กลิ่นอายของสนิมเหล็กและคราบเลือดแห้งกรังคละคลุ้งหนาแน่นอยู่ภายในกระโจมบัญชาการทหารหาญ แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันก๊าดไหววูบตามแรงลมหนาวที่เล็ดลอดผ่านรอยต่อของผ้าใบหนา บรรยากาศภายในตึงเครียดเสียจนแม้แต่เสียงหายใจก็ยังดุจดั่งเสียงกรรเชียงฟาดสายน้ำ
“รอยขูดขีดบนตลับชาสมุนไพรนี้ หาใช่ร่องรอยจากการใช้งานปกติไม่”
ไป๋จินเฟิงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบ ทว่าก้องกังวานบาดลึกถึงขั้วหัวใจ นางสวมเสื้อคลุมกันหนาวผ้าฝ้ายสีครามเข้มปักลายเมฆมงคลเรียบง่าย ทว่าท่วงท่าการก้าวเดินกลับสง่างามดั่งพญาหงส์ย่างก้าวเข้าสู่สนามรบ ปลายนิ้วเรียวดั่งลำเทียนหยิบตลับทองเหลืองขึ้นพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
ลู่ถิงเฉิน นายพลหนุ่มผู้กุมอำนาจกองทัพบูรพา นั่งไขว่ห้างอยู่เบื้องหลังโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็ง ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวทะเลทรายจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา ความเยือกเย็น ดุร้าย และไร้ความปรานีที่เคยใช้สยบเหล่าแม่ทัพนายกอง กลับต้องหยุดชะงักลงเบื้องหน้าสติปัญญาอันล้ำลึกของนาง
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร จินเฟิง” ลู่ถิงเฉินเอ่ยถาม น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ในถ้ำลึก
“ท่านนายพลโปรดสังเกต รอยลากของเข็มเหล็กที่ก้นตลับ มิได้มีไว้เพื่อระบุปริมาณยา หากแต่เป็นสัญลักษณ์สากลของกองกำลังพิทักษ์ชายแดนแคว้นโฉว” นางวางตลับลงบนโต๊ะเบาๆ เสียงกระทบกันของโลหะดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน “คนผู้นี้มิได้เป็นเพียงแค่พลทหารชั้นผู้น้อยที่แอบขโมยเสบียง แต่เป็น ‘หนอนบ่อนไส้’ ที่ถูกฝังตัวมานานแรมปี เพื่อส่งข่าวสารความเคลื่อนไหวของค่ายทหารเราให้แก่ฝ่ายตรงข้าม”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ลู่ถิงเฉินไม่แม้แต่จะกะพริบตา เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำภายใต้ชุดเกราะหนังสีดำสนิทแผ่รังสีสังหารน่าสะพรึงกลัวออกมารอบทิศทาง ทว่าริมฝีปากหยักลึกกลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเหี้ยมเกรียมและประกายตาแห่งความพึงพอใจ
“เจ้ามองเกมขาดเช่นนี้เสมอ... ทำให้ข้าอดคิดไม่ได้ว่า หากเจ้ามิใช่สตรีผู้เลอโฉมผู้หนึ่ง เจ้าคงเป็นยอดกุนซือที่ข้าต้องสังหารทิ้งเสียตั้งแต่แรกพบ เพื่อมิให้เป็นภัยต่อแผ่นดิน”
“คำชมของท่านนายพลหนักหนasนัก ข้าเป็นเพียงบุตรีชาวนาผู้หนึ่ง เหตุไฉนจึงอาจหาญเทียบชั้นยอดกุนซือได้เล่าเพคะ” จินเฟิงตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางเบາ แววตาคมปลาบสะท้อนภาพใบหน้าคมคายของบุรุษตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว “แต่หากเรามัวแต่ชื่นชมกันและกัน เกรงว่า ‘แผนลับใต้ดิน’ ของเจ้าหนอนตัวนั้นคงจะถูกส่งมอบให้ศัตรูไปถึงไหนต่อไหนแล้ว”
“เจ้ามีแผนการใด” ลู่ถิงเฉินก้าวเข้าไปใกล้ กลิ่นกายบุรุษปะปนกับกลิ่นอายสงครามลอยเข้ากระทบนาสิกของนาง ทว่าจินเฟิงหาได้ถอยหลังหนีแม้แต่นصفก้าว นางเพียงเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ
“งูเห่ามักจะปลอดภัยที่สุดเมื่อมันซ่อนตัวอยู่ในรูของมันเอง... แต่หากเราทำเป็น ‘ตีหญ้าให้งูตื่น’ เล่าเพคะ” ดวงตาคู่สวยพราวระยับด้วยประกายแห่งเล่ห์กล “ปล่อยข่าวลือเรื่องการขนส่งเสบียงลับผ่านเส้นทางหุบเขาผาเงาจันทร์ในคืนพรุ่งนี้ หากมันเป็นไส้ศึกที่จงรักภักดีต่อฝ่ายนั้นจริง มันจะต้องรีบส่งสัญญาณไฟออกไปในคืนนี้อย่างแน่นอน”
“แล้วผู้ใดเล่าที่จะเป็นคนจับตามองการเคลื่อนไหวของมันในความมืด” ลู่ถิงเฉินโน้มใบหน้าลงมาใกล้ จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียนนุ่มของนาง ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนแทบไร้ช่องว่าง หัวใจของมหาบุรุษผู้เย็นชากลับเต้นผิดจังหวะยามเมื่อได้กลิ่นหอมอ่อนๆ คล้ายดอกเหมยหลงฤดูจากตัวนาง
“ย่อมต้องเป็นท่าน... และข้า” จินเฟิงกระซิบตอบแผ่วเบา ราวกับเสียงกระซิบของปีศาจยามราตรี
ค่ำคืนนั้น สายลมหนาวพัดโชยกระหน่ำราวกับมีอสูรกายกรีดร้องอยู่ภายนอกกระโจม ภายในห้องลับใต้ดินที่ใช้เก็บตำราพิชัยสงครามและแผนที่ทางยุทธศาสตร์ แสงจากคบเพลิงสาดส่องกระทบเงาดำสายหนึ่งที่กำลังขยับตัวอย่างลุกลี้ลุกลน
เงาร่างนั้นคือนายกองทหารชั้นผู้น้อยนามว่า ‘เฉินฮ่าว’ มือสั่นเทาขณะกำลังหยิบกระดาษสาแผ่นเล็กขึ้นมาเตรียมขีดเขียนข้อความลับเพื่อส่งสัญญาณออกไปทางหน้าต่างระบายอากาศ ทว่าในวินาทีที่ปลายพู่กันกำลังจะแตะลงบนกระดาษ...
*แกร๊ก!*
เสียงเหล็กกระทบกันดังขึ้นเบื้องหลัง พร้อมกับคมดาบเย็นเฉียบที่แนบชิดอยู่กับต้นคอของเฉินฮ่าวจนรู้สึกถึงความเย็นเยือกของความตาย
“เจ้า...!” เฉินฮ่าวหน้าซีดเผือก ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว ขาพับจนแทบล้มลงไปกองกับพื้น
“กล้าดียิ่งนักนะ เฉินฮ่าว” น้ำเสียงเยือกเย็นดุจน้ำแข็งขั้วโลกดังขึ้นจากความมืด ลู่ถิงเฉินก้าวออกมาจากเงาของเสาไม้ ใบหน้าหล่อเหลาดุดันไร้ซึ่งความปรานี ดวงตาดั่งเหยี่ยวจ้องมองเหยื่อด้วยความรังเกียจ
ทว่า ก่อนที่ลู่ถิงเฉินจะทันได้เอ่ยปากเค้นความจริง ประตูห้องลับใต้ดินก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับร่างของทหารยามวิ่งหน้าตื่นเข้ามาคุกเข่าลงแทบเท้าด้วยเนื้อตัวที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อและหยาดฝน
“เรียนท่านนายพล! เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ... ที่คลังเสบียงหลวงทางทิศเหนือ จู่ๆ ก็เกิดเพลิงไหม้ขึ้นอย่างไร้สาเหตุ แถมในกองเพลิงนั้น... ยังมีราชโองการลับจากเมืองหลวงที่ประทับตราหยกขององค์รัชทายาทหล่นอยู่ด้วยขอรับ!”
ลู่ถิงเฉินชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมในพริบตาเดียว เขาหันขวับกลับมามองหน้าไป๋จินเฟิงทันที ขณะที่จินเฟิงเองก็หรี่ตาลง รอยยิ้มบนใบหน้าเลือนหายไป เหลือเพียงความตระหนักรู้ว่า...
เกมกระดานนี้ มิได้มีแค่พวกมันกับไส้ศึกกระจอกผู้นี้เสียแล้ว แต่ยังมีมือที่มองไม่เห็นอีกคู่หนึ่งกำลังชักใยอยู่เบื้องหลัง!
*(โปรดติดตามตอนต่อไป)*
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและกลยุทธ์อันล้ำลึกนี้ไป3ด้วยกันนะครับ
กุนซือสาวมือทองแห่งยุคเจ็ดสิบ กับบัญชาทัพร้อยเล่ห์ของท่านนายพล•ตอนที่ 13
รอยร้าวในค่ายทหารและแผนลับใต้ดิน
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือสาวมือทองแห่งยุคเจ็ดสิบ กับบัญชาทัพร้อยเล่ห์ของท่านนายพล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!