้น เสียงเคาะประตูดัง *ก๊อก ๆ* สามครั้งติดกันก็ทำลายบรรยากาศทั้งหมดลงอย่างไม่ไยดี "คุณธันวาคะ ดิฉันเอกสารด่วนที่ต้องให้ท่านเซ็น... อุ๊ย! ขอประทานอภัยค่ะ!" เสียงแหลมสูงของหัวหน้าฝ่ายบุคคลดังแทรกเข้ามา พร้อมกับบานประตูที่ถูกผลักเปิดออกโดยไม่รอคำอนุญาต ร่างของหญิงวัยกลางคนยืนค้างเติ่งอยู่ตรงกรอบประตู ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นภาพเจ้านายหนุ่มและเลขาฯ หน้าหวานยืนแนบชิดติดประตูในสภาพที่เดาความสัมพันธ์ได้ไม่ยาก ผมสะดุ้งสุดตัว รีบผลักอกธันวาให้ออกห่างด้วยความตกใจ ใบหน้าร้อนผ่าวลามไปถึงใบหู ขณะที่คีย์ ธันวา สบถออกมาเบา ๆ อย่างหัวเสีย ใบหน้าคมคายฉายแววหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัดเมื่อถูกขัดจังหวะสำคัญในยามวิกาลแบบนี้ --- ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะเวียนมาสัมผัสความฟินปนความหมั่นไส้ในความซึนของบอสหนุ่มกับเลขาฯ ปากกล้าคนนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (โครโนสทริกเกอร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เจ้านายขาสั่งได้...แต่ห้ามใจไม่เป็น นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%