กลิ่นอายของกระดาษโบราณผสมผสานกับฝุ่นผงเวทมนตร์เก่าเก็บลอยอวลอยู่ในความมืดทึบ ไร้ซึ่งเสียงใดๆ นอกจากเสียงฝีเท้าของเซเรนที่สะท้อนก้องไปตามผนังหินศิลาแลงอันเย็นเยียบ
หลังจากที่เสียงแจ้งเตือนปริศนาจากตำราหน้าว่างเปล่าเงียบลง ประตูบานยักษ์ที่สลักลวดลายวงแหวนเวทมนตร์ซับซ้อนก็เลื่อนเปิดออกเองอย่างเชื่องช้า ราวกับมันกำลังรอคอยการมาถึงของใครบางคนมานานนับร้อยปี
เซเรนกระชับโคมไฟเวทมนตร์ในมือแน่น แสงสีส้มอมเหลืองสั่นไหววับแวมตามจังหวะการหายใจที่พยายามควบคุมให้สม่ำเสมอ ในฐานะนักเรียนปีหนึ่งผู้ถูกตราหน้าว่ามี "หยดเวท" น้อยนิดจนแทบไร้ค่าในสายตาของคนอื่น เขาย่อมรู้ดีว่าการก้าวล่วงเข้าสู่เขตแดนต้องห้ามระดับ SSS นั้นมีความหมายเดียวคือความตาย แต่ทว่า... สัญชาตญาณลึกๆ กลับร่ำร้องว่าคำตอบของอดีตที่เขาตามหาซ่อนอยู่หลังประตูนี้นี่เอง
ทางเดินแคบๆ ทอดตัวยาวลงสู่เบื้องล่าง ยิ่งเดินลึกเท่าไหร่ อุณหภูมิรอบกายก็ยิ่งลดต่ำลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว ยันต์ผนึกเวทสีทองที่ติดอยู่ตามเสาหินเริ่มสั่นระริกและเปล่งแสงริบหรี่ราวกับตื่นกลัวการปรากฏตัวของเขา
เซเรนกวาดสายตามองอักขระโบราณเหล่านั้นด้วยความเคยชิน สมองส่วนที่ทำหน้าที่จดจำและวิเคราะห์ทำงานอย่างรวดเร็วโดยอัตโนมัติ แม้ตำราเรียนทั่วไปจะระบุว่าอันตรกิริยาของธาตุแสงและธาตุความมืดจะหักล้างกันจนหมดสิ้น แต่อักขระที่เรียงรายอยู่เบื้องหน้าเขากลับมีการจัดวางโครงสร้างแบบ "วงแหวนซ้อนวงแหวน" ซึ่งใช้พลังงานความมืดเป็นตัวเหนี่ยวนำให้แสงสว่างเกิดการหมุนวนไม่รู้จบ
*ช่างเป็นสถาปัตยกรรมเวทมนตร์ที่ล้ำเลิศและบิดเบี้ยวในเวลาเดียวกัน...* เซเรนคิดในใจขณะก้าวเท้าผ่านเสาต้นสุดท้ายเข้าสู่โถงกว้างเบื้องล่าง
ที่กลางห้องสมุดใต้ดินอันเวิ้งว้าง แสงจันทร์สีครามสาดส่องผ่านช่องรับแสงทรงกลมบนเพดานสูงลิบลงมาทาบทับร่างระหงของใครบางคนเข้าอย่างจัง
ร่างนั้นยืนหันหลังให้ ประสานมือไว้เบื้องหลังในท่าทางสง่างาม เสื้อคลุมสีดำสนิทปักลวดลายดาราจักรด้วยด้ายเวทมนตร์สะท้อนแสงระยิบระยับ เส้นผมสีเงินยวงยาวสลวยทิ้งตัวเคลียแผ่นหลัง เส้นผมที่สะท้อนประกายแสงจันทร์จนดูราวกับเส้นไหมแห่งห้วงจักรวาล
เซเรนชะงักฝีเท้า หัวใจกระตุกวูบ
ในหอคอยต้องห้ามที่ถูกปิดตายและมีคณาจารย์คอยตรวจตราอย่างเข้มงวด ทำไมถึงมีคนมาอยู่ที่นี่ได้? หรือนี่จะเป็นผู้บุกรุกอีกราย?
"เจ้ามีความกล้ามากนะ เซเรน... ที่กล้าก้าวเท้าเข้ามาในเขตหวงห้ามที่แม้แต่สภาเวทมนตร์ยังไม่กล้าแตะต้อง"
น้ำเสียงนุ่มนวลแต่เย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลกดังขึ้น ทว่ากลับก้องกังวานไปทั่วห้องโถง ร่างระหงนั้นค่อยๆ หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเขา
ดวงตาสีฟ้าครามคู่สวยคมกริบราวกับใบมีดน้ำแข็งจ้องมองตรงมาที่เซเรน ประกายแสงเวทมนตร์ธาตุแสงชั้นสูงแผ่ซ่านออกมาจากตัวนางจนบรรยากาศรอบข้างกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ใบหน้าเรียบเฉยไร้รอยAยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความถือดีและสง่างาม และเขาก็จดจำนางได้ทันعي
"อาจารย์เอลาร่า..." เซเรนอุทานออกมาเบาๆ ด้วยความตกใจระคนประหลาดใจ
อาจารย์สาวผู้รับหน้าที่ดูแลหอคอยสมุดโบราณ ผู้ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวด เย็นชา และไม่เคยยิ้มให้ใครในโรงเรียนเวทมนตร์แห่งนี้ เหตุใดเวลานี้จึงมาปรากฏกายอยู่ในห้องสมุดใต้ดินชั้น SSS ได้เล่า?
เอลาร่าหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาที่มองเด็กหนุ่มมีความซับซ้อนเกินกว่าที่ใครจะคาดเดา มีทั้งความระแวดระวัง ความประหลาดใจ และบางสิ่งที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนภายใต้หน้ากากความเยือกเย็น นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้เซเรนทีละน้อย เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินดัง กัป... กัป... สะท้อนก้องย้ำเตือนถึงความห่างชั้นระหว่างอาจารย์และลูกศิษย์
"รู้ไหมว่าการมาปรากฏตัวที่นี่... หมายความว่าอย่างไร" เอลาร่าเอ่ยถาม น้ำเสียงราบเรียบแต่กดดันจนเซเรนต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
"ผม... แค่ทำตามเสียงนำทางของตำรา..." เซเรนตอบตามความจริง แม้จะรู้ว่ามันฟังดูเหลือเชื่อเพียงใด
"ตำราหน้าว่างเปล่าเล่มนั้นไม่ได้เลือกใครส่งเดชหรอกนะ เจ้าเด็กโง่" เอลาร่าหยุดยืนห่างจากเขาเพียงแค่เอื้อมมือ นางโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนเซเรนได้กลิ่นหอมจางๆ คล้ายดอกไม้ป่าท่ามกลางสายหมอกยามค่ำคืน "มันเลือกเจ้า... เพราะสายเลือดที่หลับใหลอยู่ในตัวเจ้าต่างหาก สายเลือดของผู้ที่ถูกลบชื่ออกไปจากประวัติศาสตร์"
เซเรนเบิกตากว้าง สมองประมวลผลอย่างบ้าคลั่ง คำว่า "สายเลือดของผู้ที่ถูกลบชื่อ" วิ่งวนอยู่ในหัว คำถามนับร้อยผุดขึ้นมา แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปากถามอะไรต่อ แผ่นดินเบื้องล่างก็เกิดอาการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง!
*ครืนนน—!*
เศษหินจากเพดานร่วงหล่นลงมากระทบพื้นแตกกระจาย วงแหวนเวทมนตร์สีครามรอบห้องสมุดพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานด้วยความโกรธเกรี้ยว เสียงคำรามต่ำทุ้มดังขึ้นมาจากความมืดมิดเบื้องล่าง ราวกับมีอสุรกายโบราณกำลังตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน
เอลาร่าหน้าเปลี่ยนสี นางคว้าแขนของเซเรนไว้แน่นด้วยเรียวแรงที่มากกว่าผู้หญิงทั่วไปจะ1มี แล้วกระชากให้เขาถอยหลังไปหลบด้านหลังของนางทันที พร้อมกับที่มือเรียวบางสะบัดออกเบื้องหน้า เกิดเป็นม่านบาเรียแสงสีทองสว่างวาบปกป้องพวกเขาทั้งคู่จากเศษซากหินที่ถล่มลงมา
"แย่แล้ว..." เอลาร่าพึมพำ ดวงตาสีฟ้าครามจ้องมองไปยังใจกลางรอยแยกของพื้นห้องสมุดที่กำลังปริแตกออก "ผนึกกำลังคลายตัวเร็วกว่าที่คำนวณไว้..."
ในความมืดที่ค่อยๆ แยกตัวออกจากกัน ดวงตาสีทองคู่มหึมาคู่หนึ่งก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นจ้องมองมาที่พวกเขาทั้งสองคน พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าที่ดังสะท้อนก้องอยู่ในจิตสำนึกของเซเรนและเอลาร่าพร้อมๆ กัน—
*[ ในที่สุด... ผู้ถือครองสายเลือดแห่งปราชญ์ก็กลับมา... เพื่อชดใช้หนี้กรรม... ]*
____________________
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับ "เซเรน" และ "อาจารย์เอลาร่า" ในบทนี้นะคะ พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!
เวทมนตร์สีครามกับความลับในตำราหน้าว่างเปล่า•ตอนที่ 2
แสงสว่างในเงามืด
ผลงานโดย เซเลสเทียละอองเวท
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซเลสเทียละอองเวท)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เวทมนตร์สีครามกับความลับในตำราหน้าว่างเปล่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
