"ตัวเลขกำไรสุทธิไตรมาสนี้ ขยับขึ้นมาสามร้อยเปอร์เซ็นต์จากปีกลาย... แต่กระดาษแผ่นนี้ หาใช่สิ่งที่ข้าต้องการในยามนี้ไม่"
นิ้วเรียวดั่งลำเทียนของไป๋จินเฟิงวางรายงานบัญชีหนาเตอะลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งอย่างแผ่วเบา ทว่าเสียงกระทบนั้นกลับดังก้องกังวานในห้องทำงานที่เงียบสงบ
นางสวมเสื้อโค้ทผ้าทอเนื้อดีสีเทาเข้มตัดเย็บประณีต ทับด้วยผ้าพันคอไหมสีเขียวมรกตขับเน้นผิวพรรณผุดผ่องดั่งหยกอุ่น ดวงตาดอกท้อคู่นั้นกวาดมองเอกสารราชการฉบับล่าสุดจากส่วนกลางที่เพิ่งถูกส่งมาถึงมือ ท่ามกลางบรรยากาศการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยที่กลิ่นอายควันปืนแห่งการปฏิวัติค่อยๆ จางหาย เปิดทางให้แก่กลิ่นอายของเม็ดเงินและนโยบายเปิดประเทศที่กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบเชียบ
"คุณหนู... เอ๊ย สหายไป๋ครับ ทางการเมืองประกาศทิศทางชัดเจนแล้วว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษทางใต้จะเริ่มนำร่องในอีกสามเดือนข้างหน้า โกดังสินค้าที่เรากว้านซื้อไว้ริมท่าเรือ หากปล่อยเช่าตอนนี้ ราคาจะพุ่งทะยานจนน่าตกใจทีเดียวครับ" ผู้จัดการเหอเอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเทาด้วยความตื่นระทึก มือทั้งสองข้างประสานกันไว้แนบต้นขาอย่างนอบน้อม
จินเฟิงไม่ตอบทันที นางเพียงหลุบตาลงเล็กน้อย ปล่อยให้ความเงียบโรยตัวลงมาราวกับเกล็ดหิมะที่โปรยปรายนอกหน้าต่าง บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความกดดันอันล้ำลึก สติปัญญาที่ผ่านการฝึกฝนจากสมรภูมิการเมืองในอีกมิติหนึ่ง ทำให้มองทะลุปรุโปร่งถึงเกมกระดานระดับประเทศที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น การค้าเสรีมิใช่เพียงแค่การซื้อถูกขายแพง แต่มันคือการชิงไหวชิงพริบเพื่อกุมเส้นเลือดใหญ่ของแผ่นดิน
"ปล่อยเช่าหรือ?" ริมฝีปากอิบอิ่มแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่ทำให้ผู้จัดการเหอถึงกับขนหัวลุกชัน "เจ้ามองการณ์ไกลได้เพียงแค่ผลกำไรตรงหน้า แต่มองไม่เห็นเงาของพยัคฆ์ที่กำลังซุ่มซ่อนอยู่เบื้องหลังนโยบายนี้เลยสักนิด"
"พยัคฆ์... พยัคฆ์อันใดกันครับ หรือว่า..."
"นโยบายเปิดเสรีมิได้เปิดกว้างให้ทุกคนตักตวงอย่างเท่าเทียม ผู้ที่กุมอำนาจเบื้องหลังย่อมต้องการจัดระเบียบกระดานหมากเสียใหม่ โกดังริมท่าเรือเหล่านั้น หากเราถือครองไว้ในนามบุคคล ย่อมตกเป็นเป้าสายตาและอาจถูกบีบให้คายออกด้วยข้อหาฉ้อฉลในยามที่ลมเปลี่ยนทิศ" จินเฟิงลุกขึ้นยืนช้าๆ ทรวดทรงระหงภายใต้ชุดโค้ทสง่างามดั่งนางพญาหงส์ นางเดินไปที่หน้าต่างกระจกใส มองทิวทัศน์ของเมืองหลวงในยามที่กำลังก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ "สิ่งที่เราต้องทำ มิใช่การปล่อยเช่า... แต่เป็นการยกกรรมสิทธิ์ครึ่งหนึ่งให้แก่กองทัพ เพื่อแลกกับการคุ้มครอง และสิทธิ์ขาดในการผูกขาดเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างเมืองท่ากับส่วนกลาง"
คำพูดนั้นเฉียบคมราวกระบี่ที่ชักออกจากฝัก ผู้จัดการเหอถึงกับผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว ใบหน้าซีดเผือดด้วยความตื่นตะลึง การเอาผลประโยชน์ไปผูกติดกับกองทัพ เท่ากับเป็นการดึงดาบมารักษาคอตัวเอง แต่มันก็เดิมพันด้วยความเสี่ยงมหาศาลหากเดินหมากพลาดแม้แต่ตาเดียว
ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ซุ่มเสียง ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบนายพลสีเขียวเข้มไร้รอยยับปรากฏขึ้น ลู่ถิงเฉินก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าหนักแน่นและมั่นคง ไหล่กว้างแผ่ซ่านไอสังหารและอำนาจกดดันอันเยือกเย็นที่หล่อหลอมมาจากสนามรบ ดวงตาคมกริบดั่งพยัคฆ์หนุ่มกวาดมองภรรยาด้วยประกายตาวาวโรจน์ที่ซ่อนความลึกล้ำยากหยั่งถึง
"เจ้าช่างกล้าหาญนัก ถึงขนาดกล้าเอาชื่อกองทัพไปเดิมพันในเกมธุรกิจของตนเองเชียวหรือ"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความเยียบเย็น บรรยากาศในห้องราวกับถูกแช่แข็งในฉับพลัน ผู้จัดการเหอรีบโค้งคำนับแล้วถอยร่นออกไปจากห้องอย่างรู้ความ ปิดประตูลงกลอนให้อย่างเบามือ เหลือเพียงคนทั้งสองที่ยืนเผชิญหน้ากันท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามบ่ายที่สาดส่องผ่านกระจก
จินเฟิงไม่สะทกสะท้านต่อนัยน์ตาดุดันคู่นั้นแม้แต่น้อย นางหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับสามี มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า "ท่านนายพลตื่นตัวเร็วกว่าที่คิด เสียดายที่ท่านมองเกมนี้แคบเกินไป ข้ามิได้เอาชื่อกองทัพไปเดิมพัน แต่ข้ากำลังมอบ 'ความมั่งคั่ง' ที่จะทำให้กองทัพของท่านไม่ต้องก้มหัวงบประมาณให้กระทรวงการคลังต่างหากล่ะครับ... เอ่อ หมายถึง... ท่านพี่คิดว่าข้อเสนอนี้คุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่เล่า"
ลู่ถิงเฉินสาวเท้าเข้าไปใกล้ ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดจนจินเฟิงต้องเงยหน้าขึ้นมอง กลิ่นอายบุรุษเพศอันตรายปะปนกับกลิ่นบุหรี่จางๆ และความหนาวเย็นนอกหน้าต่างโชยเข้าปะทะนาสิก มือหนาเอื้อมไปแตะปอยผมที่เคลียแก้มเนียนของภรรยาแผ่วเบา สัมผัสรุนแรงและเยียบเย็น ทว่าแฝงไว้ด้วยความหลงใหลที่เจ้าตัวมักจะปฏิเสธเสมอ
"เจ้าเป็นสตรีที่อันตรายที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบเจอมา ไป๋จินเฟิง" ลู่ถิงเฉินก้มกระซิบชิดริมฝีปาก ลลมหายใจอุ่นร้อนปะปนกับความดุดัน "แต่ทว่า... ข้อเสนอของเจ้าเมื่อครู่ เพิ่งจะทำให้กระทรวงกลาโหมอนุมัติงบพิเศษให้ข้าสามารถเคลื่อนย้ายกำลังพลไปคุมชายแดนใต้ได้โดยไม่มีใครขัดขวาง เจ้าล่วงรู้แผนการของเบื้องบนได้อย่างไรกันแน่?"
ดวงตาของจินเฟิงพราวระยับด้วยประกายแห่งความฉลาดเฉลียว นางเอื้อมมือเรียวไปแตะบ่ากว้างของสามี ลูบไล้ป้ายอินทรธนูยศนายพลอย่างเชื่องช้า "ความลับของกุนซือ ย่อมไม่เปิดเผยให้แม่ทัพฟังง่ายๆ หรอกนะท่านพี่... เว้นเสียแต่ว่า ท่านจะยอมทำตามเงื่อนไขข้อต่อไปของข้า"
ลู่ถิงเฉินแค่นหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ แขนแกร่งรวบเอวคอดกิ่วของนางเข้าหาตัวอย่างรวดเร็วจนร่างแนบชิดไร้ช่องว่าง ความเยือกเย็นดุร้ายเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นประกายไฟแห่งความปรารถนาอันลึกซึ้ง
"เจ้าไม่มีสิทธิ์ต่อรองอันใดกับข้าอีกแล้ว จินเฟิง..."
ทว่า ก่อนที่ริมฝีปากหนาจะได้ก้มลงทาบทับกลีบปากนุ่ม เสียงเคาะประตูก็รัวเร็วและหนักหน่วงดังขึ้นขัดจังหวะ ราวกับมีสัญญาณเตือนภัยจากเบื้องบน
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
"ท่านนายพลครับ! ด่วนครับ! มีโทรเลขด่วนที่สุดจากเมืองหลวง... ส่งตรงถึงมือท่านโดยเฉพาะ!" เสียงนายทหารคนสนิทตะโกนผ่านประตูเข้ามาด้วยความตื่นตระหนก น้ำเสียงนั้นสั่นเครือจนผิดปกติ "ประกาศพระราชโองการลับ... เอ๊ย คำสั่งด่วนจากท่านผู้นำสูงสุด! มีคำสั่งให้จับกุมตัว... สหายไป๋จินเฟิง ในข้อหาลักลอบค้าขายเงินตราต่างประเทศและสมคบคิดกับต่างชาติ!"
ลู่ถิงเฉินชะงักกึก ร่างที่โอบกอดภรรยาอยู่แข็งค้างราวกับถูกสายฟ้าฟาด ดวงตาดุดันพลันหรี่แคบลงจนเหลือเพียงเส้นเดียว ไอสังหารทะลักทะลายออกมาจากร่างสูงใหญ่อย่างน่ากลัวในเสี้ยววินาที
จินเฟิงยังคงนิ่งสงบ รอยยิ้มบนมุมปากของนางมิได้จางหายไปแม้แต่น้อย นางเงยหน้าขึ้นสบตากับสามีผู้กุมอำนาจกองทัพ ท่ามกลางวิกฤตอันเป็นตายเท่ากันที่เพิ่งถูกโยนเข้ามาขวางกั้นความหวานชื่น ทว่าในแววตานั้นกลับทอประกายท้าทายราวกับนางกำลังรอคอยเวลานี้มานานแสนนานแล้ว
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษอันเข้มข้นนี้ไปด้วยกันนะครับ
กุนซือสาวมือทองแห่งยุคเจ็ดสิบ กับบัญชาทัพร้อยเล่ห์ของท่านนายพล•ตอนที่ 28
รุ่งอรุณแห่งการเปลี่ยนแปลง
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือสาวมือทองแห่งยุคเจ็ดสิบ กับบัญชาทัพร้อยเล่ห์ของท่านนายพล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!