กระดาษไขสีน้ำตาลเข้มแผ่นนั้นยังคงส่งกลิ่นอายคาวเลือดและหมึกพิมพ์ราคาถูกจากเมืองหลวง คราบขี้ผึ้งประทับตราพยัคฆ์สีชาดบนซองจดหมายถูกฉีกออกอย่างไร้ความปรานี สะท้อนถึงความเร่งร้อนและอำนาจดิบเถื่อนที่พยายามจะบดขยี้ชีวิตของหญิงสาวผู้หนึ่งให้แหลกคามือในชั่วข้ามคืน
ลู่ถิงเฉินยืนนิ่งสนิทอยู่เบื้องหน้าโต๊ะไม้สนเก่าคร่ำคร่า แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดกะพริบไหวตามแรงลมที่ลอดผ่านรอยแตกของหน้าต่างกระดาษสา ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบนายพลสีเขียวมะกอกพับแขนเสื้อขึ้นถึงข้อศอก เผยให้เห็นเส้นเลือดปูดโปนและรอยแผลเป็นจากสนามรบที่โยงใยราวกับแผนที่แห่งความตาย ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายกวาดอ่านตัวอักษรจีนตัวบรรจงบนพระราชโองการลับซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่สายตากวาดผ่านคำว่า *"ข้อหากบฏ วางแผนลอบปลงพระชนม์ และสมคบคิดกับกองกำลังต่างชาติ"* กล้ามเนื้อกรามของเขาก็ยิ่งขบเข้าหากันแน่นจนขึ้นสันนูน
ทว่า... ไร้ซึ่งเสียงอุทาน ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก มีเพียงความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวของนายพลหนุ่มผู้กุมอำนาจกองทัพภาคเหนือราวกับพายุฤดูหนาวที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง
"หึ..."
เสียงหัวเราะในลำคอของลู่ถิงเฉินช่างเย็นเยียบเสียจนผู้ช่วยที่ยืนก้มหน้าตัวสั่นอยู่มุมห้องถึงกับเข่าอ่อน
"พวกมันช่างกล้าหาญยิ่งนัก... ใช้ข้อหาสกปรกเช่นนี้เพื่อจัดการสตรีอ่อนแอผู้หนึ่ง" ลู่ถิงเฉินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบทว่าเจือกระแสจิตสังหารที่รุนแรงจนอากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็ง "ไป๋จินเฟิงเป็นเพียงลูกสาวชาวนาที่เพิ่งเรียนรู้วิธีทำนาเกลือและการค้าขายพืชผลในยุคเปลี่ยนผ่านนี้... กบฏแผ่นดิน? ช่างเป็นข้อหาที่ขำขันสิ้นดี!"
"ท่านนายพลครับ... แล้วทางกองบัญชาการใหญ่..." ผู้ช่วยหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เอ่ยถามด้วยเสียงสั่นเครือ "คำสั่งนี้ส่งตรงมาจากสำนักอุปราช... หากเราไม่ส่งตัวคุณไป๋ไปดำเนินคดี เกรงว่าท่านเองอาจจะ..."
"ไสหัวไปให้พ้นหน้าฉัน!" ลู่ถิงเฉินตวาดก้องโดยไม่ต้องหันกลับมามอง ปลายนิ้วหนาขยำกระดาษพระราชโองการลับในมือจนยับยู่ยี่ ก่อนที่มันจะถูกโยนลงไปในกองไฟดวงเล็กๆ ที่ลุกโชนอยู่ในเตาผิงดินเผา เสียงกระดาษไหม้เกรียมดังปะทุขึ้นท่ามกลางความเงียบ
ประตูห้องทำงานถูกผลักเปิดออกเบื้องหลังอย่างแผ่วเบา พร้อมกับกลิ่นหอมจางๆ ของชาดอกเบญจมาศป่าและกลิ่นอายดินหลังฝน
ไป๋จินเฟิงก้าวเข้ามาในห้องด้วยก้าวย่างที่มั่นคงและสง่างาม แม้มนุษย์จะอยู่ในชุดเสื้อผ้าฝ้ายหยาบสีเทาตามวิถีชีวิตชาวนายุคเจ็ดสิบ ทว่าทรวดทรงและกิริยาท่าทางของนางกลับระแคะระคายกลิ่นอายของราชสำนักชั้นสูงอย่างไร้ที่ติ นางสวมเสื้อคลุมกันหนาวตัวยาวที่ตัดเย็บอย่างประณีตด้วยมือ ผมยาวสลวยถูกรวบเก็บไว้ด้วยปิ่นไม้เรียบง่าย ทว่าดวงตากลมโตคู่นั้นกลับประกายแสงระยิบระยับราวกับดวงดาวในคืนเดือนมืด นางไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัวต่อประกาศิตแห่งความตายที่เพิ่งถูกเผาทำลายไปเมื่อครู่แม้แต่น้อย
"ดูท่าทางท่านนายพลกำลังเดือดดาลกับเรื่องคอขาดบาดตายสินะคะ... อภัยด้วยที่ฉันเสียมารยาทเข้ามาในยามวิกาลเช่นนี้" ไป๋จินเฟิงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าแฝงความเฉียบคมราวกับใบมีดที่ซ่อนอยู่ในแพรไหม
ลู่ถิงเฉินหันขวับกลับมามองนาง แววตาดุร้ายและเยือกเย็นในคราแรกพลันชะงักงันไปชั่วขณะ ยามที่แสงไฟจากเตาผิงสะท้อนลงบนใบหน้าด้านข้างของนาง ความเปราะบางบางอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในตัวสตรีผู้นี้ กลับซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มบางเบานั้น
"เธอรู้เรื่องโทรเลขฉบับนั้นแล้ว?" ลู่ถิงเฉินถามเสียงต่ำ เดินสาวเท้าย่างสามขุมเข้ามาประชิดตัวนาง กลิ่นบุรุษเพศและไอความร้อนจากร่างกายของเขาแผ่ซ่านเข้ากดดัน ทว่าไป๋จินเฟิงกลับไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ
"โลกใบนี้ช่างแคบนัก... ข่าวสารจากเมืองหลวงเดินทางเร็วกว่าม้าเร็วเสียอีกค่ะ" ไป๋จินเฟิงกล่าวพลางยกถาดไม้ในมือขึ้น บนนั้นมีกาน้ำชาดินเผาเคลือบสีเขียวหยกและจอกชาเนื้อเนียนสองใบ นางรินน้ำชาสีเหลืองอำพันอุ่นๆ ลงในจอกอย่างใจเย็น กลิ่นหอมกรุ่นของชาสมุนไพรช่วยเจือจางบรรยากาศตึงเครียดภายในห้องลงไปได้ถนัดตา
"เธอไม่กลัวหรือ?" ลู่ถิงเฉินโน้มใบหน้าลงมาใกล้ นางได้ยินเสียงลมหายใจของเขาที่เจือความหงุดหงิดและ... ความเป็นห่วงที่เขาพยายามปิดบังไว้อย่างมิดชิด "พวกเขาต้องการหัวของเธอเพื่อใช้เป็นเครื่องมือต่อรองอำนาจทางการเมือง หากฉันปกป้องเธอ ฉันอาจจะต้องสูญเสียทุกอย่าง... กองทัพ ตำแหน่ง หรือแม้แต่ชีวิต"
ไป๋จินเฟิงแย้มยิ้ม นางยกจอกชาขึ้นจรดริมฝีปาก ดื่มช้าๆ เพื่อซึมซับรสชาติอันอบอุ่น ก่อนจะวางจอกลงบนโต๊ะไม้ด้วยเสียงกระทบเบาๆ ที่ดังก้องกังวานในความเงียบ
"ท่านนายพลลู่... ท่านคิดว่าชีวิตของฉันมีค่าแค่ไหนกันคะ?" ไป๋จินเฟิงเอ่ยถาม น้ำเสียงราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงใหญ่ไร้ลมพัด "ตั้งแต่วันที่ฉันลืมตาขึ้นมาในร่างของบุตรสาวชาวนาที่ยากจนข้นแค้น ท่ามกลางสายตาดูแคลนของผู้คนในหมู่บ้าน และการแย่งชิงผลประโยชน์ในยุคเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจนี้... ฉันไม่เคยฝากชะตากรรมไว้ในมือของสวรรค์ หรือแม้แต่ในพระราชโองการของจักรพรรดิองค์ใด"
นางก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด จนปลายจมูกแทบจะชนกับปกเสื้อเครื่องแบบของเขา ปลายนิ้วเรียวยาวเอื้อมไปแตะที่ข้อมือหนาของลู่ถิงเฉินเบาๆ สัมผัสนั้นเย็นเฉียบ ทว่ากลับหนักแน่นและทรงพลัง
"ท่านปกป้องฉัน เพราะท่านกลัวสูญเสียอำนาจ... หรือเพราะท่านกลัวว่าจะสูญเสีย 'ข้า' กันแน่คะ?"
คำถามนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของนายพลผู้ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใด ลู่ถิงเฉินชะงักงัน นัยน์ตาคมกريบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย หัวใจที่ด้านชามานานนับปีจากการฆ่าฟันในสนามรบ กลับเต้นกระหน่ำขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งในอก
ในยุคเจ็ดสิบที่เต็มไปด้วยความอดอยาก ความระแวง และการเมืองอันโสมม สตรีเบื้องหน้าเขากลับกลายเป็นดั่งแสงสว่างเดียวที่มองทะลุปรุโปร่งถึงตัวตนที่แท้จริงภายใต้หน้ากากความโหดเหี้ยมของเขา นางมองเห็นความโดดเดี่ยว ความเหนื่อยล้า และบาดแผลในใจที่เขาไม่เคยปริปากบอกใคร
ลู่ถิงเฉินยื่นมือหนาขึ้นโอบรอบเอวบางของนางเข้าหาตัวอย่างรวดเร็ว แรงปะทะนั้นนุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยความหวงแหนและดุดันในเวลาเดียวกัน ปลายคางของเขาเกยอยู่บนลาดไหล่ของนาง สูดดِمกลิ่นกายหอมละมุนที่ผสมผสานระหว่างกลิ่นชาและดอกไม้ป่า ร่างกายของทั้งสองแนบชิดกันจนสัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกันท่ามกลางความหนาวเหน็บของค่ำคืน
"เจ้าช่าง... ร้ายกาจเสียจริง ไป๋จินเฟิง" ลู่ถิงเฉินกระซิบชิดใบหูของนาง เสียงทุ้มต่ำพร่าพร่าสั่นเครือเล็กน้อย "เจ้ารู้ดีว่าข้าไม่มีวันยอมให้ใครแตะต้องเส้นผมของเจ้าแม้แต่เส้นเดียว... ต่อให้ต้องคว่ำแผ่นดินนี้ลงก็ตาม"
ไป๋จินเฟิงหลับตาลงเล็กน้อย ปล่อยให้ความอบอุ่นจากอ้อมกอดของนายพลหนุ่มโอบล้อมร่างของนางไว้ นางรู้ดีว่านี่ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต บนกระดานหมากรุกที่เดิมพันด้วยอำนาจและหัวใจ
ทว่า... ในวินาทีที่ความเงียบสงบและความลึกซึ้งกำลังหลอมรวมจิตวิญญาณของคนทั้งสองเข้าด้วยกัน เสียงเคาะประตูดังปัง! สามครั้งติดกันอย่างเร่งรีบและไร้มารยาทก็ทำลายบรรยากาศทั้งหมดลงในพริบตา
"ท่านนายพลครับ! แย่แล้วครับ!" เสียงตะโกนของนายทหารยามหน้าประตูดังลั่นด้วยความตื่นตระหนก "กองกำลังพิเศษจากส่วนกลาง... นำโดย 'ผู้ตรวจการหลี่' บุกเข้ามาล้อมคฤหาสน์ของเราไว้หมดแล้วครับ! พวกเขาอ้างคำสั่งด่วนที่สุดจากท่านผู้นำสูงสุด เพื่อเข้าตรวจค้นและ... ควบคุมตัวคุณไป๋จินเฟิงทันทีตอนนี้เลยครับ!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านคืนอันหนาวเหน็บนี้ไปด้วยกันนะครับ
กุนซือสาวมือทองแห่งยุคเจ็ดสิบ กับบัญชาทัพร้อยเล่ห์ของท่านนายพล•ตอนที่ 15
ค่ำคืนใต้แสงจันทร์และรสชาติชาอุ่น
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือสาวมือทองแห่งยุคเจ็ดสิบ กับบัญชาทัพร้อยเล่ห์ของท่านนายพล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!