กุนซือสาวมือทองแห่งยุคเจ็ดสิบ กับบัญชาทัพร้อยเล่ห์ของท่านนายพล•ตอนที่ 3

เงาร่างของนายพลผู้เย็นชา

ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
"คำสั่งลับจากส่วนกลาง... ส่งตรงถึงมือท่านแล้ว!" เสียงรายงานของรองผู้กองจ้าวตวัดก้องผ่านม่านผ้าใบสีเขียวเข้มของกองบัญชาการสนาม กลิ่นอายดินปืนและสนิมเหล็กเคลือบคลุ้งอยู่ในอากาศยามค่ำคืนอันหนเหน็บของมณฑลทางเหนือ ลู่ถิงเฉิน นายพลหนุ่มผู้กุมอำนาจกองทัพภาคที่เจ็ด ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นจากแผนที่ยุทธศาสตร์บนโต๊ะไม้สักเก่าคร่ำคร่า นิ้วเรียวยาวดั่งหยกสลักของเขากำลังหมุนปากกาหมึกซึมสีดำสนิทอย่างเชื่องช้า ทว่าเปี่ยมด้วยพลังกดดันที่ทำให้อากาศรอบกายราวกับลดลงจนถึงจุดเยือกแข็ง "วางไว้ตรงนั้น" น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนน้ำแข็งกระทบกันดังขึ้นอย่างไร้ความระทึก แม้ภายนอกสถานการณ์บ้านเมืองในยุคเปลี่ยนผ่านปี 1970 จะเต็มไปด้วยความระส่ำระสายของการปฏิรูปอุตสาหกรรมและความขัดแย้งของฝ่ายอำนาจ แต่สำหรับลู่ถิงเฉินแล้ว ไม่มีสิ่งใดลอดพ้นสายตาเหยี่ยวคู่นั้นไปได้ ยิ่งมีคำสั่งลับจากเบื้องบนลงมา ยิ่งหมายความว่าความเน่าเฟะในคลังเสบียงและโรงงานจักรกลกำลังจะถูกชำระล้างอย่างเลือดเย็น ดวงตาคมกริบดั่งพยัคฆ์ซ่อนเล็บปรายมองซองเอกสารสีน้ำตาลประทับตราลับสุดยอด ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวมะกอก ประดับอินทรธนูและเหรียญตราเกียรติยศจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ไหล่กว้างสง่างามดั่งขุนเขา ทว่ากIริยาวาจานั้นกลับเงียบเชียบดั่งเงาพญายม "รายงานสถานการณ์ที่เขตสหกรณ์การเกษตรและโรงงานถลุงเหล็กหมายเลขสี่" ลู่ถิงเฉินเอ่ยถามโดยไม่หันกลับมามอง ขณะเดินไปหยิบเสื้อโค้ทขนสัตว์สีดำสนิทขึ้นมาสวมทับ "เรียนท่านนายพล... ค่อนข้างน่าปวดหัวครับ" รองผู้กองจ้าวกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "ผลผลิตตกต่ำ ข้าราชการท้องถิ่นทุจริตคอร์รัปชันจนชาวบ้านอดอยาก แต่ที่แปลกประหลาดที่สุดคือ... มีข่าวลือว่ามีหญิงสาวชาวนาคนหนึ่ง สามารถคำนวณบัญชีคลังเหล็กและแก้ปัญหาเครื่องจักรไอน้ำที่พังเสียหายมานานแรมปีได้ด้วยเวลาเพียงชั่วข้ามคืน นางอ้างตัวว่าเป็น... เอ่อ... กุนซือของหมู่บ้านครับ" มุมปากของลู่ถิงเฉินกระตุกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง *กุนซือ?* ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยการกดขี่ทางชนชั้นและความแห้งแล้งเช่นนี้ ยังมีผู้ใดกล้าใช้คำสูงส่งนี้มาประดับตัวอีกหรือ? ช่างเป็นพวกต้มตุ๋นที่หาญกล้ายิ่งนัก "น่าสนใจดีนี่" ลู่ถิงเฉินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "เตรียมรถยิปซี! คืนนี้ฉันจะไปดูให้เห็นกับตาว่า 'กุนซือ' ที่ว่า มีหัวไว้บนบ่าให้ตัดมากแค่ไหน" --- ณ เรือนพักดินเหนียวเก่าคร่ำคร่าปลายหมู่บ้าน แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันก๊าดส่องลอดบานหน้าต่างไม้ที่ผุกร่อนออกมาเป็นลำแสงสีส้มสลัว ท่ามกลางลมหนาวที่พัดโชยกลิ่นไอฝนและดินโคลน ไป๋จินเฟิงนั่งนิ่งอยู่เบื้อง Lานไม้ไผ่ มือเรียวบางกำลังตวัดพู่กันจีนเขียนผังบัญชีการค้าและการกระจายสินค้าลงบนกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าอย่างคล่องแคล่ว ท่วงท่าการจับพู่กันสง่างามราวกับบัณฑิตผู้สูงศักดิ์ในราชสำนักโบราณ หาใช่หญิงสาวชาวนาผู้ยากไร้ในยุคเจ็ดสิบไม่ ชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีมอซอถูกสวมทับด้วยเสื้อกั๊กถักไหมพรมเก่าๆ ที่นางซ่อมแซมเองอย่างประณีต ทว่านัยน์ตาคู่คมปลาบดั่งหงส์กลับสุกใสและลึกล้ำราวกับมองทะลุปรุโปร่งถึงอนาคตอีกสามสิบปีข้างหน้า *การปฏิรูปเศรษฐกิจกำลังจะเริ่มต้นขึ้น หากข้าไม่กอบกู้ตระกูลไป๋จากเงื้อมมือของพวกฉ้อฉลเสียก่อน เกรงว่าคงไม่อาจตั้งหลักในยุคสมัยแห่งความอลหม่านนี้ได้* จินเฟิงรำพึงในใจ พลางวางพู่กันลงอย่างแผ่วเบา นางเงยหน้าขึ้นมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้ายามวิกาลมืดสนิทไร้หมู่ดาว มีเพียงเสียงลมหนาวที่กรีดกรายผ่านกิ่งไม้ ทว่า... สัญชาตญาณของอดีตยอดกุนซือผู้ผ่านศึกสงครามการเมืองมาโชกโชน กลับร่ำร้องเตือนภัย *ฝีเท้า...* ไม่ใช่ฝีเท้าของชาวบ้านทั่วไป หรือแม้แต่พวกอันธพาลประจำถิ่น เสียงรองเท้าคอมแบตหนักแน่นเหยียบย่ำลงบนพื้นดินเปียกชื้นดังขึ้นเป็นจังหวะจะโคน สม่ำเสมอ และทรงพลัง ราวกับกองทหารที่ผ่านการฝึกฝนอย่างเข้มงวดกำลังเคลื่อนพลปิดล้อมเรือนหลังน้อยนี้ทีละน้อย จินเฟิงไม่ตื่นตระหนก นางเพียงยกถ้วยชาสมุนไพรขึ้นจิบช้าๆ กลิ่นหอมอุ่นของโสมป่าและรากบัวช่วยสงบจิตใจที่กำลังแล่นเร็วดั่งลูกศรออกจากแล่ง นางรู้อยู่แล้วว่าการเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจที่นางทำลงไปเมื่อไม่กี่วันก่อนย่อมดึงดูดสายตาของ 'ผู้มีอำนาจ' เข้าสักวัน แต่ไม่คิดว่าจะรวดเร็วปานนี้ *ก๊อก ก๊อก ก๊อก* เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง ไม่ดังไม่เบา ทว่าเปี่ยมด้วยแรงกดดันมหาศาลที่ทำให้บานประตูไม้เก่าๆ สั่นสะเทือน จินเฟิงมิได้เอ่ยปากอนุญาต ประตูไม้ผุกร่อนก็ถูกผลักเปิดออกด้วยมือหนาของชายผู้หนึ่ง ลมหนาวกรรโชกวูบใหญ่พัดพาเอาความหนาวยะเยือกและกลิ่นอายอันตรายเข้ามาในห้องทันที ลู่ถิงเฉินก้าวเท้าเข้ามาในห้องแคบๆ ร่างสูงใหญ่ของเขาทำให้เรือนพักหลังน้อยดูคับแคบลงถตาเห็น เครื่องแบบทหารสีเขียวมะกอกไร้รอยยับและรองเท้าคอมแบตเปื้อนโคลนจางๆ ตัดกับบรรยากาศซอมซ่อภายในห้องอย่างสิ้นเชิง ดวงตาคมกริบดั่งพยัคฆ์กวาดตามองรอบบริเวณด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างบอบบางของสตรีผู้กำลังนั่งจิบชาอยู่อย่างใจเย็น ความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ อุณหภูมิในห้องลดฮวบลงจนแทบหายใจไม่ออก ลู่ถิงเฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย พิจารณาร่างตรงหน้า สตรีผู้นี้ไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย นางไม่แม้แต่จะลุกขึ้นยืนทำความเคารพตามธรรมเนียม กลับค่อยๆ วางถ้วยแร่ดินเผาลงบนโต๊ะอย่างนุ่มนวล ราวกับเขามิใช่นายพลผู้กุมอำนาจกองทัพที่พร้อมจะสั่งปลิดชีพใครก็ได้ในคำสั่งเดียว แต่เป็นเพียงแขกผู้มาเยือนที่ไร้พิษภัย "ยามวิกาลเช่นนี้ ท่านนายพลลู่ผู้ยิ่งใหญ่ ถึงกับลงทุนเดินเท้ามาเยี่ยมเยียนเรือนพักอันต่ำต้อยของหญิงชาวนาเช่นข้า คงไม่ใช่เพราะหลงทางกระมั้งเพคะ?" น้ำเสียงหวานใสทว่าราบเรียบและเปี่ยมด้วยความเย่อหยิ่งเล็กๆ เอ่ยขึ้นอย่างไม่เกรงกลัว รอยยิ้มบางเบาประดับอยู่บนมุมปากของนาง ยิ่งทำให้ลู่ถิงเฉินต้องขมวดคิ้วมุ่น *ช่างอวดดีนัก...* ลู่ถิงเฉินก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะไม้ไผ่ทีละก้าว แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกจากร่างของเขาจนจินเฟิงรู้สึกได้ถึงไอเย็นที่แผ่มาปะทะผิวหน้า เขาก้มตัวลงเล็กน้อย ใช้สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนางราวกับจะค้นหาความลับทั้งหมดที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มนั่น "เจ้าเป็นใครกันแน่... ไป๋จินเฟิง?" น้ำเสียงทุ้มต่ำและอันตรายเอ่ยชิดริมฝีปากของนาง "หญิงสาวชาวนาที่อ่านออกเขียนได้ คำนวณบัญชีคลังเหล็กได้ และซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านกันดารแห่งนี้ด้วยจุดประสงค์ใดกันแน่?" จินเฟิงเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไร้ความหวาดหวั่น กลิ่นกายบุรุษปะปนกับกลิ่นไอฝนและบุหรี่จางๆ ลอยเข้าจมูก นางยิ้มบางๆ ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นไม่แพ้กัน "ถ้าข้าบอกว่า... ข้าคือผู้ที่จะช่วยท่านพลิกชะตากรรมของกองทัพและแผ่นดินนี้เล่า ท่านนายพลจะเชื่อคำพูดของสตรีชาวนาคนนี้หรือไม่?" ดวงตาของลู่ถิงเฉินหรี่แคบลงทันที รังสีอำมหิตแผ่ออกมาจากตัวเขาจนอากาศรอบกายแทบหยุดนิ่ง ทว่า ก่อนที่นายพลหนุ่มจะได้เอ่ยคำใดออกมา เสียงฝีเท้าเร่งรีบและเสียงหอบหายใจของทหารยามหน้าประตูก็ทำลายความเงียบขึ้นอีกครั้ง "ท่านนายพลครับ! แย่แล้วครับ!" รองผู้กองจ้าววิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด ถือโทรเลขฉบับใหม่ในมือด้วยอาการสั่นเทา "สายด่วนจากเมืองหลวง... เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นที่คลังแสงหลวงแล้วครับ!" ลู่ถิงเฉินชะงัก สายตาที่เคยจ้องมองจินเฟิงค่อยๆ เคลื่อนกลับมาที่ลูกน้องคนสนิท "เกิดอะไรขึ้น?" เขาส่งเสียงถามลอดไรฟัน "มี... มีคนลอบวางเพลิงทำลายเอกสารลับทางราชการทั้งหมด และ... และพวกมันทิ้งหลักฐานชิ้นนี้ไว้บนโต๊ะทำงานของท่านรัฐมนตรีครับ!" รองผู้กองจ้าวยื่นกระดาษแผ่นเล็กที่เปื้อนคราบเขม่าควันส่งให้ ลู่ถิงเฉินรับมาคลี่ออกอ่าน เพียงแค่กวาดสายตาผ่านตัวอักษรไม่กี่บรรทัด ดวงตาดุร้ายของนายพลหนุ่มก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงอย่างหาได้ยากยิ่ง บนกระดาษแผ่นนั้น มิใช่รอยหมึกขู่กรรโชกธรรมดา หากแต่เป็น 'ลายมือ' และ 'สัญลักษณ์' เดียวกันกับที่ปรากฏอยู่มุมกระดาษบัญชีบนโต๊ะของหญิงสาวตรงหน้า... --- ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและกลอุบายอันล้ำลึกนี้ไปพร้อมกันนะครับ!
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือสาวมือทองแห่งยุคเจ็ดสิบ กับบัญชาทัพร้อยเล่ห์ของท่านนายพล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%