"เส้นทางการค้านี้ หากเจ้ายังดึงดันจะใช้เส้นทางผ่านหุบเขาหมอกทมิฬ เกรงว่าต่อให้มีหัวคิดการค้าล้ำเลิศเพียงใด ศทรัพย์สินเงินทองที่เพียรสะสมมาก็คงมลายหายสิ้นภายในชั่วข้ามคืน... เจ้าคิดว่าพวกโจรภูเขาเหล่านั้นเป็นเพียงสุนัขจรจัดข้างทางที่โยนเศษเนื้อให้แล้วจะยอมล่าถอยไปอย่างนั้นหรือ แม่นางไป๋"
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจที่เจือกระแสความเยียบเย็นดังขึ้นทำลายความเงียบภายในห้องรับรองส่วนตัวของโรงเตี๊ยมตระกูลหลิว กลิ่นอายกดดันอันทรงพลังแผ่ซ่านออกมาจากร่างของบุรุษในชุดคลุมผ้าไหมสีนิลปักลายมังกรห้าเล็บด้วยดิ้นเงินเข้ม ซึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดง
ไป๋จินเฟิงชะงักมือที่กำลังจรดพู่กันเขียนบัญชีลงเล็กน้อย นางมิได้เงยหน้าขึ้นทันที ทว่ากลับสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อซึมซับกลิ่นชาผู่อឺร์ชั้นดีที่เพิ่งชงเสร็จใหม่ๆ ก่อนจะค่อยๆ วางพู่กันลงบนแท่นหยกขาวอย่างใจเย็น นางปรายตามองบุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งมณฑลทางเหนือผู้นี้ด้วยแววตานิ่งสงบ ดุจผิวน้ำในบึงลึกที่ไร้ระลอกคลื่น
ชุดกระโปรงผ้าไหมป่านเนื้อละเอียดสีฟ้าอ่อนปักลายดอกเหมันต์บานสะพรั่งขับเน้นให้ร่างระหงของนางดูสง่างามราวกับภาพวาดพู่กันจีนโบราณ ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาหาใช่ความงามหยาดเยิ้ม หากแต่เป็นประกายปัญญาในดวงตาคู่นั้นที่เฉียบคมราวกับใบมีดซ่อนในฝัก
"เรียนท่านนายพล..." จินเฟิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ กังวานใสราวเสียงกระดิ่งหยกกระทบกัน "เส้นทางหุบเขาหมอกทมิฬแม้จะทุรกันดารและขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม แต่สำหรับสินค้าประเภทผ้าทอและใบชาล็อตใหญ่ที่ข้ากำลังจะลำเลียงเข้าสู่ตลาดการค้าเสรีในเขตปกครองพิเศษยุคเปลี่ยนผ่านนี้ มันคือเส้นทางเดียวที่สามารถร่นระยะเวลาการขนส่งลงได้ถึงสามวัน การประหยัดเวลาหมายถึงกำไรที่เพิ่มขึ้น... ท่านนายพลผู้ปรีชาญย่อมเข้าใจหลักการเศรษฐศาสตร์พื้นฐานข้อนี้ดี มิใช่หรือครับ?"
คำว่า 'ครับ' ที่จินเฟิงจงใจใช้หยอกเย้าและท้าทายกลายๆ ทำให้มุมปากหนาของลู่ถิงเฉินกระตุกขึ้นเล็กน้อย แววตาดุร้ายราวกับพยัคฆ์หนุ่มกวาดมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา บุรุษผู้กุมอำนาจกองทัพนับแสน คุมชะตาชีวิตคนนับล้านด้วยปลายปากกา กลับต้องมานั่งถกเถียงเรื่องเส้นทางขนส่งสินค้ากับบุตรสาวชาวนาที่บังเอิญทะลุมิติมาสร้างอาณาจักรการค้าในยุคเจ็ดสิบสแปดสิบนี้
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาสองคนต้องมาเผชิญหน้ากันในสถานการณ์เช่นนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างนายพลผู้เยือกเย็นดุร้ายกับกุนซือสาวผู้มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว เปรียบเสมือนการเดินหมากกระดานใหญ่ที่ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครยอมใคร ทุกย่างก้าวคือการคำนวณผลได้ผลเสีย ทว่าลึก ภายใต้ความเชือดเฉือนด้วยวาจา กลับมีบางสิ่งที่ร้อนระอุและซับซ้อนยิ่งกว่าผลประโยชน์ทางธุรกิจก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน
"เจ้าช่างกล้าหาญนัก... หรือควรเรียกว่าโง่เขลาเบาปัญญาดี?" ลู่ถิงเฉินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำในชุดทหารเต็มยศก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะทำงานของนางอย่างคุกคาม กลิ่นอายบุรุษเพศและกลิ่นอายควันปืนจางๆ ลอยเข้าแตะจมูก "กองกำลังโจรภูเขาเหล่านั้นหาใช่โจรป่าธรรมดา พวกมันมีเบื้องหลังเชื่อมโยงกับกลุ่มอำนาจเก่าที่ข้ากำลังกวาดล้าง หากเจ้าส่งขบวนเกวียนสินค้าเข้าไปโดยไม่มีการคุ้มกันที่เหมาะสม สินค้าของเจ้าจะกลายเป็นชนวนเหตุให้พวกมันใช้เป็นเครื่องมือต่อรองกับทางการ... และหัวของเจ้า คงได้ประดับอยู่บนยอดเสาประตูเมืองก่อนตะวันตกดินเป็นแน่"
จินเฟิงเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไม่เกรงกลัว ระยะห่างระหว่างทั้งสองสั้นเสียจนนางสามารถสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเขา หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวขึ้นเล็กน้อยด้วยความตื่นตระหนกที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความเยือกเย็น นางรู้ดีว่าสิ่งที่เขาพูดไม่ใช่คำขู่ ลู่ถิงเฉินเป็นคนประเภทที่พูดคำไหนคำนั้น และลงมือทำจริงอย่างไร้ความปรานี
ทว่า... รอยยิ้มบางเบาอันน่าหลงใหลก็ผุดขึ้นที่มุมปากของกุนซือสาว
"ถ้าเช่นนั้น... ท่านนายพลผู้ทรงคุณธรรมและเปี่ยมด้วยเมตตาเช่นท่าน คงไม่ปล่อยให้สตรีอ่อนแอผู้หนึ่งต้องเผชิญชะตากรรมอันโหดร้ายโดยลำพังกระมัง?" จินเฟิงเอ่ยเย้าด้วยน้ำเสียงที่เจือความเจ้าเล่ห์นิดๆ
ลู่ถิงเฉินแค่นเสียงหึในลำคอ ดวงตาคมกริบราวเหยี่ยวทอดมองสตรีตรงหน้าด้วยความหมั่นไส้ระคนเอ็นดู "เจ้าเด็กเหลือขอ... รู้จักใช้เล่ห์เหลี่ยมหยิบยืมอำนาจคนอื่นมาต่อยอดธุรกิจของตนเองเก่งเสียจริงนะ"
แม้ปากจะเอ่ยตำหนิ ทว่าในใจของนายพลหนุ่มกลับตัดสินใจไปเรียบร้อยแล้ว คืนนี้... กองกำลังเฉพาะกิจลับสุดยอดภายใต้สังกัดกองทัพพยัคฆ์ทมิฬ จะถูกส่งออกไปแฝงตัวคุ้มกันขบวนสินค้าของตระกูลไป๋อย่างเงียบเชียบ โดยที่เจ้าตัวไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากร้องขอซ้ำสอง เพียงแต่... เขาไม่มีวันบอกความจริงนี้แก่หญิงสาวตรงๆ ให้เสียฟอร์มท่านนายพลเด็ดขาด
"พรุ่งนี้ยามเหม็ง (03.00 - 04.59 น.) ขบวนสินค้าของเจ้าต้องเคลื่อนพล ข้าจะส่ง 'คนสนิท' ไปช่วยตรวจตราความเรียบร้อยตามเส้นทางให้ก็แล้วกัน... ถือเป็นการตอบแทนที่เจ้าเคยช่วยวิเคราะห์แผนยุทธศาสตร์การค้าเกลือให้ข้าเมื่อเดือนก่อน" ลู่ถิงเฉินกล่าวตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พลางสะบัดชายเสื้อเตรียมจะก้าวเดินออกจากห้อง
"ช้าก่อนครับท่านนายพล" จินเฟิงรีบเอ่ยเรียก ทำให้ฝีเท้าแกร่งต้องชะงักลง นางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เสื้อผ้าอาภรณ์ที่ตัดเย็บอย่างประณีตขยับตามจังหวะการเคลื่อนไหว ส่งกลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์ลอยละล่องไปในอากาศ "คนสนิทที่ท่านกว่าถึง... คงไม่ใช่รองแม่ทัพจ้าวผู้มีใบหน้าบึ้งตึงราวกับคนท้องผูกตลอดเวลาหรอกกระมัง? หากเป็นเช่นนั้น ข้าเกรงว่าลูกน้องของข้าคงอกแตกตายก่อนสินค้าจะถึงปลายทางเสียก่อน"
ลู่ถิงเฉินหันกลับมามองนางด้วยหางตา ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่งในรอบหลายปีของท่านนายพลผู้เย็นชา
"วางใจเถอะ... คนที่จะไปคุ้มกันเจ้าในครานี้ ฝีมือและหน้าตาล้วนเป็นเลิศยิ่งกว่ารองแม่ทัพจ้าวหลายเท่านัก" นายพลหนุ่มเอ่ยทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงมีเลศนัย ก่อนจะก้าวเดินหายลับไปหลังม่านมุกปล่อยให้จินเฟิงยืนนิ่งอยู่ลำพังท่ามกลางความเงียบงัน
ยามค่ำคืนมาเยือน ความมืดมิดโรยตัวปกคลุมไปทั่วเมืองท่าการค้าอันคึกคัก ทว่าบรรยากาศเบื้องหลังความเจริญกลับเต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำที่กำลังซัดสาดอย่างรุนแรง
ณ คลังสินค้าลับชานเมืองของตระกูลไป๋ แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันส่องสว่างสลัว ขบวนเกวียนสินค้ากว่าสี่สิบคันถูกจัดเตรียมไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย สินค้าผ้าทอชั้นดีและใบชาคุณภาพสูงถูกห่อหุ้มด้วยผ้ากันน้ำอย่างแน่นหนา ไป๋จินเฟิงยืนตรวจความเรียบร้อยเป็นครั้งสุดท้ายด้วยความรอบคอบ นางสวมเสื้อคลุมกันหนาวสีชาดปักลายเมฆมงคล ขับเน้นให้ผิวพรรณผุดผ่องยิ่งดูโดดเด่นท่ามกลางความมืดมิด
"คุณหนูครับ! ทุกอย่างพร้อมแล้วครับตามคำสั่ง แต่... เอ๊ะ นั่นมัน..." เสียงร้องด้วยความตกใจของอาเฉียง คนสนิทผู้ซื่อสัตย์ดังขึ้น ขัดจังหวะการตรวจบัญชีของจินเฟิง
นางเงยหน้าขึ้นมองตามปลายนิ้วของอาเฉียง ท่ามกลางความมืดเบื้องหน้า ขบวนม้าศึกสีดำสนิทนับสิบตัวกำลังควบเข้ามาจอดเทียบหน้าคลังสินค้าอย่างเป็นระเบียบ ท่วงท่าการลงจากหลังม้าพร้อมเพรียงและไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ บ่งบอกถึงความเป็นมืออาชีพขั้นสูงของทหารกองกำลังพิเศษ
และผู้นำขบวนนั้น... คือร่างสูงสง่าในชุดเกราะอ่อนสีดำสนิทคาดแถบเงิน ใบหน้าคมคายหล่อเหลาราวกับเทพสลักที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี
ลู่ถิงเฉิน... ท่านนายพลผู้ทรงอำนาจ กลับเลือกที่จะสลัดชุดแม่ทัพมาปรากฏกายท่ามกลางความมืดในฐานะ 'หัวหน้าหน่วยคุ้มกันพิเศษ' ด้วยตนเอง!
จินเฟิงเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความคาดไม่ถึง นางไม่เคยคิดเลยว่าบุรุษผู้สูงศักดิ์ระดับนี้จะยอมลดตัวลงมาทำหน้าที่คุ้มกันกองคาราวานสินค้าให้แก่สตรีชาวนาธรรมดาๆ เช่นนางด้วยตนเอง
ลู่ถิงเฉินก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าหญิงสาว ดวงตาคมกริบเปล่งประกายลึกล้ำภายใต้แสงจันทร์สลัว น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบข้างหูของนางด้วยถ้อยคำที่ทำให้หัวใจของกุนซือสาวกระตุกวูบ
"ข้าบอกแล้ว... ว่าคนที่จะมาคุ้มกันเจ้าในครานี้ ทั้งฝีมือและหน้าตาล้วนเป็นเลิศ... ขึ้นเกวียนเถียงเรื่องบัญชีกับข้าต่อเสียดีๆ แม่นางไป๋ คืนนี้เส้นทางข้างหน้ายังมีศัตรูรอให้เราไปจัดการอีกยาวไกลนัก"
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานของ "เฉินเว่ยสายลุย" เสมอมานะครับ
กุนซือสาวมือทองแห่งยุคเจ็ดสิบ กับบัญชาทัพร้อยเล่ห์ของท่านนายพล•ตอนที่ 18
กองกำลังเฉพาะกิจของท่านนายพล
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือสาวมือทองแห่งยุคเจ็ดสิบ กับบัญชาทัพร้อยเล่ห์ของท่านนายพล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!