เสียงโลหะทองเหลืองกระทบพื้นหินขัดดัง *เคร้ง* สะท้อนก้องกราบเพดานห้องรับรองอันเงียบสงบ กุญแจดอกเล็กที่ร่วงหล่นลงไปนั้นราวกับเสียงเคาะระฆังประหารชีวิตที่ดึงสติของทุกคนให้กลับคืนสู่ความจริงอันโหดร้าย ไป๋จินเฟิงยังคงยืนนิ่งสนิท ร่างอรชรในชุดเสื้อคลุมผ้าฝ้ายทอมือสีครามเข้มปักลายใบบัวตลบชายตามธรรมเนียมยุคเจ็ดสิบ ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความสง่างามเยือกเย็นดั่งขุนนางหญิงในราชสำนักโบราณ สายตาของนางทอดมองกล่องไม้สนสีดำสนิทในมือ แววตาที่เคยประกายความเฉลียวฉลาดและมั่นอกมั่นใจ ไหววูบลงชั่วพริบตาก่อนจะกลับมานิ่งสนิทราวกับผิวน้ำในบึงลึกที่ไร้แรงลม
"ลัญจกรจักรวรรดิ... ส่งตรงจากเมืองหลวงโดยหน่วยลับพยัคฆ์ทมิฬ" เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง ลู่ถิงเฉิน นายพลหนุ่มผู้กุมอำนาจกองทัพภาคเหนือ ก้าวเท้าออกมาจากเงาสลัวของเสาไม้เนื้อแข็ง นัยน์ตาคมกริบดั่งเหยี่ยววาดมองกล่องใบนั้นด้วยความระแวดระวัง ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารสีเขียวมะกอกคาดเข็มขัดหนังแท้สะท้อนกลิ่นอายความดุร้ายและเยือกเย็นในเวลาเดียวกัน เขาก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าหญิงสาว กลิ่นอายบุรุษเพศอันทรงพลังแผ่ซ่านกดดันบรรยากาศรอบตัวให้ยิ่งอึดอัด
"ท่านนายพลคิดว่า ภายในกล่องนี้ซ่อนราชโองการปลดปล่อย หรือประกาศิตประหารชีวิตครอบครัวไป๋กันเล่าเพคะ" จินเฟิงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางราบเรียบ ไพเราะราวกับเสียงดีดพิณสวรรค์ ทว่าแฝงไว้ด้วยความเย้ยหยันในโชคชะตา นางมิใช่หญิงสาวชาวนาไร้เดียงสาอีกต่อไป นับตั้งแต่ก้าวเข้ามาสู่เกมการเมืองและการค้าในยุคเปลี่ยนผ่านนี้ ทุกย่างก้าวล้วนต้องเดินบนเส้นด้ายที่ขึงตึงด้วยคมดาบ
ลู่ถิงเฉินไม่ตอบคำถาม เขาเอื้อมมือหนาอันหยาบกร้านจากการจับอาวุธมาสัมผัสกล่องไม้สนนั้น ปลายนิ้วแข็งแกร่งปัดเศษฝุ่นละอองบางเบาออกอย่างถือวิสาสะ "ของสิ่งนี้มิได้มีไว้เพื่อปลดหรือประหาร... แต่มีไว้เพื่อ 'บีบ' ให้เจ้าต้องเลือกระหว่างศักดิ์ศรีกับความอยู่รอด"
คำพูดของเขาเฉียบคมดั่งใบมีดโกน บาดลึกเข้าไปถึงความจริงที่จินเฟิงกำลังเผชิญ ในยามนี้ นโยบายเศรษฐกิจใหม่เริ่มบังคับใช้ พ่อค้าหน้าเลือดจากเมืองหลวงและกลุ่มทุนใหญ่ต่างทยอยหลั่งไหลเข้ามาตีตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคในเมืองอุตสาหกรรมแห่งนี้อย่างป่าเถื่อน พวกมันใช้กลยุทธ์ตัดราคาและสายสัมพันธ์อันเหนียวแน่นกับผู้มีอำนาจในรัฐบาลท้องถิ่นเพื่อผูกขาดการค้า หวังบดขยี้กิจการโรงงานแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรที่นางเพิ่งสร้างขึ้นมากับมือให้แหลกคามือ
ทว่ายังไม่ทันที่จินเฟิงจะได้วางกลยุทธ์ตั้งรับและรุกกลับเพื่อปกป้องหยาดเหงื่อแรงงานของชาวบ้าน กล่องไม้สนประทابตราลัญจกรนี้ก็ถูกส่งมาขัดขวางราวกับรู้ทันทุกย่างก้าวของนาง
"พวกทุนนิยมจากเมืองหลวงคิดจะใช้กฎหมายบีบให้ข้าต้องยอมขายหุ้นโรงงานแปรรูปทั้งหมดในราคาถูกสินะเพคะ" จินเฟิงแค่นยิ้มหยัน มุมปากอิ่มได้รูปยกขึ้นเล็กน้อย นางหันหลังให้กับร่างสูง สะบัดชายเสื้อคลุมเดินไปหยิบถ้วยชาเคลือบกระเบื้องลายครามขึ้นมาจิบเพื่อกดความกรุ่นโกรธในอก "ช่างเป็นวิธีสกปรกที่คาดเดาได้ไม่ยากเลย"
"เจ้าประเมินพวกมันต่ำไปแล้ว ไป๋จินเฟิง" ลู่ถิงเฉินก้าวตามติด ร่างสูงใหญ่โน้มตัวลงกระซิบชิดใบหูขาวผ่อง กลิ่นกายบุรุษเจือจางด้วยกลิ่นอายดินปืนและสนิมเหล็กทำเอาลมหายใจของหญิงสาวสะดุดไปชั่วขณะ "สิ่งที่ซ่อนอยู่ในกล่องหาใช่เพียงสัญญาซื้อขายไม่... แต่มันคือรายชื่อโรงงานลับที่ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์นอกกฎหมาย ซึ่งถูกโยกย้ายเส้นทางการเงินผ่านบัญชีการค้าของครอบครัวเจ้า หากเจ้าปฏิเสธการควบรวมกิจการในครั้งนี้ ข้อหา 'กบฏต่อแผ่นดินและสมคบคิดกับกองกำลังต่างชาติ' จะถูกประทับลงบนหัวของบิดาเจ้าทันที"
ดวงตากลมโตคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นี่คือหมัดฮุกที่หนักหน่วงที่สุดตั้งแต่เธอก้าวเข้ามาสู่โลกใบนี้ พวกมันไม่ได้ต้องการเพียงแค่ส่วนแบ่งทางการตลาด แต่ต้องการทำลายรากฐานชีวิตของนางให้ย่อยยับไม่เหลือชิ้นดี
จินเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกระงับสติอารมณ์ สมองอันปราดเปรื่องประมวลผลอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ หากยอมจำนน นางและครอบครัวจะตกเป็นทาสรับใช้ทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนใหญ่ไปตลอดกาล แต่หากสู้โดยไร้แผนสำรอง ครอบครัวไป๋จะต้องจบชีวิตลงบนลานประหาร
"ท่านนายพล..." นางเอ่ยเสียงแผ่วเบา ทว่าแววตากลับเปล่งประกายความดุดันเด็ดเดี่ยวชนิดที่ชายชาตรีหลายคนยังต้องยอมสยบ "ท่านคิดว่า ข้า... ไป๋จินเฟิง ผู้นี้ เป็นสตรีที่ยอมจำนนต่ออำนาจมืดเช่นนั้นหรือ?"
ลู่ถิงเฉินจ้องมองใบหน้างามล้ำที่เต็มไปด้วยความท้าทาย มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจ แววตาคู่นั้นฉายแววทึ่งระคนเอ็นดูในความกล้าหาญของสตรีตรงหน้า "ข้ารู้ว่าเจ้ามีแผน... บอกข้ามาสิ ยอดกุนซือของข้า ว่าเจ้าจะพลิกกระดานนี้อย่างไร?"
"ในเมื่อพวกมันส่งกองกำลังทางเศรษฐกิจมาหมายจะบดขยี้เรา ข้าก็จะใช้ 'สงครามประสาท' และ 'เครือข่ายใต้ดิน' ของชาวนาท้องถิ่นตีโต้พวกมันกลับในจุดที่เจ็บปวดที่สุด" จินเฟิงวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น ดวงตาคู่คมจ้องประสานกับนายพลหนุ่มอย่างไม่หลบเลี่ยง "คืนนี้... เราจะเปิดเผยบัญชีลับของพวกมันให้สาธารณชนรับรู้ผ่านหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ก่อนที่พวกมันจะทันได้ตั้งตัว!"
บรรยากาศภายในห้องรับรองตึงเครียดถึงขีดสุด ทว่าท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูเรือนพักอย่างกะทันหัน เสียงทุบประตูปึงปังพร้อมกับเสียงตะโกนก้องด้วยความเกรี้ยวกราดดังทะลุเข้ามา
"เปิดประตูเดี๋ยวนี้! ทางการมีคำสั่งศาลพิเศษ เข้าตรวจค้นและยึดทรัพย์สินทั้งหมดของบ้านไป๋ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับขบวนการค้าของเถื่อน!"
ลู่ถิงเฉินหรี่ตาลงอย่างอันตราย มือหนาเอื้อมไปกุมด้ามปืนพกพกสั้นที่เหน็บอยู่ข้างเอวอัตโนมัติ ทว่าก่อนที่นายพลหนุ่มจะได้ก้าวออกไปขวางประตู ไป๋จินเฟิงกลับยื่นมือเรียวงามมาแตะที่แขนเสื้อของเขาไว้เบาๆ
นางไม่ได้แสดงความหวาดกลัวออกมาเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... มุมปากของหญิงสาวกลับประดับด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบราศีกุมอำนาจ ยามที่นางเอ่ยประโยคสุดท้ายออกมาช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ
"ไม่ต้องเปิดหรอกเพคะท่านนายพล... เพราะคนที่ยืนอยู่หน้าประตูในเวลานี้ หาใช่เจ้าหน้าที่รัฐธรรมดาไม่ แต่เป็น 'คนสนิท' ของท่านอ๋องใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลจากเมืองหลวง ซึ่งบัดนี้... ได้ก้าวเข้ามาติดกับดักที่เราขุดรอไว้เรียบร้อยแล้ว"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่ากระแสลมพายุแห่งยุคสมัยนี้ไปด้วยกันนะครับ
**- เฉินเว่ยสายลุย -**
กุนซือสาวมือทองแห่งยุคเจ็ดสิบ กับบัญชาทัพร้อยเล่ห์ของท่านนายพล•ตอนที่ 11
ลมพายุลูกใหม่พัดเข้าสู่เมืองอุตสาหกรรม
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือสาวมือทองแห่งยุคเจ็ดสิบ กับบัญชาทัพร้อยเล่ห์ของท่านนายพล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!