กุนซือสาวมือทองแห่งยุคเจ็ดสิบ กับบัญชาทัพร้อยเล่ห์ของท่านนายพล•ตอนที่ 4

หมากตานี้มีแต่ได้กับได้

ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
“หากท่านคิดว่าน้ำหนักผลผลิตในตะกร้าเหล่านี้ คือตัวเลขที่ท่านจะใช้กดราคาข้าได้ตามอำเภอใจ เช่นนั้นข้าเกรงว่าท่านคงประเมิน ‘ความหิวโหย’ ของชาวบ้านต่ำไป และประเมิน ‘ความโง่เขลา’ ของข้าไว้สูงเกินจริง” ไป๋จินเฟิงวางกระเป๋าผ้าใบเก่าลงบนโต๊ะไม้สักขัดมันของสหกรณ์การเกษตรประจำเขต เสียงตึงที่ดังขึ้นแผ่วเบากลับกึกก้องราวกับเสียงกลองศึกในความเงียบสงัด เธอไม่ได้แต่งกายด้วยชุดหรูหรา หากแต่เป็นเพียงเสื้อสีหม่นตามยุคสมัย ทว่าแววตาดุจพยัคฆ์ที่ซ่อนคมอยู่ใต้แพขนตางามนั้น กลับทำให้ผู้จัดการสหกรณ์วัยกลางคนชะงักมือที่กำลังนับเงิน “แม่นางไป๋... กฎก็คือกฎ ราคาตลาดรับซื้อผักกาดและธัญพืชช่วงนี้ตกต่ำ ท่านก็เห็นอยู่ว่าโรงงานแปรรูปทางใต้นั้นปิดตัวลง กำลังซื้อหายไปครึ่งหนึ่ง ข้าให้ราคานี้ถือว่าเมตตามากแล้วนะ” ชายวัยกลางคนกล่าวพลางปาดเหงื่อบนหน้าผาก สายตาเหลือบมองไปที่หน้าต่างร้าน เห็นรถจี๊ปสีเขียวขี้ม้าคันหนึ่งจอดสนิทอยู่ไกลๆ ไอเย็นเยียบของเครื่องยนต์ที่ยังไม่ดับนั้นทำให้เขาหวาดหวั่น จินเฟิงยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา แต่มันคือรอยยิ้มของผู้ที่มองเห็นกระดานหมากทั้งกระดานก่อนที่หมากตัวแรกจะเดิน “เมตตา? หรือท่านเพียงแต่กำลังรอให้ข้าวของเหล่านี้เน่าเสียคาโกดัง เพื่อที่ท่านจะได้ซื้อในราคาเศษเหล็ก แล้วนำไปส่งเข้าโรงงานแปรรูปของเครือญาติท่านในเมืองหลวงอย่างนั้นหรือ?” คำพูดของเธอคมกริบราวกับกระบี่ไร้เงา ชายผู้จัดการสะดุ้งสุดตัว มือของเขาที่วางอยู่บนสมุดบัญชีสั่นไหวเล็กน้อย จินเฟิงก้าวเข้าไปใกล้ บรรยากาศรอบกายเธอเปลี่ยนไปราวกับกุนซือผู้ผ่านสนามรบมานับร้อยครา เธอไม่ได้ใช้กำลัง แต่ใช้ ‘ความรู้’ ของยุคสมัยที่เธอก้าวข้ามมาควบคุมสถานการณ์ “ข้ามีข้อเสนอใหม่ที่ท่านปฏิเสธไม่ได้” จินเฟิงหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋า มันไม่ใช่แค่รายชื่อผลผลิต แต่มันคือแผนการกระจายสินค้าโดยตรงสู่สหกรณ์โรงงานเครื่องจักรหนักแห่งใหม่ที่เพิ่งเปิดทำการ “หากท่านรับซื้อในราคายุติธรรม ข้าจะแบ่งเปอร์เซ็นต์ส่วนเกินจากการดีลตรงนี้ให้ท่าน 2 ส่วน แต่หากท่านยังยืนกรานจะกดราคาข้า วันพรุ่งนี้เช้า... รถขนส่งของสหกรณ์ท่านจะมีปัญหาเครื่องยนต์ขัดข้องกลางทางจนไม่สามารถส่งของได้ทันเวลา ท่านคิดว่า ‘ท่านนายพล’ ผู้เข้มงวดกับประสิทธิภาพการผลิตในเขตนี้ จะโอนย้ายตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์ให้ใครแทนท่าน?” ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานจนได้ยินเสียงลมหายใจ ผู้จัดการหน้าซีดเผือด เขารู้ดีว่าชื่อของ ‘ลู่ถิงเฉิน’ มีอำนาจเด็ดขาดเพียงใดในดินแดนแถบนี้ แม้เขาจะไม่รู้ว่าหญิงสาวตรงหน้าไปเกี่ยวข้องกับนายพลผู้ดุร้ายคนนั้นได้อย่างไร แต่ความกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากท่าทางสงบนิ่งของเธอนั้นมิใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะมีได้ ในขณะที่การเจรจากำลังถึงจุดเดือด ประตูห้องทำงานถูกผลักออกอย่างแรง ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวมะกอกก้าวเข้ามาในห้อง รองเท้าบูทหนังขัดมันกระทบพื้นไม้จนเกิดเสียงดังหนักแน่น ลู่ถิงเฉินหยุดยืนอยู่เบื้องหลังจินเฟิง กลิ่นอายความเย็นเยียบและกลิ่นดินปืนจางๆ แผ่กระจายไปทั่วห้อง เขาไม่ได้มองผู้จัดการสหกรณ์แม้แต่น้อย สายตาคมดุราวกับเหยี่ยวของเขาจับจ้องเพียงใบหน้าด้านข้างของจินเฟิง “เจ้ากล้าดียังไงถึงเอาชื่อข้าไปข่มขู่คนอื่น เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของเจ้าเช่นนี้... จินเฟิง?” น้ำเสียงของเขาแหบต่ำและทรงพลัง ราวกับสัตว์ป่าที่กำลังขู่คำราม จินเฟิงไม่หันไปมอง เธอเพียงหยิบถ้วยชาที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาจิบช้าๆ กิริยาท่าทางสง่างามดั่งสตรีในราชสำนักผู้ถือไพ่เหนือกว่า “ข้าไม่ได้ข่มขู่ ท่านนายพล” เธอกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “ข้าเพียงแค่กำลังสอนให้คนเห็นแก่ตัวรู้จักคำว่า ‘การแบ่งปันที่เหมาะสม’ บนกระดานหมากตานี้... ไม่มีใครต้องเสียประโยชน์ หากท่านยอมปล่อยให้ข้าเล่นตามกติกาของข้า” ลู่ถิงเฉินขยับกายเข้าไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวนาง เขาโน้มตัวลงกระซิบข้างใบหู น้ำเสียงนั้นเปลี่ยนจากความดุดันเป็นความประชดประชันที่แฝงไปด้วยความสนใจที่ไม่อาจซ่อนเร้น “ดูเหมือนเจ้าจะมั่นใจในตัวเองมาก แต่น่าเสียดาย... หมากตานี้เจ้าอาจคิดว่าได้กับได้ แต่เจ้าลืมไปว่าในเขตของข้า ไม่มีใครเล่นหมากได้เกินหน้าข้า” เขายื่นมือหนาออกมาคว้าถ้วยชาจากมือเธอ แล้วยกขึ้นดื่มจนหมด ก่อนจะวางลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น พร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปากซึ่งดูอันตรายกว่าทุกครั้ง “ข้าเปลี่ยนใจแล้ว... วันนี้สหกรณ์ไม่ต้องรับซื้ออะไรทั้งนั้น แต่เจ้า... ต้องไปกับข้าที่ค่ายทหาร เดี๋ยวนี้” จินเฟิงนิ่งค้างไปเพียงครู่ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา แววตาของเธอเต้นระริกด้วยความท้าทาย เธอรู้ดีว่าคำสั่งของเขามิใช่เรื่องการค้า หากแต่เป็นเรื่องความลับบางอย่างที่เขาเพิ่งค้นพบจากรอยเท้าที่เธอทิ้งไว้ ขณะที่เธอกำลังจะก้าวตามเขาออกไป ร่างของทหารคนสนิทก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาพร้อมซองเอกสารตราประทับสีแดงสดในมือ ลู่ถิงเฉินรับมาเปิดอ่านเพียงปราดเดียว สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปจากที่เคยเยือกเย็น กลับกลายเป็นความเคร่งขรึมจนน่ากลัว เขาหันมาจ้องหน้าจินเฟิงอีกครั้ง ก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้เลือดในกายของเธอเย็นเฉียบ “จินเฟิง... ดูเหมือนข้อเสนอของเจ้าจะล่าช้าไปเสียแล้ว เพราะตอนนี้... มีคำสั่งลับจากเบื้องบนส่งตรงมาให้ข้า ให้จับกุมตัว ‘สายลับ’ ที่แฝงตัวอยู่ในหมู่บ้านนี้ และหลักฐานชิ้นสำคัญ... ก็อยู่ในกระเป๋าของเจ้า” ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับกลลวงของกุนซือสาวในยุค 70 นี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือสาวมือทองแห่งยุคเจ็ดสิบ กับบัญชาทัพร้อยเล่ห์ของท่านนายพล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%