เสียงไม้ฟืนแตกปะทุ "เปรี๊ยะ" ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของค่ำคืนอันเหน็บหนาว หยาดน้ำค้างยามดึกยังไม่หนาแน่นเท่าความอึดอัดที่แผ่ซ่านอยู่ระหว่างคนทั้งสองในถ้ำร้างแห่งนี้
"เจ้ายังดื่มมันอีกหรือ? พิษสุราเรื้อรังมิได้ช่วยให้เส้นลมปราณที่ขาดสะบั้นของเจ้าต่อติดได้ รังแต่จะทำให้ธาตุไฟเข้าแทรกเร็วขึ้นเท่านั้น"
มู่หรงเซวี่ยเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงราบเรียบดั่งสายน้ำในฤดูเหมันต์ นางนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหินเบื้องหน้า ร่างระหงห่อหุ้มด้วยอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์สะท้อนแสงไฟสีส้มสลัวจนดูราวกับรูปปั้นหยกสลักที่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ ทว่าแววตาคู่คมกลับเหลือบมองไหเหล้าในมือของบุรุษตรงข้ามด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะเอ่ย
หลี่เฟยหลงไม่ตอบในทันที เขายกไหเหล้าขึ้นซดอึกใหญ่ ปล่อยให้น้ำสีอำพันร้อนผ่าวไหลผ่านลำคอ ก่อนจะหัวเราะหึๆ ในลำคออย่างไม่ยี่หระ ดวงตาหงส์คู่นั้นหรี่ลงเล็กน้อยยามทอดมองเปลวไฟที่กำลังเต้นระบำ
"คุณหนูมู่หรง... ชีวิตคนเราก็เหมือนสุราจอกนี้ ยิ่งกลั่นยิ่งเข้มข้น ยิ่งเก่ายิ่งบาดคอ ทว่าสุดท้ายไม่ว่าจะรสชาติเลิศล้ำเพียงใด ก็ย่อมต้องเหือดแห้งจนหมดไห เจ้ามัวแต่เคร่งเครียดกับกฎเกณฑ์และบันทึกลับตระกูลมู่หรง จนลืมไปแล้วกระมังว่ารสชาติของการ 'มีชีวิตอยู่' มันเป็นเช่นไร"
"เหลวไหล!" มู่หรงเซวี่ยขมวดคิ้วมุ่น ปรายตามองเขาด้วยความเย็นชาที่ทวีความกดดันขึ้นอีกหลายส่วน "เกียรติยศและความแค้นของตระกูลคือภาระที่ข้าต้องแบกรับ เจ้าเป็นเพียงจอมยุทธ์เร่ร่อนไร้สำนัก จะไปเข้าใจอะไรกับความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่"
"ความรับผิดชอบงั้นหรือ?"
รอยยิ้มกวนประสาทบนใบหน้าของหลี่เฟยหลงเลือนหายไปชั่วพริบตา แทนที่ด้วยแววตาลุ่มลึกดึงดูดใจอย่างประหลาด เขาวางไหเหล้าลงบนพื้นเสียงดัง "ตุบ" ก่อนจะโน้มตัวไปข้างหน้าเข้าหาแสงไฟ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาน้ำแข็งคู่นั้นราวกับจะทะลวงผ่านกำแพงหัวใจที่นางสร้างขึ้นมานับแรมปี
"อาจารย์ของข้าเคยกล่าวไว้ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะดับลง... สิ่งที่น่าสมเพชที่สุดในยุทธภพ มิใช่การไร้สำนักหรือไร้พลังฝีมือ แต่คือการมีชีวิตอยู่ตามบทบาทที่ผู้อื่นขีดเส้นไว้ให้ โดยไม่เคยฟังเสียงหัวใจของตนเองเลยสักครั้ง"
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของมู่หรงเซวี่ย ร่างเพรียวชะงักงันไปชั่วขณะ
ภาพเหตุการณ์ในอดีต วันที่ตระกูลมู่หรงถูกลอบโจมตีจนพินาศสิ้น ภาพโลหิตที่นองท่วมพื้นและคำสั่งเสียของบิดาที่ก้องกังวานในความทรงจำ ‘เจ้าต้องฟื้นฟูตระกูล... เจ้าต้องแก้แค้น...’ สิ่งเหล่านี้คือกรงขังที่นางขังตัวเองไว้ตลอดมา นางเป็นดั่งกระบี่น้ำแข็งที่ถูกตีขึ้นมาเพื่อการสังหารและการทวงคืน ไม่เคยได้รับอนุญาตให้เหนื่อยล้า ไม่เคยได้รับอนุญาตให้อ่อนแอ และไม่เคย... มีใครกล้าพูดจาตักเตือนนางเช่นนี้มาก่อน
"เจ้า... รู้ได้อย่างไร..." เสียงของนางสั่นพร่าลงเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้
"ข้าไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องราวทั้งหมดของตระกูลมู่หรงหรอกคุณหนู..." หลี่เฟยหลงขยับยิ้มมุมปาก ชักกระบี่หยกโลหิตที่เหน็บข้างกายออกมาวางไว้บนตัก ปล่อยให้จิตสังหารอันเบาบางผสมผสานกับไออุ่นจากกองไฟ "ข้ารู้เพียงแค่ว่า... น้ำแข็งที่หนาเตอะนับหมื่นปี หากโดนความร้อนจากสุราและเปลวไฟแห่งความจริงใจแผดเผา ย่อมต้องหลอมละลายกลายเป็นหยาดน้ำตาได้เช่นกัน"
บรรยากาศรอบกายพลันเงียบสงบลงอีกครา ทว่าครั้งนี้มิใช่ความเงียบที่อึดอัด หากแต่เป็นความเงียบงันที่เปิดเปลือยความรู้สึกในก้นบึ้งของจิตใจ มู่หรงเซวี่ยเม้มริมฝีปากแน่น เปลือกตาสั่นระริกยามหลุบลงมองมือของตนเองที่ประสานกันแน่นบนตัก ความเยือกเย็นที่นางใช้ปกป้องตนเองมาตลอด บัดนี้กลับสั่นคลอนด้วยถ้อยคำเพียงไม่กี่ประโยคของบุรุษผู้มึนเมาผู้นี้
"ถ้าหาก... หากข้าละทิ้งความแค้นนี้ไม่ได้เล่า หลี่เฟยหลง..." นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอีกครั้ง แววตาคู่นั้นมิได้เย็นชาดั่งเช่นเคย หากแต่แฝงไปด้วยความเปราะบางที่หาดูได้ยากยิ่ง "ถ้าหากวิถีทางที่ข้าเลือก มันมีแต่ความตายและเลือดเนื้อรออยู่เบื้องปลาย เจ้าจะยังคง... เดินเคียงข้างข้าอยู่หรือไม่"
คำถามนั้นแขวนอยู่กลางอากาศ ราวกับเดิมพันด้วยชะตากรรมทั้งหมดของคนทั้งสอง
หลี่เฟยหลงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่รอยยิ้มอันองอาจและเปี่ยมด้วยความทะนงตัวจะปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือออกไป หยิบไหเหล้าขึ้นมาอีกครั้ง แต่ครานี้เขากลับเทสุราลงบนพื้นดินครึ่งหนึ่ง เป็นการคารวะให้กับฟ้าดินและวิญญาณผู้ล่วงลับ จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นสบตานางตรงๆ
"ต่อให้เบื้องหน้าคือขุมนรก หรือทัณฑ์สวรรค์ที่พร้อมจะแหลกสลายร่างเป็นจุล... ขอเพียงเจ้าเอ่ยปาก เซียนสุราผู้นี้จะใช้กระบี่ในมือ ฟันฝ่าเส้นทางเลือดนั้นให้สว่างไสวเคียงข้างเจ้าเอง!"
สิ้นคำพูดอันทรงพลังนั้น พลังปราณรอบกายของหลี่เฟยหลงก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน! เปลวไฟในกองไฟลุกโชนวาบเป็นสีคราม จุดตันtian (จุดตันเถียน) ในร่างของเขาสั่นสะท้าน เส้นลมปราณที่เคยเสียหายกลับได้รับการชำระล้างด้วยสัจธรรมแห่งจิตวิญญาณ ทะลวงขอบเขตพลังที่ติดขัดมาเนิ่นนานเข้าสู่ขั้น "จิตกระบี่หลอมรวม" อย่างไร้ซุ่มเสียง!
*เปรี้ยง!*
เสียงฟ้าร้องคำรามก้องกังวานจากท้องนากลางดึก ทั้งที่เมื่อครู่ยังเป็นท้องฟ้าที่ไร้เมฆฝน เมฆดำทะมึนก่อตัวหมุนวนอย่างรวดเร็วเหนือปากถ้ำ ราวกับสวรรค์กำลังพิโรธต่อการก้าวข้ามขีดจำกัดฝืนลิขิตฟ้าของมนุษย์!
มู่หรงเซวี่ยเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง นางสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ออกมาจากร่างของชายหนุ่ม
ทว่า ในวินาทีที่สายฟ้าสายแรกกำลังจะผ่าผ่าทะลุเพดานถ้ำลงมาทัณฑ์ประหารนั้นเอง...
เงาร่างสีดำสนิทนับสิบสายก็พุ่งทะยานเข้ามาจากความมืดมิดอย่างไร้ซุ่มเสียง พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วหุบเขา
"ฮ่าๆๆๆ! ช่างเป็นภาพความรักที่ซาบซึ้งใจยิ่งนัก... หลี่เฟยหลง เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าค่ำคืนนี้ เจ้าจะมีโอกาสได้ดื่มสุราจอกสุดท้ายร่วมกับนางมารผู้นี้อย่างสงบสุข?"
---
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับวิถีแห่งยุทธภพด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
เซียนสุราไร้พ่าย กับคุณหนูน้ำแข็งหมื่นปี•ตอนที่ 10
สุราจอกสุดท้ายก่อนรุ่งสาง
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราไร้พ่าย กับคุณหนูน้ำแข็งหมื่นปี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!