กลิ่นอายสุราหมักร้อยวันโชยกรุ่นเคลือบคลุ้งด้วยกลิ่นคาวเลือดจางๆ ภายในห้องโถงรับรองของโรงเตี๊ยมรกร้างนอกเมืองอุดร
"เจ้าบ้าบิ่นเกินไปแล้ว หลี่เฟยหลง!"
เสียงหวานดั่งธารน้ำแข็งพันปีที่หลุดจากเรียวปากของ มู่หรงเซวี่ย แฝงไว้ด้วยคลื่นพลังปราณความเย็นยะเยือกจนหยดน้ำบนโต๊ะไม้เก่าแก่แข็งตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งในพริบตา นางจ้องมองบุรุษเบื้องหน้าที่กำลังกระดกไหสุราเข้าปากอย่างไม่แยแสด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความระอุคุกรุ่น ความเยือกเย็นอันเป็นเอกลักษณ์ของทายาทตระกูลมู่หรงบัดนี้สั่นคลอนด้วยความโกรธเกรี้ยว
หลี่เฟยหลงยกมือขึ้นปาดหยดสุราที่มุมปากพลส่งยิ้มกวนประสาทตามแบบฉบับ เขาวางไหสุราลงบนโต๊ะเสียงดัง *ปัง* จนไม้ผุกร่อนแทบปริแตก ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยอย่างคนผ่านโลกมามาก
"ใจเย็นก่อนแม่นางมู่หรง... วิธีการของเจ้าคือการบุกเข้าทางหน้าประตู ทวงคืนความยุติธรรมด้วยป้ายประกาศและคมกระบี่นภา เพื่อประกาศศักดาให้คนทั้งยุทธภพรู้ว่าตระกูลมู่หรงกลับมาแล้ว แต่นั่นมันวิถีของคนโง่ที่อยากเดินไปตายเร็วกว่ากำหนดนะครับ"
"แล้ววิธีของเจ้าคืออะไร? นั่งดื่มสุราเคล้านารี รอให้พวกมันเสวยสุขบนซากศพของบรรพชนเราอย่างนั้นหรือ!" มู่หรงเซวี่ยตบโต๊ะลุกขึ้นยืน ร่างระหงสั่นเทาด้วยแรงโทสะ กระบี่น้ำแข็งประจำกายส่งเสียงกรีดร้อง ‘จี๊ด’ ในฝักราวกับรับรู้ถึงจิตสังหารที่พุ่งพล่านของนายหญิง
ยุทธภพนี้โหดร้ายและไร้ความปรานี ทุกย่างก้าวมีความตายคอยต้อนรับ การกู้คืนเกียรติยศของตระกูลมู่หรงที่ล่มสลายจากเงื้อมมือของ 'สำนักอสูรโลหิต' ไม่ใช่เรื่องที่จะใช้เพียงความกล้าหาญชั่ววูบมาเดิมพัน แต่นางไม่มีเวลาเหลือพอที่จะมานั่งรอคอยแผนการอันเลื่อนลอยของคนเจ้าสำราญผู้นี้อีกต่อไปแล้ว
หลี่เฟยหลงถอนหายใจยาว แววตาที่มักฉายแววหยาะแหย่งเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นคมกล้าดั่งกระบี่โบราณที่เพิ่งชักออกจากฝัก บรรยากาศรอบตัวเขาเปลี่ยนไปในชั่วพริบตา ปราณสุราไร้พ่ายแผ่ซ่านกดทับบรรยากาศในห้องโถงจนอึดอัด
"เจ้ามองเห็นเพียงความแค้นตรงหน้า แต่ไม่เห็นกับดักที่พวกมันวางไว้รอต้อนรับเจ้า... หากเจ้าไปในวันนี้ ด้วยกระบวนท่ากระบี่มู่หรงเก้าสวรรค์ที่เจ้าฝึกฝนจนสำเร็จ เจ้าอาจฆ่าคนของสำนักอสูรโลหิตได้ครึ่งค่าย แต่สุดท้าย เจ้าก็จะเดินเข้าสู่ค่ายกลวิญญาณโลหิตที่พวกมันเตรียมไว้สูบวิญญาณตระกูลมู่หรงของเจ้าจนหมดสิ้น ถึงวันนั้น ต่อให้ข้ามีกระบี่วิเศษอยู่ในมือ ก็ไม่อาจดึงวิญญาณเจ้ากลับมาจากขุมนรกได้หรอกนะ"
คำพูดของเขาเฉียบคมราคมมีด บาดลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจของนาง มู่หรงเซวี่ยชะงักงัน นางรู้ดีว่าสิ่งที่หลี่เฟยหลงพูดคือความจริง ทว่าศักดิ์ศรีและภาระหน้าที่บนบ่ามันหนักหนาเกินกว่าจะอดทนรอคอยได้อีกต่อไป
"ข้ารอไม่ได้..." น้ำเสียงของนางอ่อนลงวูบหนึ่ง แววตาคู่สวยที่เคยแข็งกร้าวกลับไหวระริกด้วยความเจ็บปวดที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความเย็นชา "เจ้าก็รู้ว่าเบาะแสบันทึกลับสวรรค์กำลังจะหลุดมือไป หากพวกมันเผาทำลายมันเสีย ความแค้นของบรรพชนตระกูลมู่หรงนับร้อยชีวิตจะชำระด้วยอะไร? ความตายของท่านพ่อจะสูญเปล่าไปตลอดกาล!"
หลี่เฟยหลงมองสบตานาง ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ เขารู้ดีว่าความเจ็บปวดจากการสูญเสียคนสำคัญนั้นเป็นเช่นไร เพราะเขาเองก็แบกรับรอยแผลจากการสูญเสียอาจารย์ไว้ในใจไม่ต่างกัน ทว่าความแตกต่างระหว่างเขากับนางคือ เขาเรียนรู้ที่จะใช้สติควบคุมความแค้น แต่นางกำลังปล่อยให้ความแค้นควบคุมชีวิต
"ถ้าเช่นนั้น..." หลี่เฟยหลงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายสูงโปร่งก้าวเข้าไปประชิดนางช้าๆ กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นสุราจางๆ ลอยเข้าจมูกของมู่หรงเซวี่ย "เราคงต้องเดินคนละเส้นทางกันชั่วคราวแล้วล่ะ"
มู่หรงเซวี่ยเงยหน้าขึ้นสบตาเขา หัวใจกระตุกวูบ ความรู้สึกหน็บหนาวแปลกประหลาดแล่นริ้วขึ้นมาเกาะกุมจิตใจ นางแค่นเสียงหัวเราะเยาะหยันตนเองออกมาเบาๆ
"ทางใครทางมัน... อย่างนั้นหรือ? หึ หลี่เฟยหลง ที่ผ่านมาเจ้าเห็นข้าเป็นเพียงภาระที่ต้องคอยปกป้อง หรือเป็นแค่สหายร่วมทางแก้เหงาระหว่างท่องยุทธภพกันแน่?"
"ข้าไม่เคยเห็นเจ้าเป็นภาระ..." หลี่เฟยหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่จริงจังเป็นครั้งแรก ดวงตาคู่นั้นมองลึกเข้าไปในดวงตาของนาง "แต่เพราะข้าเห็นเจ้าเป็นมากกว่าสหาย... ข้าถึงยอมให้เจ้าเดินไปตายตามลำพองใจไม่ได้ หากเจ้าดึงดันจะไปถ้ำเสือด้วยวิธีของเจ้าเอง ก็จงไปเสียเถอะ แยกกันตรงนี้ แผนการกู้คืนตระกูลมู่หรง... ให้เจ้าตัดสินใจด้วยวิถีของตัวเอง ส่วนข้า จะใช้ดาบและสุราของข้า เปิดทางอีกด้านหนึ่งให้เจ้าเอง"
พูดจบ หลี่เฟยหลงก็สะบัดชายเสื้อหันหลังให้ทันที เขาไม่รอให้นนางเอ่ยคำใดต่อ ร่างของเขาก้าวเดินออกไปจากห้องโถงท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาจากท้องนภามืดครึ้ม
มู่หรงเซวี่ยยืนนิ่งค้างอยู่ที่เดิม ปลายนิ้วเรียวสวยกำด้ามกระบี่แน่นจนข้อต่อขาวซีด นางมองตามแผ่นหลังของบุรุษผู้กวนประสาทที่เดินหายลับไปม่านสายฝน ความรู้สึกว้าเหว่และโดดเดี่ยวถาโถมเข้าใส่ราวกับถูกทิ้งไว้กลางทะเลทรายอันเหน็บหนาว
*เจ้าคนใจร้าย... เจ้าคิดจะปล่อยให้ข้าเผชิญหน้ากับพายุนี้คนเดียวจริงๆ หรือ?*
นางกัดริมฝีปากแน่นจนหลั่งเลือด รสชาติเค็มปร่าผสมกับหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอเบ้าแต่ถูกสะกดกลั้นไว้ด้วยทิฐิ มู่หรงเซวี่ยสะบัดกายหันหลังให้ประตูห้องโถง ทะยานร่างออกไปในทิศทางตรงกันข้ามกับที่หลี่เฟยหลงจากมาทันทีด้วยวิชาตัวเบาขั้นสูงสุด
วิถีแห่งยุทธภพช่างโหดร้าย มิตรภาพมักถูกทดสอบด้วยความตาย และเส้นทางแห่งการฝืนลิขิตฟ้ามักโรยด้วยหนามยอก
ทว่า ในขณะที่มู่หรงเซวี่ยกำลังทะยานผ่านผืนป่าทึบเพื่อมุ่งหน้าไปยังค่ายสำนักอสูรโลหิตตามลำพองใจ บรรยากาศรอบกายกลับแปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกผิดปกติ สายลมยามค่ำคืนหยุดนิ่งสนิท ราวกับโลกทั้งใบถูกแช่แข็งในเสี้ยววินาที
*ฉับ!*
เงาดำสายหนึ่งพุ่งตัดผ่านม่านฝนด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ปรากฏร่างของชายชุดดำสวมหน้ากากอสูรโลหิตยืนขวางทางเบื้องหน้า รังสีอำมหิตแผ่ซ่านปกคลุมรัศมีร้อยลี้ ปราณกระบี่สีเลือดพุ่งตรงเข้าจู่โจมจุดตายของนางโดยไม่มีการทักทาย!
มู่หรงเซวี่ยตื่นตระหนก นางชักกระบี่น้ำแข็งออกต้านรับสุดกำลัง *เคร้ง!* ประกายไฟสارتกระเด็นไปทั่วผืนป่า แรงปะทะมหาศาลซัดร่างของนางกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว เลือดสดๆ ไหลรินออกจากมุมปาก
"ฮ่าๆๆๆ นึกไม่ถึงว่าคุณหนูตระกูลมู่หรงจะรนหาที่ตาย เดินมาติดกับดักของพวกเราเร็วกว่าที่คาดไว้เสียอีก!" เสียงหัวเราะเยือกเย็นดั่งมาจากขุมนรกดังขึ้นจากเงาไม้รอบด้าน พร้อมกับร่างของยอดฝีมือสำนักอสูรโลหิตอีกนับสิบชีวิตที่ปรากฏตัวขึ้นปิดล้อมนางไว้ทุกทิศทาง
มู่หรงเซวี่ยหน้าถอดสี ในยามนี้ นางไร้ซึ่งเงาของหลี่เฟยหลงคอยคุ้มกัน และกำลังตกอยู่ในวงล้อมมรณะที่ยากจะรอดชีวิต!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมติดตามและดื่มด่ำไปกับวิถีแห่งยุทธภพด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
เซียนสุราไร้พ่าย กับคุณหนูน้ำแข็งหมื่นปี•ตอนที่ 14
รอยร้าวในมิตรภาพ
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราไร้พ่าย กับคุณหนูน้ำแข็งหมื่นปี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!