แสงไฟนีออนสีส้มอมแดงจากป้ายร้านสะดวกซื้อสาดส่องผ่านกระจกบานใหญ่ของร้านกาแฟ 24 ชั่วโมง กระทบเข้ากับใบด้านข้างของธันวาคม สถาปนิกหนุ่มผู้มีรอยยิ้มเรียบนิ่งเป็นเกราะกำบัง หน้าจอโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูยังคงสั่นเตือนเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ข้อความสั้นๆ หกพยางค์ที่ปรากฏอยู่บนนั้น—*“พวกมันรู้ตัวแล้ว ถอยเถอะ”*—ไม่ใช่คำเตือนจากมิตร แต่เป็นเสียงกระซิบจากความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
ธันวาเงยหน้าขึ้นช้าๆ สายตาคมกริบมองลอดผ่านกระจกใสออกไปยังถนนยามวิกาลที่เงียบสงบ รถเก๋งสีดำคันเดิมจอดนิ่งสนิทอยู่ที่หัวมุมถนนฝั่งตรงข้ามมานานกว่ายี่สิบนาทีแล้ว ไม่มีคนขับลงมา ไม่มีแม้แต่การกะพริบตาไฟหน้า มันคือความเงียบที่จงใจกดดันให้เหยื่อสูญเสียการควบคุม
"คุณกำลังเล่นเกมจิตวิทยาที่แย่มากนะ ธันวา"
เสียงทุ้มต่ำแต่เจือความหงุดหงิดดังขึ้นเบาๆ จากฝั่งตรงข้ามโต๊ะ รินนั่งไขว่ห้างอยู่ในเสื้อแจ็กเก็ตหนังสีเข้ม ดวงตาสีน้ำตาลเข้มภายใต้กรอบแว่นทรง The Row จ้องมองเขาอย่างไม่ลดละ เธอยื่นมือเรียวไปหยิบแก้วกาแฟเย็นที่ละลายจนหยดน้ำเกาะพราวขึ้นจิบ ก่อนจะวางมันลงกระแทกกับโต๊ะไม้เสียงดังพอสมควรเพื่อเรียกสติ
"ถ้าเราถอยตอนนี้ แปลว่าตึกแฝดโปรเจกต์สาทรเทอร์ราพาร์คจะกลายเป็นอนุสาวรีย์แห่งความอัปยศที่ถูกกลบฝังด้วยคอนกรีตมวลเบาและเงินใต้โต๊ะสิครับ ริน" ธันวาตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาสีเข้มไม่มีวี่แววของความหวาดกลัว มีเพียงประกายความเย็นชาของนักวางหมากที่มองกระดานเบื้องหน้าด้วยความคำนวณ
"ความตายก็ไม่ได้ดูเท่ขนาดนั้นหรอกนะ ในสูททري-พีซสั่งตัดราคาแพงเนี่ย" รินแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมปลาบกวาดมองไปรอบร้านที่แทบไม่มีลูกค้าคนอื่นหลงเหลืออยู่ นอกจากพนักงานกะดึกที่กำลังก้มหน้าก้มตาเช็ดเคาน์เตอร์ด้วยท่าทางเอื่อยเฉื่อย "ฉันเช็คประวัติเบอร์แปลกที่คุณได้รับเมื่อกี้แล้ว มันถูกส่งมาจากเสาสัญญาณแถวตึกร้างย่านมักกะสัน... ที่เดียวกับที่วิศวกรคนนั้นหายตัวไปก่อนจะเซ็นชื่อรับรองโครงสร้างฐานราก"
ธันวาหรี่ตาลงเล็กน้อย ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะเบาๆ ลงบนพื้นโต๊ะเป็นจังหวะสามช่า—พฤติกรรมยามใช้ความคิดที่รินเริ่มคุ้นชินและเกลียดชังเข้ากระดูกดำ
"คุณคิดว่ามันคือกับดักเหรอครับ?" ธันวาเอ่ยถาม น้ำเสียงเจือความท้าทายจางๆ
"ไม่ใช่แค่กับดัก แต่มันคือการเชิญไปงานศพแบบวีไอพี" รินโน้มตัวเข้าหาโต๊ะ โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นหอมจางๆ ของนิโคตินและกาแฟคั่วเข้มจากตัวเธอ "พวกมันรู้ว่าเรากำลังขุดคุ้ยเรื่องกองทุนสีเทาของบริษัทพัฒนาอสังหาฯ นั้น และถ้าเราสาวไปถึงเส้นทางการเงินล็อตสุดท้าย เอกสารชุดนั้นจะลากชื่อคนระดับบิ๊กอัพลงมานอนในเรือนจำได้ทั้งยวง... รวมถึงชื่อของคุณด้วย ธันวา"
ประโยคหลังกระแทกกระทั้นความจริงที่ทั้งคู่พยายามหลบเลี่ยงมาตลอด ธันวากระตุกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา
"คุณคิดว่าผมกลัวที่จะแปดเปื้อนเหรอครับ ริน? เราทุกคนต่างก็มีมือที่เปื้อนโคลนด้วยกันทั้งนั้น ต่างกันแค่คุณใช้มันขุดคุ้ยความจริงเพื่อสนองความกระหายความยุติธรรม ส่วนผมใช้มันสร้างตึกสูงตระหง่านเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง"
"ต่างกันตรงที่ฉันไม่มีศพซ่อนอยู่ใต้พื้นคอนกรีตเหมือนคุณ!" รินสวนกลับทันควัน น้ำเสียงเฉียบคมราวกับใบมีดโกนที่ถูกลับจนขึ้นเงา ดวงตาของเธอวาวโรจน์ด้วยความโกรธกรำที่ถูกสะสมมาหลายสัปดาห์ของการวิ่งไล่เงา
บรรยากาศรอบตัวราวกับลดอุณหภูมิลงทันที บทสนทนาที่เฉือดเฉือนหยุดชะงักลงเมื่อธันวาเคลื่อนไหว ร่างสูงใหญ่ในสูทสีเทาเข้มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองต่อคำกล่าวหาอันเจ็บแสบนั้น ตรงกันข้าม เขากลับจัดกระดุมสูทให้เข้าที่อย่างใจเย็น
"ถ้าคุณอยากได้เอกสารต้นฉบับที่ยืนยันว่าเสาเข็มต้นที่แปดสิบสี่ของตึกนั้นมีเหล็กเสริมไม่ถึงเกณฑ์มาตรฐาน..." ธันวาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบขณะก้มลงมองหน้าจอโทรศัพท์อีกครั้ง "เราต้องเดินเข้าไปในปากเสือครับ"
รินชะงัก เธอมองหน้าสถาปนิกหนุ่มด้วยความไม่ไว้วางใจ "หมายความว่ายังไง?"
"หมายความว่า เราจะทำตามแผนที่พวกมันอยากให้เราทำ" ธันวายกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเลื้อ.ย์ที่หาดูได้ยาก "พวกมันอยากให้เราไปที่ตึกร้างมักกะสันคืนนี้ เพื่อจัดการเก็บกวาดปัญหาให้จบสิ้น... งั้นเราก็ควรจะสนองความต้องการของพวกมัน แต่ในแบบที่พวกมันคาดไม่ถึง"
รถเก๋งสีดำฝั่งตรงข้ามเริ่มขยับตัวเมื่อเห็นธันวาเดินออกจากประตูกระจกของร้านกาแฟ รินกัดริมฝีปากแน่นอย่างลังเลชั่วขณะ ก่อนจะคว้ากระเป๋าเป้คู่ใจแล้วสาวเท้ายาวๆ ตามหลังสถาปนิกหนุ่มออกไปในคืนที่มหานครอันซิลิคอนแห่งนี้กำลังหอบหายใจด้วยควันพิษและเรื่องโกหก
สายลมยามค่ำคืนพัดพาเอาละอองฝนจางๆ ลงมาปะทะผิวหน้า ถนนสายรองที่มุ่งหน้าสู่ย่านมักกะสันเปลี่ยวร้างและไร้ซึ่งผู้คน ตึกโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กสูงสิบชั้นที่สร้างค้างคาไว้ตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อหลายปีก่อนตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ราวกับซากอสุรกายกลายพันธุ์ที่อ้าปากรอเหยื่อให้เดินเข้ามาติดกับ
รถยนต์ของธันวาจอดสนิทอยู่บริเวณลานดินด้านหน้าตึกร้าง ไฟฉุกเฉินกะพริบแสงสีส้มสลัว ความเงียบงันภายในห้องโดยสารทำให้ได้ยินเสียงหัวใจเต้นโครมคราม รินหันไปมองสถาปนิกหนุ่มที่กำลังปลดเข็มขัดนิรภัย ใบหน้าของเขาด้านข้างกระทบกับแสงไฟกะพริบดูเยือกเย็นและไร้อารมณ์ยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
"คุณมีแผนสำรองใช่ไหม ธันวา?" รินเอ่ยถาม น้ำเสียงแฝงความไม่มั่นใจเป็นครั้งแรกตั้งแต่รู้จักกันมา
ธันวาหันมามองเธอ ดวงตาสีเข้มคู่นั้นลุ่มลึกจนยากจะคาดเดา เขายื่นมือไปเปิดเก๊ะหน้ารถ หยิบแฟลชไดรฟ์สีดำสนิทขนาดเล็กจิ๋วออกมาวางไว้บนคอนโซลหน้ารถ
"แผนสำรองคือ ถ้าผมเดินเข้าไปแล้วไม่ได้กลับออกมาภายในสี่สิบห้านาที..." ธันวากล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ราวกับกำลังสั่งงานลูกน้องในออฟฟิศ "คุณต้องกดส่งข้อมูลทั้งหมดในแฟลชไดรฟ์นี้ไปยังอีเมลของสำนักข่าวต่างประเทศสามแห่งที่ผมตั้งค่าไว้ทันที และขับรถหนีไปซะ... อย่าหันหลังกลับมามองเด็ดขาด"
รินจ้องมองแฟลชไดรฟ์ชิ้นนั้นสลับกับใบหน้าของชายหนุ่ม หัวใจของเธอหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม "แล้วคุณล่ะ?"
ธันวากระตุกยิ้มจางๆ เป็นรอยยิ้มที่สุภาพและเศร้าสร้อยที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นจากผู้ชายคนนี้
"ผมเป็นสถาปนิกครับ... หน้าที่ของผมคือการรับผิดชอบต่อโครงสร้างที่ผมเป็นคนสร้างขึ้นมา แม้ว่ามันจะพังทลายลงมาทับตัวเองก็ตาม"
ประโยคพูดคุยยังไม่ทันขาดคำ ประตูฝั่งคนขับก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างแรงจากด้านนอก พร้อมกับเงาร่างของชายฉกรรจ์สวมหมวกแก๊ปและหน้ากากอนามัยสีดำสองคนพุ่งเข้ามาประชิดตัว ธันวาไม่ได้ขัดขืน เขายอมปล่อยให้มือหยาบกระด้างกระชากร่างของตนเองลงจากรถอย่างง่ายดาย
รินเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เธอกำลังจะเอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์เพื่อกดแจ้งตำรวจ แต่ทว่า... ประตูฝั่งผู้โดยสารด้านหน้าก็ถูกเปิดออกอย่างไร้เสียง พร้อมกับกระบอกปืนเก็บเสียงสีดำสนิทที่จ่อตรงเข้ามาที่ขมับของเธอทันที
"ลงมาครับ... นักข่าว" เสียงแหบพร่ากระซิบลอดไรฟันจากชายชุดดำอีกคน
รินตัวแข็งทื่อ ลมหายใจสะดุดกึก ดวงตาสีน้ำตาลเข้มมองเลยผ่านไหล่ของชายชุดดำเข้าไปในความมืดของตึกร้าง และสิ่งที่เธอเห็นผ่านแสงไฟสลัวของโครงสร้างปูนเปลือย ทำให้เลือดในกายของเธอกลายเป็นน้ำแข็งทันที—
ร่างของชายคนหนึ่งถูกมัดติดกับเก้าอี้พลาสติกกลางโถงชั้นล่าง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและคราบเลือดแห้งกรัง และทันทีที่แสงไฟจากสปอตไลท์พกพาส่องกระทบใบหน้านั้น รินก็แทบกรีดร้องออกมา
นั่นไม่ใช่ศพของวิศวกรที่หายตัวไป... แต่เป็นสารวัตรกรมตำรวจผู้รับผิดชอบคดีทุจริตโครงการนี้ ซึ่งยืนยันกับเธอเมื่อช่วงบ่ายว่าเขากำลังจะเปิดโปงหลักฐานชิ้นสำคัญ!
และที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า คือชายอีกคนที่ยืนกอดอกพิงเสาปูนอยู่ข้างๆ นั้น หันมามองพวกเธอพร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบ—นั่นคือ "ท่านอธิบดี" ผู้ทรงอิทธิพลที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานกรรมการบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ธันวาทำงานให้อยู่
"ยินดีต้อนรับสู่การตรวจงานรอบสุดท้ายครับ... คุณธันวา และคุณริน" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยทักทายท่ามกลางความมืดมิดของซากตึกร้าง ราวกับมัจจุราชที่กำลังเอ่ยปากพิพากษาโทษทัณฑ์
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและความมืดมิดไปด้วยกันนะครับ
สถาปนิกสีเทากับนักข่าวไร้เงา•ตอนที่ 25
แผนซ้อนแผน
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสีเทากับนักข่าวไร้เงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!