กลิ่นหอมหวานของสุราหมักท้อสวรรค์คละคลุ้งปะปนกับกลิ่นคาวโลหิตในสายลมราตรี หลี่เฟยหลงยกไหสุราขึ้นซดอึกใหญ่ ของเหลวฤทธิ์ร้อนไหลผ่านลำคอ แผ่ซ่านลมปราณอัคคีทมิฬให้พลุ่งพล่านทั่วสรรพางค์กาย ดวงตาคู่คมกริบดั่งพญาอินทรีมองตรงไปเบื้องหน้า ท่ามกลางเงาร่างนับร้อยที่ปิดล้อมเส้นทางถอยร่นเอาไว้จนแทบไม่เหลือแม้แต่ช่องว่างให้แมลงวันบินผ่าน
"มู่หรงเซวี่ย... เจ้ายังมัวรอช้าอันใดอยู่เล่า?"
น้ำเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัด รอยยิ้มกวนประสาทประดับอยู่บนมุมปากของบุรุษผู้ถือครองกระบี่ไร้ลักษณ์ แม้ในยามที่ความตายรายล้อมอยู่รอบตัว เขากลับดูคล้ายคนสำราญที่กำลังดื่มด่ำกับบทเพลงบรรเลงในหอคอยนางโลม มากกว่าจอมยุทธ์ผู้กำลังเผชิญหน้ากับกองกำลังมือสังหารระดับปรมาจารย์แห่งพรรคอสูรโลหิต
เบื้องหลังของเขาคือหุบผาน้ำแข็งหมื่นปี มู่หรงเซวี่ยยืนตัวสั่นเทิ้มด้วยความตกตะลึง นางมองแผ่นหลังกว้างที่ตั้งตระหง่านดั่งภูผาค้ำยันฟ้า ดวงตางามล้ำที่เคยเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปีบัดนี้กลับสั่นไหวระริก หยาดน้ำใสคลอหน่วยอย่างสุดกลั้น นางรู้ดีว่าเป้าหมายที่แท้จริงของพวกมันคือ "บันทึกอัคคีบรรพกาล" ในมือของนาง และการที่หลี่เฟยหลงเลือกจะยืนขวางทางไว้เช่นนี้ หมายความว่าเขาเลือกที่จะเอาชีวิตเข้าแลก เพื่อซื้อเวลาให้นางได้หลบหนีไปพร้อมกับความลับของตระกูล
"เจ้า... เจ้าคนบ้า!" เสียงหวานเอ่ยลอดไรฟันด้วยความโกรธปนสะท้อนใจ "คิดว่าทำตัวเป็นวีรบุรุษแล้วข้าจะซาบซึ้งใจเจ้าอย่างนั้นหรือ? หุบผานี้มีทางตัน เจ้า... เจ้าจะรอดได้อย่างไร!"
"คุณหนูมู่หรง" หลี่เฟยหลงปรายตามองนางเล็กน้อย รอยยิ้มอบอุ่นฉายชัดขึ้นวูบหนึ่งก่อนจะเลือนหายไป "ข้าไม่เคยบอกว่าตนเองเป็นวีรบุรุษ... ข้าเป็นเพียงนักดื่มสุราผู้หนึ่ง ที่ไม่ชอบเห็นสตรีงามต้องหลั่งน้ำตาโดยเฉพาะสตรีที่ข้า... ยังต้องเก็บหนี้ค่าสุราไว้อีกหลายตำลึง"
สิ้นเสียง ประกายตาก็แปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมเกรียมดั่งคมกระบี่ หลี่เฟยหลงสะบัดข้อมือเบาๆ กระบี่ไร้ลักษณ์ในฝักส่งเสียงคำรามก้องกังวาน ปราณกระบี่สีครามเข้มทะลทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า แหวกมฆทมิฬจนเกิดเป็นช่องว่างให้แสงจันทร์สาดส่องลงมาอาบไล้ร่างของเขา ดั่งเทพเซียนผู้ลงมาจุติเพื่อทัณฑ์สวรรค์
"ฆ่ามัน! อย่าให้มันขวางทางนังสารเลวผู้นั้นได้!"
เสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวของผู้อาวุโสพรรคอสูรโลหิตดังขึ้น มือสังหารนับร้อยพุ่งทะยานเข้ามาพร้อมกันราวกับฝูงตั๊กแตนปาทาน ประกายอาวุธนับร้อยชนิดสะท้อนแสงจันทร์ระยิบระยับ พลังปราณสายต่างๆ หลอมรวมกันจนเกิดเป็นคลื่นพายุหมุนมรณะที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่งให้แหลقสลายในพริบตา
หลี่เฟยหลงไม่ถอยแม้แต่ครึ่งก้าว เขายกไหสุราขึ้นซดหยดสุดท้ายก่อนจะปาไหดินเผาทิ้งลงพื้นแตกกระจาย
"เคล็ดกระบี่เมามาย... รูปแบบที่เจ็ด: พันเมามายไร้เงา!"
ร่างของหลี่เฟยหลงเลือนรางคล้ายภาพลวงตา เขาก้าวเท้าด้วยจังหวะที่ดูคล้ายคนไร้สติ แต่กลับหลบหลีกคมกระบี่นับร้อยได้อย่างเฉียดฉิว ดั่งสายลมพัดผ่านกิ่งหลิว ปราณกระบี่พุ่งออกจากฝักวาดเป็นวงโค้งสีครามประกายเพลิง สาดซัดเข้าใส่แนวหน้าของมือสังหารพรรคอสูรโลหิตทันที
ฉับพลัน! เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังระงม เลือดสีชาดสาดกระเซ็นย้อมผืนหิมะสีขาวโพลนให้กลายเป็นสีแดงฉาน ร่างของมือสังหารสามคนแรกขาดเป็นสองท่อนในกระบวนท่าเดียว พลังปราณอันดุดันและรุนแรงแผ่ขยายออกไปรอบทิศทาง จนพวกมันที่เหลือต้องชะงักฝีเท้าด้วยความตื่นตระหนก
"ไอ้เด็กนี่มันปราณแกร่งกล้ามนุษย์เกินไปแล้ว! ระดมกำลังตั้งค่ายกลโลหิตทลายฟ้า!" ผู้อาวุโสพรรคอสูรโลหิตแผדเสียงสั่งการด้วยความเกรี้ยวกราด เมื่อเห็นลูกน้องล้มตายลงในพริบตาเดียว
มือสังหารที่เหลืออีกแปดสิบกว่าชีวิตเปลี่ยนกระบวนท่าอย่างรวดเร็ว พวกมันกระโดดขึ้นล้อมวงกลม ปล่อยพลังปราณสีเลือดพวยพุ่งขึ้นเชื่อมต่อกันจนกลายเป็นม่านพลังรูปโดมสีแดงฉาน ปิดกั้นทุกเส้นทางเข้าออก แรงกดดันมหาศาลกดทับลงบนบ่าของหลี่เฟยหลง ราวกับมีภูเขาขนาดยักษ์นับสิบลูกกดทับลงมา
หลี่เฟยหลงกระอักโลหิตออกมาคำโต ร่างกายสะท้านไหว แต่รอยยิ้มเย้ยหยันบนมุมปากกลับยิ่งเด่นชัดขึ้น ดวงตาของเขาเปล่งประกายสีทองเจิดจ้า ลมปราณอัคคีทมิฬที่สะสมมานานระเบิดออกรอบกาย เผาไหม้อากาศจนเกิดเสียงดังเปรี๊ยะปรัชะ
"คิดจะใช้ม่านพลังนี้ขังข้าหรือ? ฝันไปเถอะ!"
เขากำด้ามกระบี่แน่น เสียงหัวเราะดังลั่นก้องหุบผา ท่ามกลางความโดดเดี่ยวในดงกระบี่และวงล้อมมรณะที่ไร้ซึ่งทางรอด หลี่เฟยหลงหาได้มีความหวาดกลัวไม่ มีเพียงจิตวิญญาณแห่งนักสู้ที่ลุกโชนดั่งเปลวเพลิงที่ไม่มีวันดับมอด
ในขณะเดียวกัน มู่หรงเซวี่ยที่กำลังถอยร่นเข้าไปในเขตปลอดภัย นางหันกลับมามองภาพเบื้องหลังด้วยหัวใจที่แตกสลาย น้ำตารินไหลอาบแก้ม นางรู้ดีว่าเวลาที่หลี่เฟยหลงซื้อให้แลกมาด้วยชีวิตของเขาเอง แต่วินาทีที่นางกำลังจะหันหลังวิ่งหนีเข้าไปในถ้ำลึกลับ สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นเงาร่างลึกลับผู้หนึ่งก้าวออกมาจากความมืดมิดเบื้องหน้า
เงาร่างนั้นสวมชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าถูกปกปิดด้วยหน้ากากโลหิต ทว่ากลิ่นอายพลังปราณที่แผ่ออกมาจากร่างนั้น... กลับทำให้โลหิตในกายของมู่หรงเซวี่ยเย็นเฉียบลงจนแทบหยุดไหล
มันไม่ใช่คนของพรรคอสูรโลหิต... แต่เป็น "คนผู้รอดชีวิต" จากตระกูลมู่หรงที่ควรจะตายไปเมื่อสิบปีก่อน!
ขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "เซียนสุราเมามาย" มาโดยตลอดนะครับ!
เซียนสุราไร้พ่าย กับคุณหนูน้ำแข็งหมื่นปี•ตอนที่ 15
โดดเดี่ยวในดงกระบี่
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราไร้พ่าย กับคุณหนูน้ำแข็งหมื่นปี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!