เสียงกระแทกของแฟ้มเอกสารปกหนังสีดำบนโต๊ะกระจกนิรภัยในห้องทำงานเพดานสูง สั่นสะเทือนความเงียบงันยามวิกาลให้แตกกระจายราวกับเศษแก้ว ธันวาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนา ปลายนิ้วเรียวยาวของสถาปนิกหนุ่มยังคงเคาะเป็นจังหวะบนแป้นพิมพ์แล็ปท็อป แสงสีฟ้าจากหน้าจอสาดสะท้อนแว่นตาไร้กรอบของเขาให้ดูราวกับหุ่นยนต์ไร้หัวใจ
"คุณกำลังเล่นกับไฟ ธันวา และไฟกองนี้มันใหญ่เกินกว่าที่โครงสร้างเหล็กกล้าคานคอนกรีตของคุณจะรับไหว"
รินยืนกอดอกอยู่ริมกระจกบานใหญ่ มองลอดผ่านเงาสะท้อนของตึกระฟ้ายามค่ำคืนในมหานครที่ไม่เคยหลับใหล ดวงตาของเธอคมกริบและเต็มไปด้วยความระแวง เธอยื่นมือไปหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่ร่วงหล่นออกมาจากแฟ้ม เอกสารราชการฉบับนั้นระบุชื่อบริษัทรับเหมาช่วง—ชื่อที่ธันวาพยายามลบมันออกจากสารบบความทรงจำมานานหลายปี
ธันวาหยุดพิมพ์ เขาถอนหายใจยาว ช้าๆ อย่างจงใจให้รินเห็นถึงความเหนื่อยหน่ายที่อีกฝ่ายไม่ยอมปล่อยวางอดีต เขากดปิดหน้าจอแล็ปท็อป เสียงพับฝาเครื่องดังทึบในความเงียบ ก่อนจะเงยหน้าสบตากับนักข่าวสาว
"ความจริงกับความอยู่รอด คุณคิดว่าอะไรกินได้มากกว่ากัน ริน?" ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท แต่นัยน์ตากลับไหววับ "คุณเป็นนักข่าว คุณใช้ความยุติธรรมเป็นเกราะป้องกันตัว แต่คุณเคยคิดไหมว่าคนที่ต้องยืนอยู่บนซากปรักหักพังอย่างผม เขาต้องใช้อะไรบ้างเพื่อรักษาลมหายใจของคนนับร้อยในบริษัท"
"อย่าเอาคำว่า 'ส่วนรวม' มาฟอกความโลภของคุณนะ ธันวา!" รินก้าวฉับๆ เข้ามาประชิดโต๊ะทำงาน มือเรียวบางตบลงบนแฟ้มเอกสารฉบับนั้นเต็มแรง "เอกสารการอนุมัติใช้วัสดุก่อสร้างเกรดต่ำนี่มันเซ็นด้วยลายมือคุณ โครงการคอมפล็กซ์ใจกลางเมืองนั่น ถ้างบประมาณมันรั่วไหลไปเข้ากระเป๋าใครบางคน แล้วเกิดแผ่นดินไหวหรือตึกถล่มขึ้นมาจริงๆ คุณจะเอาชีวิตใครไปแลก!"
"ผมคำนวณโครงสร้างไว้หมดแล้ว มันไม่มีทางถล่ม" ธันวาตอบกลับทันควัน น้ำเสียงของเขาเริ่มมีรلاแ의ความแข็งกร้าวเจืออยู่ "ผมเป็นสถาปนิก ผมรู้ดีว่าตัวเลขไหนยอมรับได้และตัวเลขไหนคือความเสี่ยง แต่ที่คุณกำลังทำอยู่ต่างหาก... ริน คุณกำลังรื้อถอนรากฐานของตึกทั้งหลัง เพียงเพราะคุณอยากพิสูจน์ว่าตัวเองถือความถูกต้อง"
บรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงทันที ทั้งคู่ยืนประจันหน้ากัน ระยะห่างเพียงแค่กั้นด้วยโต๊ะทำงานตัวใหญ่ แต่วิญญาณและอุดมการณ์ของพวกเขากลับห่างไกลกันราวฟ้ากับเหว ในอดีต ความลับสีเทาของธันวาเคยเป็นสะพานที่เชื่อมโยงให้ทั้งคู่ร่วมมือกันขุดคุ้ยความเน่าเฟะของระบบทุนนิยม แต่ในนาทีนี้ สะพานสายนั้นกำลังถูกเผาทำลายลงด้วยความระแวงที่สะสมมานาน
รินแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มเยาะเย้ยปรากฏขึ้นที่มุมปาก "ที่คุณกลัวจริงๆ ไม่ใช่ตึกถล่มหรอกธันวา... แต่คุณกลัวว่าคนอื่นจะรู้ต่างหากว่า สถาปนิกผู้ไร้ที่ติอย่างคุณ ก็เป็นแค่ฟันเฟืองตัวหนึ่งในเครื่องจักรที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อคนจนเหมือนกัน"
คำพูดนั้นบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของธันวา ราวกับใบมีดที่กรีดลงบนแผลเก่า เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แรงกดดันจากส่วนสูงและบุคลิกที่เย็นชาทำให้รินต้องชะתงไปเล็กน้อย แต่แววตาของนักข่าวสาวยังคงแข็งกร้าว ไม่ยอมจำนน
"ถ้าคุณคิดว่าผมเลวทรามขนาดนั้น ทำไมคุณถึงยังยืนอยู่ตรงนี้ล่ะริน?" ธันวาโน้มตัวเข้าไปใกล้ จนได้ยินเสียงลมหายใจที่กระชั้นชิดของอีกฝ่าย "ทำไมคุณไม่เอาหลักزمทั้งหมดไปส่งตำรวจ ทำไมคุณต้องมานั่งเถียงกับผมในห้องมืดๆ นี่ทุกคืน?"
คำถามนั้นทำให้รินชะงัก เปลือกตาของเธอกระตุกวูบหนึ่ง ร่างกายที่เคยเกร็งขึงผ่อนลงเล็กน้อย ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่สงบสุข มันคือความเงียบก่อนพายุใหญ่จะพัดถล่ม
รินเบือนสายตาหนี เธอกลืนก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ในลำคอลงไป "เพราะฉันเคยคิดว่า... เรายืนอยู่ข้างเดียวกัน ธันวา" น้ำเสียงของเธอแผ่วเบาลงอย่างเห็นได้ชัด เจือความร้าว In ความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ใต้เกราะป้องกัน "แต่ตอนนี้ ฉันเพิ่งรู้ว่าคุณไม่ได้แค่เหยียบย่างอยู่บนพื้นที่สีเทา... คุณเลือกที่จะจมดิ่งลงไปในความมืดมิดนั้นเองต่างหาก"
ธันวานิ่งงันไปชั่วขณะ หัวใจของเขากระตุกวูบอย่างไม่คาดคิด ความรู้สึกผิดแปลกประหลาดแล่นริ้วขึ้นมาในอก แต่วินัยและความเยือกเย็นที่ฝึกฝนมาทั้งชีวิตทำให้เขากลบเกลื่อนมันไว้ได้อย่างแนบเนียน เขากำหมัดแน่นในกระเป๋าเสื้อสูท
"บางที... เราอาจจะเดินมาไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับแล้วล่ะ ริน" ธันวาเอ่ยเสียงต่ำ หลบสายตาของเธอ "ถ้าคุณคิดว่าผมเป็นภัยต่อความยุติธรรมของคุณ ก็เชิญทำตามทางของคุณ... แต่จำไว้ ว่าถ้าตึกหลังนี้ล้ม ทับไลน์คนที่คุณรัก คุณนั่นแหละที่เป็นคนผลักมันลงมา"
รินจ้องมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังอย่างถึงที่สุด เธอยกแฟ้มเอกสารขึ้นมาแนบอก หมุนตัวเดินไปที่ประตูโดยไม่เอ่ยคำลาแม้แต่คำเดียว เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นห้องทำงานดังสะท้อนก้อง ก่อนที่ประตูบานใหญ่จะปิดลงด้วยแรงเหวี่ยงที่หนักหน่วง
ธันวาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานอีกครั้ง ความเงียบกลับมาครอบครองพื้นที่รอบตัวเขา แต่มันช่างอ้างว้างและหนתเหน็บกว่าเดิมหลายเท่า เขายกมือขึ้นถอดแว่นตาออกแล้วนวดคลึงหว่างด้วยความเครียด
ทันใดนั้น เสียงแจ้งเตือนข้อความเข้าจากแล็ปท็อปที่ปิดอยู่ก็ดังขึ้น "ติ๊ด"
ธันวาขมวดคิ้ว เขาเปิดฝาเครื่องขึ้นอย่างช้าๆ หน้าจอแสดงผลอีเมลฉบับใหม่ที่ส่งตรงมาจากเซิร์ฟเวอร์นิรนาม ไม่มีข้อความบรรยายใดๆ มีเพียงไฟล์แนบเดียวที่เป็นภาพถ่ายหน้าจอ และข้อความสั้นๆ สามบรรทัดที่ทำให้ลมหายใจของเขาแทบหยุดสะะงัก
ดวงตาสีเข้มของธันวาเบิกกว้างขึ้นเมื่อกวาดสายตาอ่านข้อความนั้น... และเมื่อเขาคลิกเปิดไฟล์ภาพถ่ายที่แนบมา หัวใจของสถาปนิกหนุ่มก็ดิ่งวูบลงสู่เหวลึกทันที เพราะภาพนั้นคือหลักฐานชิ้นใหม่ล่าสุด—บัญชีลับนอกประเทศที่ระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ตัวจริง ซึ่งไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเขาเอง
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและความมืดมิดไปด้วยกันนะครับ
สถาปนิกสีเทากับนักข่าวไร้เงา•ตอนที่ 26
รอยร้าวในมิตรภาพ
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสีเทากับนักข่าวไร้เงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!