เสียงกลอนประตูไม้สนไผ่ถูกง้างเปิดออกอย่างเชื่องช้า ทว่ามั่นคงในความเงียบงันยามวิกาล ไร้ซึ่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดบาดหู ราวกับผู้มาเยือนได้หยอดน้ำมันหล่อลื่นลงบนบานพับมาเป็นอย่างดี ลมหนาวระลอกสุดท้ายของฤดูใบไม้ผลิพัดกรรโชกผ่านช่องหน้าต่างกระดาษสา หอบเอา กลิ่นอายสนิมเหล็กและกลิ่นอายสงครามจางๆ เข้ามาในห้องพักอันคับแคบของยุคเจ็ดสิบ
ไป๋จินเฟิงไม่ได้สะดุ้งตื่น นางนั่งรออยู่แล้ว ณ โต๊ะไม้เก่าๆ ภายใต้แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดริบหรี่ แสงสีส้มสลัวขับเน้นโครงหน้าเรียวระหงและดวงตาดำขลับที่ฉายแววเยือกเย็นดั่งบึงน้ำลึก นางอยู่ในชุดเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีหม่นตามวิถีชาวนา ทว่าท่วงท่าการนั่งและแผ่นหลังที่ยืดตรงกลับสง่างามราวกับองค์หญิงผู้สูงศักดิ์กำลังประทับบนบัลลังก์มังกร
มือเรียวบางรินชาร้อนลงในจอกดินเผาอย่างใจเย็น ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นพรั่นพรึง
"ท่านนายพลลู่... เดินทางมาถึงเรือนพักผูกขาดของชาวนาจนๆ เช่นข้า ย่อมไม่ใช่เพื่อมาชมจันทร์ในยามวิกาลกระมังครับ"
น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าบาดลึกเอ่ยขึ้นก่อนที่ผู้มาเยือนจะก้าวพ้นธรณีประตู
เงาร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อโค้ททหารสีเขียวเข้มบ่าประดับอินทรธนูชุ่มไปด้วยหยาดน้ำค้างก้าวเข้ามาหยุดนิ่งอยู่เบื้องหน้า ลู่ถิงเฉิน... บุรุษผู้กุมอำนาจกองทัพภาคเหนือ ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวทะเลทรายคู่นั้นกวาดมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะหยั่งถึง ไอสังหารแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาจนทำให้อุณหภูมิในห้องลดฮวบลงหลายองศา
ทว่าไป๋จินเฟิงหาได้สะท้านสะเทือน นางเพียงช้อนตาขึ้นสบประสานสายตากับเขาอย่างไม่หลบเลี่ยง เคมีระหว่างคนทั้งสองในห้องแคบๆ นี้คุกกรุ่นราวกับเปลวไฟที่กำลังเผาผลาญแผ่นกระดาษ
"เจ้าฉลาดเกินไป ไป๋จินเฟิง" ลู่ถิงเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบจนบาดผิว "ความฉลาดมักเป็นภัยมหันต์ต่อผู้หญิงในยุคสมัยนี้... และเจ้าก็รู้ดีว่าจดหมายฉบับนั้นที่เจ้ากล่าวถึงเมื่อกลางวัน ได้สร้าง 'ความยุ่งยาก' ให้แก่ข้ามากเพียงใด"
"ความยุ่งยาก หรือ 'ผลประโยชน์' ที่ท่านกำลังจะสูญเสียกันแน่ครับ ท่านนายพล" จินเฟิงย้อนถามทันควัน มุมปากหยักยิ้มบางเบาอย่างเย้ยหยัน นางขยับตัวเล็กน้อยเผยให้เห็นกระดาษบันทึกบัญชีลับที่วางอยู่ใต้จอกชา "ตระกูลลู่ผู้ทรงอิทธิพลแผ่ขยายรากแก้วลงลึกในระบบสหกรณ์การเกษตรและคลังพัสดุหลวงมานานนับทศวรรษ ขุนนางท้องถิ่นสูบเลือดเนื้อชาวนาจนแห้งผาก ท่านในฐานะผู้บัญชาการกองทัพ... จะบอกว่าไม่เคยล่วงรู้เรื่องการทุจริตสวมสิทธิ์เสบียงเหล่านี้เลย... รึครับ?"
คำพูดของนางราวกับคมมีดที่กรีดลงบนแผลเป็น ลู่ถิงเฉินหรี่ตาลงอย่างอันตราย มือหนาเอื้อมไปกุมด้ามปืนพกที่เหน็บอยู่ข้างเอวโดยสัญชาตญาณ บรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุด ราวกับเส้นด้ายที่ขึงตึงจนพร้อมจะขาดสะบั้นได้ทุกเมื่อ
หากแต่ไป๋จินเฟิงหาได้ขยับหนี นางกลับเลื่อนจอกชาอุ่นๆ ไปตรงหน้าเขา ช้าๆ และมั่นคง
"เก็บปืนของท่านไว้เถอะครับ ท่านนายพล... ข้าเป็นเพียงบุตรสาวชาวนาอ่อนแอคนหนึ่ง มิอาจต้านทานกระสุนนัดเดียวของท่านได้หรอก แต่ถ้าท่านลั่นไกในคืนนี้... ความลับเรื่องการยักยอกคลังเสบียงที่ท่าเรือทิศประจิม จะถูกส่งตรงถึงโต๊ะทำงานของส่วนกลางในกรุงปักกิ่งก่อนที่ท่านจะได้เห็นแสงตะวันในวันรุ่งขึ้นอย่างแน่นอน"
รอยยิ้มบนใบหน้าของนายพลหนุ่มแข็งค้าง ดวงตาคู่คมจับจ้องไปที่หญิงสาวราวกับต้องการจะทะลวงเข้าไปในความคิดของนาง นี่มิใช่สตรีชาวนาธรรมดา นางคือปีศาจจำแลงกายมาในคราบมนุษย์ชัดๆ เล่ห์เหลี่ยมและการวางหมากของนางแยบยลยิ่งกว่ากุนซือสนามรบเสียอีก
ลู่ถิงเฉินผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ ความดุร้ายในแววตาค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยประกายความสนอกสนใจอย่างปิดไม่มิด เขาค่อยๆ ปล่อยมือจากด้ามปืน แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ฝั่งตรงข้ามอย่างไม่เกรงกลัวอันตราย
"เจ้าต้องการอะไร... ไป๋จินเฟิง?" เขากล่าวเสียงต่ำ เข้าประเด็นทันทีอย่างไร้การอ้อมค้อม
"ความยุติธรรม... และอำนาจ" จินเฟิงตอบกลับทันทีโดยไม่ต้องหยุดคิด ดวงตาคู่งามพินิจพิเคราะห์ใบหน้าคมเข้มของนายพลหนุ่ม "กลุ่มผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นที่หนุนหลังโดยคนในตระกูลของท่านกำลังขัดขวางเส้นทางการค้าของข้า และพวกมันกำลังสูบเลือดเนื้อประชาชนตาดำๆ ท่านต้องการกวาดล้างหนอนบ่อนไส้ในกองทัพและตระกูลของท่านเพื่อรักษาอำนาจสูงสุด ส่วนข้า... ต้องการพื้นที่ทางเศรษฐกิจเพื่อพลิกฟื้นตระกูลไป๋ เราต่างมีศัตรูคนเดียวกัน... ทำไมเราถึงจะไม่ร่วมมือกันกวาดกระดานหมากนี้เสียใหม่เล่าครับ"
ลู่ถิงเฉินเงียบไป ครุ่นคิดถึงข้อเสนอที่อันตรายและหอมหวานยิ่งกว่าสิ่งใด การร่วมมือกับสตรีผู้นี้เปรียบเสมือนการเล่นกับไฟ แต่มันก็เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เขาถอนรากถอนโคนพวกกบฏในร่มผ้าได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
มือหนายื่นไปหยิบจอกชาที่นางรินให้ขึ้นมาจรดริมฝีปาก กลิ่นหอมกรุ่นของชาสมุนไพรลอยแตะจมูก
"ข้อเสนอน่าสนใจ... หญิงสาวผู้ปราดเปรื่อง" ลู่ถิงเฉินเอ่ยพลางยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มร้ายกาจ "แต่การร่วมมือกับข้า... เจ้าต้องเอาชีวิตเข้าแลกนะ รู้ตัวหรือไม่"
"ชีวิตของข้า... ข้าเป็นผู้กำหนดเองครับ ท่านนายพล"
ในจังหวะที่ลู่ถิงเฉินกำลังจะยกชาขึ้นจิบเพื่อเป็นการตกลงพันธสัญญาอันมืดมน ทันใดนั้นเอง...
*ปัง! ปัง! ปัง!*
เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวติดต่อกันสามนัดมาจากลานหน้าเรือน ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่ที่กำลังก้าวเข้ามาล้อมรอบตัวเรือนพักพิงแห่งนี้อย่างรวดเร็ว แสงไฟฉายสודส่องทะลุกระดาษหน้าต่างเข้ามาจนสว่างวาบไปทั่วห้อง
ประตูไม้ที่เพิ่งปิดลงถูกถีบกระเด็นหลุดจากวงกบด้วยพละกำลังมหาศาลเศษไม้กระจัดกระจายเกลื่อนพื้น พร้อมกับร่างของนายทหารยศสูงผู้หนึ่งก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมในมือถือคำสั่งเร่งด่วนประทับตราแดงฉาน
"ท่านนายพล! ท่านถูกปลดจากตำแหน่งผู้บัญชาการชั่วคราว ข้อหาคบคิดกับสายลับศัตรู... จงยอมจำนนแต่โดยดี!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับเล่ห์กลอันล้ำลึกนี้ด้วยกันนะครับ
กุนซือสาวมือทองแห่งยุคเจ็ดสิบ กับบัญชาทัพร้อยเล่ห์ของท่านนายพล•ตอนที่ 8
ยามวิกาลกับข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือสาวมือทองแห่งยุคเจ็ดสิบ กับบัญชาทัพร้อยเล่ห์ของท่านนายพล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!